เห่อ "เขตการค้าเสรี" ระวัง! หนีเสือปะจระเข้ มะกัน "กินรวบ"

โดย นงนุช สิงหเดชะ   มติชนรายวัน   วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9484

สหรัฐอเมริกาได้แจ้งมายังไทยแล้วเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า พร้อมที่จะเริ่มเจรจารายละเอียด การเปิดเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ (Free Trade Area-FTA) กับไทยในเดือนมิถุนายนนี้ ตามที่ทั้งสองประเทศได้ตกลงในหลักการ ที่จะเปิดเขตการค้าเสรีระหว่างกัน เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ในช่วงที่ประธานาธิบดีบุช มาประชุมเอเปคที่กรุงเทพฯ

สหรัฐอเมริกาแจ้งเรื่องนี้มายังไทยภายหลังจากที่ได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า การทำความตกลง หรือสัญญาลักษณะนี้จะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ดังนั้น ผู้นำรัฐบาลไทย ก็สมควรจะนำเรื่องนี้ เข้าขอความเห็นชอบจากรัฐสภาด้วยเช่นกัน เพราะที่ผ่านมานายกฯ ตกลงทำเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศแล้ว แต่ไม่เคยขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเลย ทั้งที่ ส.ว.หลายท่านได้ท้วงติงแล้วว่า สัญญา หรือข้อตกลงดังกล่าว เข้าข่ายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 224 ที่ต้องขอความเห็นชอบรัฐสภา เพราะการทำเอฟทีเอ จะต้องมีการแก้ไข หรือออกพระราชบัญญัติมารองรับ

ทันทีที่สหรัฐได้แจ้งมายังไทย กลุ่มศึกษาเขตการค้าเสรีภาคประชาชน ในนามกลุ่ม "เอฟทีเอ ว็อตช์" ก็ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลไทย จะต้องโปร่งใส และเปิดรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ ก่อนเริ่มเจรจากับสหรัฐ เพราะเมื่อวิเคราะห์จากหนังสือที่สหรัฐแจ้งต่อสภาคองเกรสนั้น มีข้อน่าห่วงใย เพราะไทยจะได้รับผลกระทบและถูกบีบบังคับให้เสียเปรียบอย่างมาก

ประเทศต่างๆ กำลังเห่อเปิดเขตการค้าเสรีระหว่างกัน และคึกคักที่สุดก็ในการประชุมเอเปค ที่ไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ที่แต่ละประเทศต่างจับคู่เจรจาเปิดเขตการค้าเสรีระหว่างกัน อันเป็นข้อตกลงการค้าระดับสองฝ่ายหรือทวิภาคี (Bilateral) โดยแทบจะเมินการเจรจาการค้าแบบหลายฝ่าย หรือหลายประเทศในกรอบพหุภาคี (Multilateral) ภายใต้องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ)

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ทั้งตัวแทนจากธนาคารโลก หรือแม้กระทั่งนายศุภชัย พานิชภักดิ์ ผู้อำนวยการใหญ่ดับเบิลยูทีโอ จะแสดงความกังวลในที่ประชุมเอเปคที่กรุงเทพฯ ในครั้งนั้นว่า การทำเอฟทีเอ อาจทำให้เกิดแนวโน้มภูมิภาคนิยม และในที่สุดก็เกิดการกีดกันทางการค้าระหว่างภูมิภาค เกิดการเลือกปฏิบัติ และกีดกันประเทศซึ่งอยู่นอกเขตการค้าเสรี

ข้อห่วงใยข้างต้นไม่ใช่ไร้รากที่มา หากแต่ประวัติศาสตร์เคยเกิดขึ้นแล้วในทศวรรษ 1930 อันเป็นห้วงที่ประเทศต่างๆ ใช้สารพัดมาตรการมากีดกันการค้า ด้วยการตั้งกำแพงภาษีสินค้าจากนอกประเทศอย่างหนัก จึงทำให้เกิดการตอบโต้กัน และกัน นำไปสู่การถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดของโลกที่เรียกว่า "Great Depression" จนเกิดความตึงเครียด ซึ่งท้ายที่สุดนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2

เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาคมโลกจึงได้มีการตั้งองค์การการค้าโลกขึ้นมา(เดิมคือแกตต์) เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะความตึงเครียดทางการค้ารอบใหม่ มีหัวใจสำคัญคือยกเลิกการกีดกัน หรืออุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน

หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน กำลังเห่อเปิดเขตการค้าเสรี เพราะการเจรจาการค้าระบบพหุภาคี ของดับเบิลยูทีโอ คืบหน้าช้า ประกอบกับดับเบิลยูทีโอนั้น ถูกตอกย้ำโดยกลุ่มเอ็นจีโอทั่วโลกว่าเป็นผู้ร้าย เพราะมีสหรัฐ เป็นตัวบงการใหญ่ จึงทำให้ผู้นำทางการเมืองของประเทศต่างๆ ฉวยเอาการโจมตีนี้มาเป็นข้ออ้างกับประชาชนของประเทศตน ในการตะลุยเปิดเขตการค้าเสรีในระดับทวิภาคี และบางครั้งก็สามารถทำให้ประชาชน เชื่อได้ว่าการค้าระดับทวิภาคี ดีกว่าพหุภาคี

ผู้นำบางประเทศถึงกับให้ข้อมูลด้านเดียวกับประชาชนว่า ในการทำการค้าระดับทวิภาคี โดยเปิดเอฟทีเอกับประเทศอื่นนั้น ประเทศของตน มีแต่จะได้เปรียบอีกฝ่าย (ทำราวกับว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยฉลาดเท่าเรา) ไม่มีเสียเลย ซึ่งผิดหลักความจริง เพราะการเจรจาการค้าคือการยื่นหมูยื่นแมว

อย่างไรก็ตาม หารู้ไม่ว่าการหนีจากดับเบิลยูทีโอแล้วหันไปหาเอฟทีเอ ก็ไม่ต่างจาก "หนีเสือปะจระเข้" และเป็นจระเข้ตัวใหญ่ตัวเดียวกันทุกครั้งไปเสียด้วย นั่นก็คือสหรัฐอเมริกา และในเวทีเอฟทีเอนั้น "จระเข้" อย่างสหรัฐอเมริกาจะตัวใหญ่ และมีกำลังมหาศาลมากกว่าตอนอยู่ในดับเบิลยูทีโอ เพราะมีการวิจัย วิเคราะห์ออกมาแล้วได้บทสรุปตรงกันว่าในการค้าระดับทวิภาคีนั้น ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ มักจะได้เปรียบและเป็นผู้ชนะเสมอ เพราะประเทศมหาอำนาจ สามารถกำหนดเงื่อนไข บีบบังคับประเทศเล็ก ได้ง่ายกว่าเวทีดับเบิลยูทีโอ

ภายหลังการเจรจาดับเบิลยูทีโอ ที่เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วล่มลง สหรัฐอเมริกา ก็หันไปตะลุยเปิดเขตการค้าเสรีไปพลางๆ ก่อนเช่นกัน แต่นักวิเคราะห์ระบุว่า การเปิดเอฟทีเอของสหรัฐอเมริกามี "วาระซ่อนเร้น" กล่าวคือต้องการใช้เอฟทีเอ เป็น "ประตูหลัง" เพื่อครอบงำการเจรจาในดับเบิลยูทีโอ หลังจากสหรัฐถูกประเทศยากจนและประเทศกำลังพัฒนารวมหัวกันล้มโต๊ะมาแล้วในการเจรจาที่แคนคูน

สหรัฐอเมริกาครองสัดส่วนเศรษฐกิจของโลกมากถึง 21% จึงเป็นตลาดใหญ่มหาศาล ดังนั้น หากต้องการขยายการส่งออก ก็คงเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องทำการค้า กับสหรัฐอเมริกา แต่การจะเปิดเอฟทีเอสหรัฐก็ควรระมัดระวังอย่างยิ่ง โดยที่จะต้องจดจำเอาบทเรียนจาก "เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือนาฟต้า (NAFTA)" ที่จนถึงปัจจุบันยังถูกกล่าวขวัญถึงอยู่เสมอถึงผลลัพธ์ของมัน

NAFTA หรือ North American Free Trade Agreement เป็นข้อตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่างสหรัฐอเมริกา แคนาดาและเม็กซิโก มีผลบังคับใช้เมื่อ 1 มกราคม 1994 (พ.ศ.2537) แต่กรณีที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุดก็คือกรณีที่เกิดกับเม็กซิโก

เมื่อไม่นานมานี้ศาสตราจารย์โจเซฟ สติกลิตซ์ อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์(ประจำปี2001) ได้เขียนถึงเรื่องนาฟต้าเอาไว้ว่า การฉลองครบ 10 ปี ของนาฟต้าเป็นไปอย่างเงียบเหงา เพราะผลลัพธ์ของมันสร้างความผิดหวังให้กับทั้งฝ่ายคัดค้านและสนับสนุน และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับทั้งสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโกก็ดูเหมือนมีน้อยนิด

