ที่มาของระบอบทักษิณ

โดย เกษียร เตชะพีระ  มติชนรายวัน  วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9478

ในหมู่นักวิชาการที่สนใจติดตามวิเคราะห์วิจารณ์เศรษฐกิจการเมืองปัจจุบัน มีความเห็นเกี่ยวกับ รัฐบาลทักษิณ แตกต่างเป็น 2 แนว คือ

1) เน้นแง่บุคคลเป็นหลัก คือเพ่งที่ตัวนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เอง ว่าเป็นนักเซ็งลี้ (deal-maker)ธรรมดาคนหนึ่ง ที่เผอิญประสบความสำเร็จในเซ็งลี้รายใหญ่ที่สุดในชีวิต นั่นคือการเทกโอเวอร์ประเทศไทย และเมื่อเข้าสู่วงการเมืองแล้ว ท่านก็ทำมาหากินไม่ต่างจากนักธุรกิจการเมืองทั่วไป

2) เน้นแง่ระบอบเป็นหลัก คือเพ่งที่เงื่อนไขสถานการณ์ กรอบสถาบันและกลุ่มพลังทางการเมือง เศรษฐกิจ และกฎหมายที่เปิดช่องให้กลุ่มอำนาจทุนพรรคไทยรักไทยและการใช้อำนาจรัฐมาดำเนินการเมือง การปกครองแบบรัฐบาลทักษิณ เกิดขึ้นได้ในระยะที่แน่นอนของประวัติศาสตร์สังคมไทย

หากเข้าใจปรากฏการณ์รัฐบาลทักษิณว่าเป็นเรื่องของตัวนายกฯทักษิณเอง มันก็ย่อมจะหมดไปพร้อมกับนายกฯทักษิณพ้นตำแหน่ง แต่หากเข้าใจว่าเป็นเรื่องของระบอบ ถึงนายกฯทักษิณพ้นตำแหน่งไป ทว่าตราบใดที่เหล่าเงื่อนไขปัจจัยทางภาววิสัยซึ่งเอื้ออำนวยให้เกิดการเมืองการปกครองแบบรัฐบาลทักษิณขึ้นมายังดำรงอยู่ ตราบนั้นก็ย่อมจะมีผู้นำคนอื่นขึ้นมาสวมสืบระบอบแทน แม้จะมีสไตล์ส่วนตัวต่างไปบ้างก็ตาม...

ผมเองเห็นอย่างหลัง และอยากเสนอให้ลองมอง "ระบอบทักษิณ" ในแง่ที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ สิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมการเมืองไทยภายหลังพฤษภาทมิฬเป็นกระแสการปฏิรูป โดยมีความพยายามปฏิรูป 2 กระแส คือปฏิรูปเสรีนิยมอันหนึ่ง กับปฏิรูปประชาธิปไตยอีกอันหนึ่ง

ปฏิรูปเสรีนิยมเป็นกระแสของกลุ่มคนที่เป็นนักวิชาการ ปัญญาชน นักธุรกิจ ซึ่งต้องการเห็นเศรษฐกิจที่เสรีมากขึ้น ไม่ผูกขาดด้วยเส้นสายอุปถัมภ์ ต้องการเห็นการเมืองที่มีสิทธิเสรีภาพ มีการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ ในขณะที่ปฏิรูปประชาธิปไตยเป็นกระแสของฝ่ายประชาชน/เอ็นจีโอ ที่ต้องการเห็นการเมืองที่ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้น ต้องการเห็นเศรษฐกิจที่เสมอภาคและเป็นแบบชุมชนมากขึ้น

สองกระแสนี้ไม่เหมือนกันทีเดียว และมีความขัดแย้งกันอยู่ ฝ่ายปฏิรูปประชาธิปไตยอาจไม่เห็นด้วยกับเศรษฐกิจเสรีของฝ่ายปฏิรูปเสรีนิยม หรือฝ่ายปฏิรูปเสรีนิยมอาจรู้สึกว่าการมีส่วนร่วมทางการเมืองของฝ่ายปฏิรูปประชาธิปไตยอาจจะมากเกินไป อย่างไรก็แล้วแต่ ทั้งสองกระแสนี้มันควบคู่กันมา

มองจากมุมนี้ ผมรู้สึกว่าการเกิดขึ้นของระบอบทักษิณเป็นปฏิปักษ์ต่อสองกระแสปฏิรูปหลังพฤษภาทมิฬนี้ เป็นการขัดขวางเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ในความหมายของการพยายามจะกระจายอำนาจเศรษฐกิจ และไม่ให้เกิดการผูกขาด และก็เป็นการสวนทางประชาธิปไตยทางการเมืองในความหมายของการพยายามกระจายอำนาจการเมือง และให้ประชาชนมีส่วนร่วม

พอเข้าใจแบบนี้ก็ตั้งคำถามต่อไปว่า มันเกิดขึ้นมาจากอะไร?

ผมรู้สึกว่าปัจจัยเฉพาะหน้าที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ระบอบทักษิณ ที่เป็นจุดหักเหแล้วปูพื้นสร้างเหตุปัจจัยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้มี 2-3 อย่าง

1) คือวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ.2540 ที่ได้ทำลายกลุ่มทุนธนาคาร ทำลายทุนนิยมนายธนาคาร(Banker Capitalism) ทุนนิยมการเงิน(Financial Capitalism)ลง และทำให้บรรดานักเลือกตั้งอ่อนกำลังทุนลงมากเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มทุนที่แวดล้อมพรรคไทยรักไทย ซึ่งยังมีกำลังทุนเข้มแข็งกว่าแล้วก็หลบจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้

2) คือการปฏิรูปการเมืองที่แสดงออกโดยรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมืองเป็นการทับซ้อนกันของวาระปฏิรูปหลายชั้น และหนึ่งในนั้นคือ การปฏิรูปแบบอำนาจนิยม ดังที่อาจารย์เสน่ห์ จามริก ชี้ว่า ปัญหาอย่างหนึ่งซึ่งกลุ่มทุนใหญ่ของไทยรู้สึกมาตลอดในช่วง 10 ปีหลังพฤษภาทมิฬ คือรู้สึกว่านักเลือกตั้งกำลังปู้ยี่ปู้ยำทุนนิยมไทย ทำให้โลกาภิวัตน์ไม่ได้ ดังนั้น ทำอย่างไรที่จะลดอำนาจลดพลังของนักเลือกตั้งทางการเมืองลง นี่เป็นวาระที่สอดคล้องกันในบางระดับกับกลุ่มขบวนการประชาชน/เอ็นจีโอ ทำให้ขบวนการธงเขียวปฏิรูปการเมืองมีพลังมากขึ้น

ทั้งหมดในนั้นถูกนิยามโจทย์โดยหมอประเวศ วะสี และกลุ่มคณะที่แวดล้อมว่า เพราะเราไม่มีนายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็ง(Strong Prime Minister) มันเป็นระบบที่เปิดทุจริต-ปิดประสิทธิภาพ จึงต้องสร้างระบบที่เปิดประสิทธิภาพแล้วปิดทุจริต ขึ้นมาแทน

เนื่องจากนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาอ่อนแอเกินไป ไม่สามารถผลักดันการปฏิรูปใดๆ ได้ เมื่อเทียบกับหัวหน้ามุ้งที่มานั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรี ดังนั้น ต่อไปนี้ต้องทำให้หัวหน้าพรรคที่กลายเป็นนายกรัฐมนตรีมีอำนาจสูงกว่า โดยเปรียบเทียบกับบรรดาหัวหน้ามุ้งทั้งหลาย ดังนั้น วิธีการเปิดประสิทธิภาพจึงถูกบัญญัติไว้ในหลายมาตราของรัฐธรรมนูญโดยให้อำนาจกับนายกรัฐมนตรีมากเลย ทำให้เห็นได้ว่ามันมีวาระของการปฏิรูปแบบอำนาจนิยมด้วย

เมื่อบวกเข้าด้วยกันกับสภาวะทุนไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจ จึงเปิดช่องให้กลุ่มทุนใหญ่ที่หลงเหลือก้าวมากุมอำนาจรัฐ ในภาวะที่รัฐนั้นถูกจัดโครงสร้างใหม่ให้พร้อมจะเป็นอำนาจนิยม

ถ้าพูดอย่างหยาบๆ ที่สุด ระบอบทักษิณเสมือนเป็นทายาทกลายพันธุ์ของการปฏิรูปการเมืองตำรับหมอประเวศ วะสี ซึ่งจะเห็นอันนี้ได้ต้องมองอย่างเป็นองค์รวม ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

ผลลัพธ์อันมิได้ตั้งใจนี้เป็นผลผลิตของหมอประเวศด้วยอย่างหนึ่ง หมอประเวศท่านคงคิดไม่ถึงว่าเมื่อสร้างภาวะการเมืองแบบนี้ขึ้นมาแล้วเกิดมีวิกฤตเศรษฐกิจ แล้วกลุ่มทุนมีอำนาจเหลื่อมล้ำกันขนาดนี้ ท่านกำลังเปิดช่องให้คนที่กุมอำนาจการเงินสูงสุดเข้ามากุมอำนาจการเมืองสูงสุดด้วย โดยที่บรรดาเหล่าสถาบันที่สร้างขึ้นแบบเสรีนิยม เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือศาลรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการให้มาถ่วงดุลและตรวจสอบอำนาจรัฐ หรือเหล่าสถาบันที่เปิดช่องให้มีส่วนร่วมทางการเมืองตามแนวคิดปฏิรูปประชาธิปไตย มันถูกทำหมันได้ กล่าวคือ ชุด(package)ปฏิรูปการเมืองถูกถอดชิ้นส่วนออกแล้วโยนทิ้งหรือทำหมันไป 2 ชิ้น (คือปฏิรูปเสรีนิยมกับปฏิรูปประชาธิปไตย) เหลือชิ้นเดียวที่ทำงานอย่างแรงมากคือ ชุดปฏิรูปอำนาจนิยม

3) ตั้งแต่หลังพฤษภาทมิฬ 2535 มา เราอาจประหลาดใจที่อดีตฝ่ายซ้ายหลายคนไปเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อนมิตรบางคนดูการทำงานของอดีตสหายในรัฐบาลแล้วอาจรู้สึกผิดหวังและสะเทือนใจ แต่ผมคิดว่าเราเข้าใจอันนี้ใหม่ได้ ถ้าเรามองในระยะยาวว่าการเมืองไทยอาจจะไม่ใช่เรื่องของฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา แต่เป็นเรื่องของฝ่ายที่เอารัฐ(statist) กับฝ่ายไม่เอารัฐ(anti-statist) หรือจะเรียกว่าอนาธิปไตย(anarchist) ก็ได้

ถ้าเปลี่ยนมุมมองแบบนั้นการเปลี่ยนผ่าน(transition) ทำได้ไม่ยากเลย เพราะท่านเหล่านั้นก็คือคนที่เชื่อว่ามีอำนาจรัฐแล้วแก้ปัญหาได้มาตลอด แต่ก่อนเชื่อในวิธียึดอำนาจรัฐผ่านการต่อสู้ด้วยอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เมื่อได้อำนาจรัฐแล้วจะแก้ปัญหาชาติได้ ทุกวันนี้ มีเงิน+มีการเลือกตั้ง+มีพรรคไทยรักไทย ก็ได้อำนาจรัฐแล้วแก้ปัญหาของชาติได้เหมือนกัน ในแง่นี้ท่านมีความคงเส้นคงวาโดยตลอด คนอื่นต่างหากที่เปลี่ยนสีแปรธาตุไป

ดังนั้น จึงอาจวิเคราะห์ได้ว่า นอกจากเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจและการปฏิรูปการเมืองแล้ว มันยังมีเรื่องของการโผล่ขึ้นมาใหม่หรือฟื้นชีพใหม่ของแนวโน้มรวมศูนย์อำนาจ-รัฐนิยม ที่ทวนกระแสการปฏิรูปเสรีนิยมและประชาธิปไตยหลังพฤษภาทมิฬ (the re-emergence or resumption of counter-reform centralist statist tendency) มีกลุ่มพลังทางการเมืองที่เชื่อในอำนาจรัฐรวมศูนย์ เชื่อว่าต้องใช้อำนาจรัฐและเป็นรัฐที่รวมศูนย์มันถึงแก้ปัญหาของชาติได้

ผมคิดว่าอันนี้เป็นเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมระบบราชการในส่วนของกลไกความมั่นคงจึงพร้อมจะขานรับ และร่วมตอบสนองนโยบายของรัฐในเรื่องสงครามปราบยาเสพติดกับการปราบผู้มีอิทธิพลอย่างกระตือรือร้น

คำพูดของเจ้าหน้าที่ราชการบางท่านหลังเกิดเหตุปล้นอาวุธจากค่ายทหาร และเผาโรงเรียนในจังหวัดนราธิวาสตอนต้นปี จึงน่าสนใจมาก พอเกิดเหตุเขาก็รีบส่งกำลังลงไปหลายกองพัน ประกาศว่า "ตอนนี้อำนาจรัฐหายไป เราต้องทำให้อำนาจรัฐคืนมา"

มันสะท้อนวิธีคิดของเขาว่า อำนาจรัฐคืออะไร? ซึ่งก็คือการที่มีหน่วยงานความมั่นคง(security apparatus)อยู่ แล้วคุมไม่ให้มีการก่อความไม่สงบกระด้างกระเดื่อง(law and order) ล้วนๆ มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของอำนาจที่ตั้งอยู่บนศรัทธาความไว้วางใจและการยอมรับของประชาชน(popular consent)

ถ้าเราพูดถึงระบอบทักษิณในความหมายนี้ ทักษิณก็เป็นผู้ที่สามารถฉวยประโยชน์จากกระแสความเปลี่ยนแปลง 3 อย่างนี้ได้อย่างชาญฉลาด ถึงแม้วันหนึ่งนายกฯทักษิณจะพ้นจากตำแหน่งไป แต่กระแส 3 อันนี้ก็ยังคงอยู่ แล้วโครงสร้างที่คงอยู่เหล่านี้ ได้แก่

1) รัฐธรรมนูยที่เปิดโอกาสให้เกิดอำนาจนิยมได้

2) พลังแบบรวมศูนย์อำนาจรัฐและรัฐนิยมที่กลับคืนมา

และ 3) สภาพของกำลังทุนที่ยังเหลื่อมล้ำกัน ก็ยังคงเปิดช่องให้ผู้นำที่พร้อมจะใช้อำนาจแบบทักษิณเกิดขึ้นได้อีก แม้เขาอาจจะไม่มีกึ๋น ไม่มีบุคลิกหรือสไตล์เฉพาะตัวแบบทักษิณก็ตาม

หน้า 6


"ที่ไปของระบอบทักษิณ"

โดย เกษียร เตชะพีระ  มติชนรายวัน  วันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9485

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้เสนอว่าที่มาของระบอบทักษิณ (เน้นความเป็นระบอบ, ไม่ใช่ตัวบุคคล) เกิดจากกระแสความเปลี่ยนแปลงใหญ่ 3 ประการในสังคมการเมืองไทยปัจจุบัน ได้แก่

1) รัฐธรรมนูญที่เปิดโอกาสให้เกิดอำนาจนิยมของฝ่ายบริหารได้

2) พลังการเมืองแบบรวมศูนย์อำนาจรัฐ และรัฐนิยมทั้งซ้าย และขวาที่ฟื้นคืนมา

และ 3) สภาพของกำลังทุนที่เหลื่อมล้ำกันมากในกลุ่มทุนต่างๆ หลังวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ.2540

มาคราวนี้ผมใคร่จะลองขบคิดถึงที่ไป หรือลู่ทางในอนาคตของระบอบทักษิณดูบ้างว่าจะเป็นอย่างไร

เวลาคิดถึงระบอบทักษิณ ผมอดมิได้ที่จะนึกถึงระบอบสฤษดิ์ (หมายรวมถึงการปกครองภายใต้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ต่อด้วยจอมพลถนอม กิตติขจร ระหว่าง ต.ค. 2501-ต.ค.2516 ทั้งในฐานะหัวหน้าคณะปฏิวัติ และนายกรัฐมนตรีของสองจอมพล) เพราะทั้งสองระบอบดูจะมีส่วนผสม (Ingredients) ละม้ายคล้ายกัน

ในทรรศนะของผม ส่วนผสมของระบอบสฤษดิ์=(สัมบูรณาญาสิทธิ์ (absolutism)+การพัฒนาเศรษฐกิจ) ซึ่งบรรดารัฐบาลก่อนหน้านั้นตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เป็นต้นมาต่างไม่มี กล่าวคือ

1) ระบอบสฤษดิ์มีอำนาจเด็ดขาดสัมบูรณ์เหนือร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน โดยผ่านอำนาจปฏิวัติและมาตรา 17 ในธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2402 จอมพลสฤษดิ์สามารถจับประชาชนยิงเป้าได้โดยไม่ขึ้นศาล ใช้อำนาจรัฐแล้วใครขวางไม่ได้ สังคมขวางไม่ได้ คนที่ค้านหรือเกรงว่าจะค้านถูกกวาดจับเข้าคุก

2) ระบอบสฤษดิ์มีพลังมากในการเปลี่ยนสังคมไทย โดยรับลูกจากธนาคารโลกที่ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญเข้ามาสำรวจ และวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ  แล้วสถาปนาระบบ และหน่วยงานต่างๆ ให้บรรดาเทคโนแครตไทยบริหารเศรษฐกิจมหภาค เพื่อใช้กลไกรัฐผลักดันเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยตามแผนพัฒนาที่ธนาคารโลกคิด

ฉะนั้นแม้การพัฒนาเศรษฐกิจจะดำเนินไปมิช้านาน แต่เมื่อระบอบสฤษดิ์มีโครงการใหญ่ในการเปลี่ยนประเทศไทย และมีอำนาจสัมบูรณ์ที่จะสนับสนุนให้โครงการนั้นบังเกิดผล เพียงชั่ว 15 ปีก็ส่งผลให้เกิดการลุกขึ้นสู้ 14 ตุลาฯ 2516 เพราะพอทำแผนเปลี่ยนสังคมเศรษฐกิจได้ขนาดนั้น และมีอำนาจที่จะบดขยี้คนขัดขวางได้ขนาดนั้น มันย่อมมีผู้เสียหายบอบช้ำบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ผลของการเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นมากถึงขนาดที่ใครก็ไม่อาจควบคุมได้ แม้กระทั่งตัวผู้กุมอำนาจรัฐที่ริเริ่มกระบวนการเปลี่ยนแปลงนั้นเองก็ตาม แล้วมันก็ลงเอยด้วยสภาพที่พลังทางสังคมมีความไม่พอใจ และอัดอั้นกับอำนาจสัมบูรณาญาสิทธิ์ กับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการพัฒนา

มันจึงระเบิดตอน 14 ตุลาคม 2516 และหลังจากนั้นการเคลื่อนไหวของกรรมกรและชาวนาขนานใหญ่ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีถัดมา

ประสบการณ์ของสังคมไทยในอดีตภายใต้ระบอบสฤษดิ์หลอนใจให้คิดเปรียบกับระบอบทักษิณปัจจุบัน ซึ่งผมคิดว่ามีส่วนผสมครบทั้งคู่ กล่าวคือ

ประการแรก มีอำนาจสัมบูรณ์ (absolute power) ในกรณีของสฤษดิ์เป็นการนำหลักการอำนาจสัมบูรณ์ใส่เข้าไปในมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ.2502 อย่างเป็นทางการ (constitutionalization of absolutism) ทั้งที่เอาเข้าจริงหลักการปกครองแบบสัมบูรณาญาสิทธิ์ตรงข้ามสุดขั้วกับหลักรัฐธรรมนูญ (absolutism=constitutionalism) เพราะพอผู้ปกครองรัฐมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สังคมก็ย่อมจะไม่มีหลักรัฐธรรมนูญหรือนัยหนึ่งหลักนิติรัฐ (the rule of law) ให้พึ่งพาเป็นประกันในทางปฏิบัติ แต่ปรากฏการณ์ใหม่ตอนนั้นคือเกิดการนำสัมบูรณาญาสิทธิ์ไปบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้การใช้อำนาจสัมบูรณ์กลายเป็นบรรทัดฐานแบบแผนปฏิบัติในทางกฎหมายได้

กรณีปัจจุบันไม่ชัดขนาดนั้น เรามีรัฐธรรมนูญปฏิรูปการเมือง พ.ศ.2540 ที่เปิดช่องให้ฝ่ายบริหารอาจรวบอำนาจได้ แต่ก็ยังมีกลไกสถาบันต่างๆ ในรัฐธรรมนูญคอยถ่วงดุลตรวจสอบ ทว่าเมื่อบวกกับเงาของสงครามเย็นมรดกของสงครามเย็น ซึ่งแผ่คลุมสืบทอดอยู่ในวิธีคิด และวิธีปฏิบัติ อยู่ในวัฒนธรรมการใช้อำนาจ และวัฒนธรรมองค์กรของรัฐไทยมากว่าสามทศวรรษ มันก็ทำให้หัวหน้าฝ่ายบริหารสามารถใช้อำนาจอย่างสัมบูรณ์ได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่สังคมไม่แยแสล่วงรู้หรือไม่อาจจะทัดทาน ซึ่งไม่ได้แปลว่าเขาต้องใช้อำนาจเช่นนั้นตลอด แต่เขาใช้ได้

สงครามปราบปรามยาเสพติดคือหินลองทองที่ตรวจสอบท้าทายวิธีคิด และการมองโจทย์การเมืองแบบเก่าที่ติดอยู่ในปลัก "เผด็จการ VS ประชาธิปไตย"

เราพูดกันมามากว่าขบวนการประชาชนไม่ได้ง่อยเปลี้ยเพลียแรงนัก ขบวนการรากหญ้ายังมีพลังอยู่ แต่ปัญหา 2,500 ศพเกิดขึ้นได้ยังไง?

ปล่อยให้เกิดขึ้นได้อย่างไรในสังคมไทย?

ถ้าบอกว่าเรามีขบวนการรากหญ้าที่ยังไม่หมดพลัง คนร่วมชาติตายไปได้อย่างไรถึง 2,500 ศพภายใต้การปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง?

ผู้ต้องสงสัยว่ากระทำผิดเหล่านั้นอาจจะสมควรตายก็ได้ แต่ถ้าจะให้พวกเขาตาย ก็ต้องตายโดยถูกศาลสถิตยุติธรรมพิพากษาตัดสินตามกฎหมายแล้วไปยิงเป้าในที่อันควร

อันที่จริงรัฐบาลทักษิณมีผลงานน่าชื่นชมหลายอย่าง รัฐบาลนี้ช่วยแก้ปัญหายืดเยื้อเรื้อรังในประวัติศาสตร์ที่สังคมไทยประสบเรื่อยมาหลายประการ อาทิ ปัญหาระบบราชการ (bureaucracy) แก้ตกไป ปัญหาขุนนางนักวิชาการ (technocracy) แก้ตกไป ปัญหานักเลือกตั้ง (electocracy) แก้ตกไป ปัญหาเศรษฐกิจฟุบยาวหลังวิกฤตก็แก้ตกไปเหมือนกัน.....

จนกระทั่งเกิดกรณีฆ่าตัดตอนผู้ต้องสงสัยค้ายาบ้า 2,500 ศพ กรณีนี้ผมเชื่อด้วยใจจริงว่าคนรุ่นที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 มาเคยเห็นรัฐใช้อำนาจฆ่าคน ใช้อำนาจสัมบูรณ์เหนือร่างกาย ชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนมาแล้ว ไม่อาจจะรับได้

ฉะนั้นภายใต้สภาวะแบบนี้หากจะบอกว่าขบวนการประชาชนยังมีพลังละก็ ถ้าอย่างนั้นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

มันคล้ายกับว่าที่ผ่านมาหลังจากพฤษภาทมิฬ 2535 เราคิดว่าสิ่งต่างๆ ในบ้านเมืองดีขึ้นแล้ว แต่ฉับพลันนั้น สิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นฝันร้ายในอดีตเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน มันเกิดขึ้นอีกได้อย่างไร เราจะพูดถึงความก้าวหน้าได้อย่างไร?

ประการที่สอง นอกจากอำนาจสมบูรณ์แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ระบอบทักษิณมีคือ โครงการที่จะเปลี่ยนประเทศไทย อันนี้อาจเห็นไม่ค่อยชัดในช่วงต้นๆ ทีแรกวิจารณ์กันว่า รัฐบาลนี้คงจะเข้ามาทำมาหากินแบบนักธุรกิจการเมืองธรรมดาเท่านั้น

แต่พอผ่านไประยะหนึ่ง เกิดนโยบายจะขจัดความยากจนให้หมดจากประเทศไทย ด้วยมาตรการหลักคือโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน

ผมคิดว่ามันมากกว่าการทำมาหากิน เพราะถ้ารัฐบาลทำสำเร็จมันจะเปลี่ยนประเทศไทย ทำให้ชาวนาที่เป็นผู้ผลิตรายย่อยหมดไป ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรัสต่อคณะผู้ว่าราชการจังหวัดซีอีโอที่เข้าเฝ้าฯ ณ วังไกลวังวล หัวหิน เมื่อ 3 ตุลาคม ศกก่อน ตอนหนึ่งว่า "แล้วก็ต่อไปทางรัฐบาลแถลงว่าไม่มีคนจนเลย ก็หมายความว่าต่อไปก็จะไม่มีผู้ผลิตอาหาร" (มติชนรายวัน, 2 พ.ย.2546, น.2)

ผมคิดว่า คำว่า "คนจน" ของรัฐบาล เมื่อมองในกรอบนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน เขาหมายถึง "ชาวนารายย่อย" ความจนในรูปนี้จะต้องหมดไป กล่าวคือ ชาวนารายย่อยจะต้องกลายเป็นเถ้าแก่หรือไม่ก็กลายเป็นกุลี มีสองทางนี้เท่านั้น ชาวนารายย่อย 10-20% ที่แปลงสินทรัพย์เอาไปลงทุนทำธุรกิจแล้วประสบความสำเร็จก็จะสร้างเนื้อสร้างตัวร่ำรวยกลายเป็นเถ้าแก่ ส่วนอีก 80-90% ที่ไม่สำเร็จก็จะล้มลายหมดเนื้อหมดตัวกลายเป็นคนงานรอให้เถ้าแก่จ้าง ซึ่งมันจะเปลี่ยนประเทศไทยขนานใหญ่

จะเห็นได้ว่า รัฐบาลปัจจุบันมีด้านที่อำนาจเด็ดขาดสัมบูรณ์กับด้านที่จะเปลี่ยนประเทศไทยควบคู่กันไปเมื่อ 2 ด้านนี้บวกกันเข้า ผมจึงวิเคราะห์ตีความระบอบทักษิณโดยโยงเปรียบเทียบกับระบอบสฤษดิ์

ทีนี้ฉากความเป็นไปได้ในภายภาคหน้า (scenarios) มี 2 อย่าง ในแง่เล็งผลเลิศ รัฐบาลทักษิณมักจะวาดภาพว่า ถ้าสำเร็จคนจนจะหมดไปจากประเทศไทย แล้วมักจะอ้างอิงเปรียบเทียบกับสิงคโปร์หรือมาเลเซีย ผมอยากจะชี้ว่ามันเปรียบกันง่ายๆ แบบนั้นไม่ได้ ถ้าถามว่าทำไม? อันที่หนึ่งคือ สิงคโปร์ไม่มีผืนแผ่นดินใหญ่ด้านในที่เป็นชนบท (rural hinterland)

ในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่รอบที่แล้ว มีนายทุนไทยจำนวนหนึ่งไปเที่ยวสิงคโปร์แล้วฝันอยากให้กรุงเทพฯ เป็นแบบสิงคโปร์ ทำนองว่า....ถ้าเราเฉือนแผนที่ประเทศไทยด้านสันขวาน โดยกรีดสี่เหลี่ยมตรงกรุงเทพฯ ให้หลุดลอยเท้งเต้งเป็นเกาะไปได้ ไอ้พวกคนจน คนไร้บ้านที่หลั่งไหลจากชนบทเข้ามานอนสนามหลวงจะได้ข้ามเข้ามาไม่ได้ไง....

ฝันนี้กลายเป็น "จริง" ในช่วงสั้นๆ ระหว่างปิดกรุงเทพฯ จัดประชุมเอเปคเมื่อปลายปีก่อน ในแง่หนึ่งกรุงเทพมหานคร ใต้ยึดครองของกองกำลังเอเปคก็คือเมืองไทยในฝันหรือ imagined community ของชนชั้นนายทุนไทยนั่นเอง

แต่ความจริงมันเป็นฝันที่เป็นไปไม่ได้ เพราะกรุงเทพฯ ตรึงติดอยู่กับขวานประเทศไทยทั้งเล่มซึ่งมี rural hinterland และย่อมจะร่วมชะตากรรมลอยหรือจมไปกับขวานเล่มนั้น แล้วผมคิดว่าการเปลี่ยน rural hinterland ไม่ง่าย เรื่องนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลทักษิณทำราวกับว่าเมืองไทยไม่มี rural hinterland หรือมันเล็กซะจนจัดการได้ง่ายๆ

การเปรียบเทียบที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงอีกแง่หนึ่งคือรัฐบาลทักษิณทำราวกับว่าเราไม่มีประชาสังคม นายกฯ ทักษิณพูด และทำการเมืองราวกับว่าประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 จนกระทั่งพฤษภาคม 2535 แล้วมาถึงปัจจุบันไม่เคยมีอยู่

ยังกับว่าเรื่องราวการเกิดขึ้นของกลุ่มพลังอิสระในสังคมไทย ซึ่งมากพอจะทัดทานเหนี่ยวรั้งอำนาจรัฐได้นั้น สามารถลบทีเดียวหายหมดเลย ราวกับไม่เคยมีสิ่งเหล่านี้ในเมืองไทยเลย

เหมือนกับที่มาเลเซียไม่มีประชาสังคมที่เข้มแข็งเพราะความแตกต่างแบ่งแยกทางเชื้อชาติภายใน

มันเป็นไปได้ยังไง?

แน่นอน ในแง่หนึ่งดูจะมีปัญหาบางอย่างในสิ่งที่เรียกว่า "ประชาสังคม" ของไทยถ้าเกิดมันปล่อยให้การฆ่าตัดตอน 2,500 ศพเกิดขึ้นโดยที่ยอมรับได้ แต่ในแง่กลับกันคือ "ประชาสังคม" ไทยมันหมดไปได้ง่ายๆ อย่างนั้นเชียวหรือ?

โดยสรุป ผมคิดว่าความสำเร็จของนโยบายเปลี่ยนประเทศไทยของรัฐบาลทักษิณขึ้นอยู่กับ

1) การเปลี่ยนเศรษฐกิจชนบท และสังคมชนบททั้งหมด ในแง่ของการยกเลิกชนชั้นผู้ผลิตชาวนารายย่อย

2) การล้างบางประชาสัมคมให้หมดพลัง กล่าวคือ กลุ่มพลังจัดตั้งของประชาชนที่เป็นอิสระต้องถูกแยกสลายหมดแล้วกลายเป็นอะตอม (atomization) ผมไม่คิดว่าจะกลายเป็นปัจเจกบุคคลด้วยซ้ำไป เพราะถ้าเราบอกว่า เราพยายามจะเปลี่ยนเขาให้เป็นปัจเจกบุคคล (individualization) เรากำลังให้เกียรติเขา เพราะว่าปัจเจกบุคคลคิดได้ด้วยตนเอง การเกิดขึ้นของปัจเจกนิยม (individualism) คือบุคคลที่มีเหตุผล และคิดเองเป็น แต่ดูเหมือนรัฐบาลทักษิณอยากจะเปลี่ยนประชาชนให้เป็นอะตอมมากกว่า เป็นอะตอมซึ่งคิดเองไม่เป็น จะพาไปกินไก่ที่ไหนเมื่อไรก็กระพือปีกเดินดุ่มต๊อกๆๆ ส่งเสียงขันเอ้กอิ๊เอ้กๆ ตามท่านตลอด

แล้วถ้าแผนการเปลี่ยนประเทศไทยของรัฐบาลทักษิณล้มเหลวล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?

ตรงนี้เป็นโจทย์ที่ผมเห็นต่างไปจากอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ที่ได้พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างน้อย 2 ครั้งทำนองว่า "สังคมไทยผ่านการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่มาแล้ว และจะไม่มีอย่างนั้นอีก".....

แต่ถ้าเชื่อว่าระบอบทักษิณเปรียบได้กับระบอบสฤษดิ์ ถ้าเชื่อว่า (สัมบูรณาญาสิทธิ์ (absolutism)+ โครงการเปลี่ยนประเทศขนานใหญ่) กำลังเกิดขึ้นซ้ำในเมืองไทย เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นสมัยสฤษดิ์ ปัญหาสังคม กลุ่มคนที่ถูกสลัดหลุด ถูกเหยียบย่ำจากการเปลี่ยนแปลงด้วยอำนาจสัมบูรณ์ดังกล่าว ผู้เสียหายบอบช้ำบาดเจ็บล้มตายทั้งหลายเหล่านี้ น่าจะเป็นเชื้อมูลที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวแบบเป็นไปเองที่คาดไม่ถึง และเหนือการควบคุมขึ้นอีกก็เป็นได้

ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่? สำหรับผมจึงยังเป็นปัญหาที่เปิดปลาย.....

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก