|
FTA กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มีอะไรที่ต้องกลัว? มองมุมใหม่ : รศ.สามารถ เจียสกุล / คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2547ปัจจุบันนี้ การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ ขึ้นอยู่กับบทบาท และนโยบายของบริษัทข้ามชาติ ที่เป็นเจ้าของแบรนด์ของรถยนต์นั้น และประเทศไทย ก็เป็นประเทศหนึ่ง ที่ถูกเลือกให้เป็นฐานการผลิตรถยนต์ จากในช่วงแรก ที่เป็นฐานการผลิต เพื่อจำหน่ายภายในประเทศ ต่อมาเมื่อมีพัฒนาการ เกิดความชำนาญ ในการผลิตรถยนต์ ที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ส่งผลให้ประเทศไทย กลายเป็นฐานการผลิต เพื่อส่งออกไปจำหน่าย ยังต่างประเทศด้วย ยกตัวอย่าง การที่ไทยกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์โตโยต้านอกประเทศญี่ปุ่น ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสอง รองจากสหรัฐอเมริกา นับเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าสินค้ารถยนต์ที่ผลิตจากไทยได้มาตรฐานสากล หลังจากเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ทำให้หลายๆ ค่ายรถยนต์ต้องปรับตัวโดยการหันไปส่งออกมากขึ้น เพราะประการแรก จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากกำลังการผลิตที่มีอยู่ และประการที่สอง จะต้องมีการพัฒนาหรือมีการลงทุนเรื่อง R & D เพื่อให้เติบโตต่อไป และจากการดำเนินนโยบายหลายๆ อย่างของรัฐบาล ประกอบกับการค่อยๆ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ก็กลับทำให้ในปี 2547 ปัจจุบัน มีการคาดว่ายอดขายรถยนต์จะกลับไปสูงเท่ากับปี 2539 คือ 5.9 แสนคัน และสัดส่วนของการส่งออกได้ปรับตัวสูงขึ้น ประเด็นนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นฐานการผลิตที่เป็นผู้นำของอาเซียน ซึ่งนับเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับสามรองจากอินเดียและจีน เท่ากับว่าประเทศไทย ถูกวางอยู่ในตำแหน่งนี้ โดยผู้ประกอบรถยนต์รายใหญ่ๆ ของโลก ทางฝ่ายรัฐบาลเอง ก็ได้มีการจัดทำแผนแม่บทของการพัฒนาอุตสาหกรรม มีการปรับนโยบายจากภาครัฐบาลให้อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย จัดให้เข้าอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เข้าไปอยู่ในแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม และมีกลยุทธ์ในการพัฒนาในเชิง Cluster เกิดขึ้น สำหรับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีความสามารถทางเทคโนโลยีสูง ที่เรียกว่า First Tier ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานร่วมกับวิศวกรของโรงงานประกอบรถยนต์อย่างใกล้ชิด และมักจะเป็นโรงงานชาวต่างชาติของแต่ละค่าย ส่วนผู้ผลิตชิ้นส่วนคนไทย จะจัดอยู่ในกลุ่ม Second Tier ที่ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของเทคโนโลยี และมูลค่าของงานที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทยสามารถผลิตได้ ยังนับว่ายากยิ่งที่จะพัฒนาต่อไป เพราะผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทยยังมีความทะเยอทะยาน อยากรู้อยากเห็นในเรื่องการ Copy Technology หรือการทำ R&D น้อย ทั้งนี้ แนวนโยบายของผู้ประกอบรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลก ในไทยก็ดี ก็จะเป็นในลักษณะ Out Sourcing ตลอด หมายความว่าถึงแม้จะตั้งอยู่ในเมืองไทย เขาก็อาจจะนำชิ้นส่วนเข้ามาจากญี่ปุ่นก็ได้ อเมริกาก็ได้ ไต้หวันก็ได้ หรือจากบราซิล ซึ่งประเทศที่เอ่ยชื่อมานี้เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงในเรื่องการผลิตชิ้นส่วน ซึ่งตัวนี้ทำให้โครงสร้างของผู้ผลิตชิ้นส่วนบ้านเรา จะต้องปรับตัว ซึ่งได้ปรับมาหนึ่งครั้งแล้ว การปรับตัวในระยะต่อไปของผู้ผลิตชิ้นส่วนก็อาจจะไม่มากนักแล้ว เพราะมันเป็นข้อจำกัดในเรื่องเทคโนโลยี ความสามารถในเรื่องเทคโนโลยีของเรานั้นไปได้ช้า ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง พื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีของคนไทยเอง การเรียนรู้ การพัฒนา รวมทั้งเรื่องของความช่วยเหลือ ความร่วมมือระหว่างผู้ผลิตขนาดเล็กด้วยกัน ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก จากการที่ประเทศกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการทำเขตการค้าเสรี หรือ FTA กับประเทศต่างๆ ทำให้หลายฝ่ายมองถึงผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งกลายเป็นอุตสาหกรรม Highlight ของประเทศว่าจะส่งผลดีหรือผลเสียอย่างไร แต่จริงๆ แล้ว พัฒนาการของอุตสาหกรรมยานยนต์นั้นไม่ได้ยึดติดอยู่กับประเทศ แต่ยึดติดอยู่กับยี่ห้อหรือค่ายของรถยนต์เอง ที่จะเป็นผู้กำหนดนโยบายหรืออนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์ แนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะต่อไป จะเกิดในลักษณะของการแบ่งงานกันทำ หรือการกำหนดว่าใครจะผลิตรุ่นไหน โมเดลใด ขนาดของกำลังเครื่องที่ฐานการผลิตไหนเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องนโยบายที่กำหนดโดยบรรษัทข้ามชาติอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของอุตสาหกรรมรถยนต์ ดังนั้น ในการทำเขตการค้าเสรี มีวัตถุประสงค์เพื่อลดปัญหาที่เกิดจากการค้า สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นอุตสาหกรรมที่ถือได้ว่าถูกกำหนดนโยบายโดยบรรษัทข้ามชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีการทำเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศหนึ่งกับประเทศใด บรรษัทข้ามชาติก็จะสามารถปรับตัวเข้ากับกติกาต่างๆ ได้ดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่บรรษัทข้ามชาติต้องการคือความต่อเนื่องของนโยบาย เพราะทุกอย่างต้องวางแผนระยะยาว แม้กระทั่งการเตรียมบุคลากรยังต้องใช้ระยะเวลาตั้งแต่ 2-3 ปีขึ้นไป ซึ่งแตกต่างกับอุตสาหกรรมอื่นๆ เพราะฉะนั้นในเรื่องของ FTA ถ้าถามว่าจะช่วยให้ประเทศของเราส่งออกรถยนต์ทั้งคันไปญี่ปุ่นได้หรือไม่ ปัจจุบันบรรษัทข้ามชาติก็มีแผนอยู่แล้ว โดยมีการวางแผนไว้ว่าจะเลือกใช้ฐานการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ จากที่ไหนบ้างเพื่อส่งไปขายที่ญี่ปุ่น แต่หากจะมองถึงผลกระทบทางด้านลบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศต่างๆ นั้น ค่ายรถยนต์ในประเทศไทยส่วนใหญ่จะกลัวการทำ FTA กับประเทศจีน เพราะจะนำไปสู่การนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปราคาถูกจากจีน ประเด็นที่น่าคิดต่อไปคือ จีนเป็นประเทศที่พัฒนาทางด้านเทคโนโลยี หรือทางด้านฝีมือแรงงานได้เร็วมาก แม้คุณภาพจะยังไม่พัฒนานัก แต่ถ้าระยะยาวหรือในระยะกลางนี้ หากจีนสามารถพัฒนาคุณภาพขึ้นมาได้ จะเป็นสถานการณ์ที่น่าห่วงใยยิ่ง ถ้าหากว่ามีการนำเข้ารถยนต์อย่างเสรี และมีรถยนต์เข้ามาเป็นจำนวนมาก อาจจะทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ปั่นป่วนแน่นอน ซึ่งจะต้องมีการควบคุม อาจจะกำหนดให้เป็นสินค้าพิเศษ ซึ่งตัวนี้เราต้องให้ผู้ที่รู้เรื่องจริงๆ ช่วยหรือดูแลในการตัดสินใจในมาตรการหลายๆ อย่าง เพราะถ้าการทำ FTA ไปกระทบโครงสร้างอุตสาหกรรมไม่ว่าในเรื่องผลิต ในเรื่องการขาย อาจจะทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ได้รับความเสียหายได้ ทั้งนี้ แม้แผนปรับโครงสร้างจะเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าเรามองตัวเองมากขึ้น ซึ่งนับเป็นเรื่องถูกต้อง แต่ก็สามารถทำได้ในระดับหนึ่ง เพราะประการแรก เราไม่ได้เป็นเจ้าของเทคโนโลยี ประการที่สอง เราไม่ได้เป็นเจ้าของอุตสาหกรรมในลักษณะที่สามารถกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมได้ ดังนั้นถ้าจะให้หวังผลว่า การปรับโครงสร้างสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ก็ยังไม่มั่นใจว่าเราสามารถสร้างขีดความสามารถของเรา ได้เข้มแข็งพอที่จะปรับตัวเพื่อแข่งขันได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศจีน ดังนั้น อุตสาหกรรมยานยนต์จะได้รับผลกระทบในด้านลบหรือไม่ สิ่งที่ต้องพิจารณาและศึกษาคือ ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างของอุตสาหกรรมรถยนต์ ทั้งโครงสร้างการผลิต โครงสร้างการลงทุน โครงสร้างการส่งออก เพราะโครงสร้างนี้สามารถอธิบายได้ในหลายๆ ประเด็น หลังจากมีการวิเคราะห์พิจารณาโครงสร้างที่จะเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อนำมาสรุปผลออกมาว่าเราพอใจหรือไม่ หากไม่ เราควรจะปรับตัวหรือเตรียมรับมืออย่างไร
|
| กลับหน้าแรก |