กระนั้นก็ตามในข้างฝ่ายเม็กซิโกอยู่ในภาวะย่ำแย่กว่า เพราะตลอด 10 ปีที่เปิดเขตการค้าเสรีกับอเมริกา เศรษฐกิจของเม็กซิโกเติบโตในอัตราที่น้อยนิด แค่ 1% ขณะที่ช่วงระหว่าง ค.ศ.1948 ไปจนถึง 1973 หรือก่อนจะเข้าสู่นาฟต้า เม็กซิโกมีอัตราเติบโตเฉลี่ยที่ 3.2% นอกจากนี้ความหวังว่าเมื่อเปิดนาฟต้าแล้ว จะลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ระหว่างประชาชนใน 2 ประเทศนี้ ก็ไม่เป็นไปอย่างที่คิด เพราะปรากฏว่าช่องว่างรายได้กลับถ่างกว้างเพิ่มขึ้น 10.6% และเม็กซิโกก็ล้มเหลวในการลดภาวะความยากจน และค่าแรงก็ตกลง

กรณีที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับนาฟต้าและอาจเกิดกับประเทศไทยด้วยหากไทยทำเอฟทีเอกับสหรัฐ ก็คือภายใต้ข้อตกลงนาฟต้า นักลงทุนต่างชาติ ในที่นี้ก็คือสหรัฐ สามารถฟ้องร้องค่าเสียหายจากรัฐบาลประเทศนั้นๆ ได้ หากนักลงทุนเชื่อว่ากฎระเบียบของประเทศนั้นสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจของตน การฟ้องร้องนี้ดำเนินการผ่านศาลพิเศษ ไม่ได้ผ่านศาลยุติธรรมปกติ ดังนั้น จึงไม่ต้องพูดถึงความโปร่งใสหรือเป็นธรรม โดยขณะนี้ได้เกิดการฟ้องร้องแล้วเป็นมูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งศาสตราจารย์สติกลิตซ์ชี้ว่า กระบวนการเช่นนี้เองที่อาจไปทำลายระบบประชาธิปไตยของประเทศนั้นๆ

ศาสตราจารย์ผู้นี้เตือนด้วยว่า สิ่งเหล่านี้เป็นนัยบ่งชี้ที่สำคัญสำหรับประเทศใดๆ ก็ตาม ที่กำลังคิดจะเซ็นสัญญาเปิดเขตการค้าเสรี ในลักษณะทวิภาคี กับสหรัฐอเมริกา เพราะการทำเอฟทีเอกับสหรัฐ ทั้งไม่ง่ายและทั้งไม่เป็นหนทางที่จะรับประกันว่าจะนำไปสู่ความรุ่งเรือง

"สหรัฐอเมริกาบอกว่าตัวเองไม่ต้องการจะนำเรื่องสินค้าเกษตรและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีมาเจรจาบนโต๊ะ แต่กลับต้องการให้ประเทศละตินอเมริกายอมประนีประนอมอธิปไตยประเทศและขอให้คุ้มครองนักลงทุน(สหรัฐ) อเมริกาเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ เปิดเสรี 100% ในตลาดทุน ทั้งที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศก็ได้ชี้แล้วว่า การเปิดเสรีเช่นนั้นจะไม่สร้างความเติบโตหรือเสถียรภาพให้กับประเทศกำลังพัฒนา แต่โชคไม่ดี เพราะดูเหมือนประเทศเล็กๆ ที่อ่อนแออาจเห็นดีเห็นงามในความหวังที่น่าขันว่าการเชื่อมโยงตัวเอง เข้ากับอเมริกา อาจทำให้พวกตนได้มีส่วนเสพในความเจริญรุ่งเรืองของอเมริกาบ้าง" นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลระบุ

สหรัฐอเมริกานั้นนอกจากนาฟต้าแล้ว ยังบุกตะลุยทำเอฟทีเอกับประเทศอื่นๆ ในอเมริกลางและใต้ ซึ่งศาสตราจารย์สติกลิตซ์บอกอีกว่า พฤติกรรมที่สหรัฐอเมริกา กำลังรังแกประเทศที่อ่อนแอกว่าในอเมริกากลางและใต้ ให้ยอมรับเงื่อนไขของตัวเอง กำลังก่อความไม่พอใจอย่างใหญ่หลวง

บทเรียนจากเม็กซิโก นับเป็นข้อคิดที่ดีสำหรับประเทศไทย เตือนสติผู้มีอำนาจในการเจรจาเอฟทีเอ เพราะอย่าลืมว่าการเจรจาเอฟทีเอนั้น เปิดช่องให้บรรดาให้ภาคเอกชนวิ่งล็อบบี้นักการเมือง ว่าจะไม่ให้เปิด หรือไม่เปิดเสรีภาคธุรกิจไหน ได้ง่ายกว่าเวทีดับเบิลยูทีโอ

ดังนั้น หากผู้นำไม่มีความหนักแน่นหรือยุติธรรมพอ ก็มีแนวโน้มสูงที่การตัดสินใจนั้นจะอยู่บนผลประโยชน์ทางการเมือง และพวกพ้อง มากกว่าผลประโยชน์ประชาชนส่วนใหญ่

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก