ไข้หวัดนก : บทเรียนการขึ้นต่อส่งออกเชิงเดี่ยว

คอลัมน์ เดินคนละฟาก  โดย กมล กมลตระกูล  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2  วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2547   ปีที่ 27 ฉบับที่ 3558 (2758)

เศรษฐกิจไทยในยุค "ทุนครอบโลก" (globalization) เปรียบเหมือนแขวนอยู่บนเส้นด้ายเมื่อมีข่าวร้ายสัก 1 หรือ 2 เรื่องก็ดูเหมือนว่าเศรษฐกิจจะพังพาบล้มครืนลงไปทีเดียว เช่นกรณีไข้หวัดนกระบาดทำให้ดัชนีหุ้นตกเกือบ 150 จุดในเวลา 2 อาทิตย์ คือจากระดับสูงสุดที่ 802.19 จุดเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 มาอยู่ที่ 665.57 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2547 และมูลค่าในตลาดหายไปกว่า 5 แสนล้านบาททันที

ไม่เพียงแต่ดัชนีหุ้นเท่านั้น แต่ชีวิตของเกษตรกรจำนวนแสนที่มีวิถีชีวิตที่ไม่มีทางเลือก และถูกดูดเข้าสู่วงจรของการผลิต เพื่อการส่งออกต้องประสบภาวะล้มละลาย และครอบครัวต้องเดือนร้อนกันเป็นลูกโซ่

ทั้งหมดนี้เกิดจากแนวคิดในการพัฒนาที่ขึ้นต่อสินค้าส่งออกเพียงไม่กี่ตัว ตามที่ตลาดต่างประเทศเพียงไม่กี่ประเทศ (สหรัฐ ญี่ปุ่น และอียู) ต้องการหรือมีใบสั่งมา โดยไม่คำนึงถึงการพัฒนาจุดแข็ง หรือจุดเด่นที่เป็นรากฐานของประเทศ ซึ่งมีความหลากหลายและพึ่งตัวเองได้

การพัฒนาแนวนี้ทำให้ชะตากรรมทางเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ ไปขึ้นต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอน ของตลาดเพียงไม่กี่แห่ง ทำให้ประเทศขาดอำนาจต่อรอง ในการดำเนินนโยบายทั้งทางเศรษฐกิจ และทางการเมือง ที่เป็นตัวของตัวเอง เพราะประเทศที่เป็นตลาดรับซื้อสินค้าของเรา สามารถใช้มาตรการมากีดกันสินค้า ด้วยข้ออ้างในเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภค ข้ออ้างในเรื่องการขาดมาตรฐาน ข้ออ้างในเรื่องสิทธิมนุษยชน ข้ออ้างในเรื่องทำลายสิ่งแวดล้อม ข้ออ้างในเรื่องการขายสินค้าต่ำกว่าราคาจริง (กรณีกุ้ง และเหล็ก) ฯลฯ

การพัฒนาแนวนี้ทำให้ภาคเกษตรที่มีความหลากหลายมีความมั่นคงในด้านพึ่งตัวเองได้ในด้านการผลิตอาหาร (food security) มาเป็นการผลิตสินค้าเกษตรเชิงเดี่ยวเพียงไม่กี่ตัว เพื่อการส่งออกมิใช่เพื่อการพึ่งตัวเอง และเพื่อการบริโภคภายใน (มีการผลิตล้นในบางอย่างเช่น ไก่ ซึ่งบริโภคเองไม่หมด) ได้แปรรูปเกษตรกรจากเสรีชนผู้มีอาชีพอิสระ มีครอบครัวที่อบอุ่นต้องกลายพันธุ์มาเป็นเกษตรกรผูกมัด (contract farmers) ที่รอวันล้มละลาย ซึ่งเป็นการถูกเอาเปรียบหลายชั้น อย่างซับซ้อน เพราะว่าการรับจ้างทั่วไป ลูกจ้างไม่ต้องลงทุนเพียงแต่ขายเวลา และแรงงาน แต่ในยุคทุนครอบโลก "การหากำไร" ได้พัฒนาให้มีความสลับซับซ้อนขึ้น เช่น การรับพันธุ์พืช หรือสัตว์มาเพาะให้โตตามสเป็ก โดยต้องซื้อปุ๋ย หรือยาฆ่าแมลง หรืออาหารสัตว์ หรือวัคซีนจากบริษัท นอกจากนี้ยังต้องกู้เงิน มาสร้างฟาร์มหรือโรงเรือนมาตรฐาน แล้วยังต้องรับภาระค่าใช้จ่าย ดอกเบี้ย และความเสี่ยงเองทั้งหมด

เมื่อได้ผลผลิตตามสเป็กแล้วก็ต้องขายให้กับบริษัทในราคาที่บริษัทเป็นผู้กำหนด หากผลผลิตไม่ได้ตามสเป็กก็ต้องขาดทุน เกษตรกรยุคใหม่จึงไม่สามารถกำหนดชะตาชีวิตและอนาคตของตนเองได้เลย

ในการเลี้ยงไก่นั้นเกษตรกรจะได้รับค่าจ้างเลี้ยงหรือกำไรประมาณตัวละ 5-6 บาท โดยทั่วไปเกษตรกรต้องกู้เงินธนาคารหรือกู้เงินนอกระบบมาลงทุนและใช้เป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนในการซื้ออาหารสัตว์ หรือปุ๋ย หรือยาฆ่าแมลง ดังนั้นเมื่อหักกลบลบหนี้แล้วก็เหมือนกับการทำงานให้บริษัทส่งออกฟรีๆ โดยตนเองไม่มีเงินเหลือสะสมไว้ยังชีพในบั้นปลายเลย บางรายต้องเป็นหนี้เป็นสินและล้มละลายไปก็มีมาก

การพัฒนาแนวนี้ได้ไล่ต้อนหนุ่มสาวจากชนบท ที่รัฐไม่สามารถสนองตอบในด้านการศึกษาให้สูงพอ ที่จะสร้างอาชีพ หรือหางานที่ดี และมีรายได้พอเหลือสะสมสำหรับยามชรา มาเข้าโรงงานที่ต้องทำงานดุจเครื่องจักร และแข่งกับเครื่องจักรที่วิ่งไม่หยุดอย่างอัตโนมัติเช่น การชำแหละเนื้อไก่ (ยืนชำแหละวันละ 8 ชั่วโมงโดยไม่หยุด) เพื่อป้อนสายพานไปบรรจุห่อในโรงงานส่งออกเนื้อแช่แข็ง หรือการทำงานในโรงทอ หรือการทำงานในโรงงาน ประกอบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นรายการสินค้าออกรายใหญ่ๆ ของไทยก็มีสภาพชีวิตที่ไม่แตกต่างกันคือ การถูกแปรรูปให้เป็นเครื่องจักรที่ไร้ชีวิตชีวา และสะสมความเครียดไว้ รอวันระเบิดเป็นปัญหาสังคมดังที่เป็นข่าวอยู่เสมอๆ

การพัฒนาแนวนี้ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของสังคมไปอย่างสิ้นเชิง และยังนำพาสังคม ประเทศชาติทั้งประเทศไปขึ้นต่อตลาดโลก ซึ่งมีความผันผวนไม่แน่นอน มีการเมืองแอบแฝง มีการเลือกปฏิบัติหรือการใช้ 2 มาตรฐานตลอดเวลา

ปัจจุบันจากตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์นั้น รายได้จากการส่งออกเมื่อปี 2546 ที่แล้วรายได้จากการส่งออกทั้งสิ้นประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท ใน 10 อันดับแรกนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอันดับ 1 คือมียอดส่งออกที่ 340,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 10.9 ของยอดส่งออกทั้งหมด แต่นำเข้าอุปกรณ์และส่วนประกอบ เป็นอันดับ 6 เป็นเงิน 176,000 ล้านบาท

รายการส่งออกอันดับ 2 คือ แผงวงจรไฟฟ้า มียอด 190,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 5.7 ของยอดส่งออก ในขณะเดียวกันเราก็ต้องสั่งเข้าส่วนประกอบและแผงวงจรไฟฟ้า เป็นอันดับ 5 มียอดสูงถึง 421,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14.2 ของสินค้านำเข้า เหลือค่าแรงและผลกำไรของผู้ประกอบการนิดหน่อย

รายการที่ 3 คือ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ มียอด 165,000 ล้านบาท โดยที่เราต้องนำเข้าส่วนประกอบ อุปกรณ์ โครงรถ และตัวถังเป็นอันดับ 8 เป็นเงิน 100,000 ล้านบาท

รายการที่ 4 ยางพารา เป็นเงิน 115,000 ล้านบาท

รายการที่ 5 คือ เสื้อผ้าสำเร็จรูป มียอด 114,000 ล้านบาท แต่ต้องสั่งเข้าเส้นใยเป็นอันดับที่ 18 เป็นเงิน 207,400 ล้านบาท

รายการที่ 6 อัญมณีและเครื่องประดับ 104,000 ล้านบาท แต่ได้สั่งเข้าเป็นอันดับ 10 เป็นเงิน 91,100 ล้านบาท

รายการที่ 7 คือ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์และส่วนประกอบ มียอด 137,000 ล้านบาท แต่สั่งเข้าหลอดภาพโทรทัศน์ 37,800 ล้านบาท คิดเป็นสินค้านำเข้าลำดับที่ 16 บวกกับแผงวงจรไฟฟ้าอีกซึ่งรวมอยู่ในรายการแรกไปแล้ว

รายการที่ 8 คือ เม็ดพลาสติก เป็นเงิน 89,200 ล้านบาท แต่เรานำเข้า 44,900 ล้านบาท

รายการที่ 9 คือ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เป็นเงิน 88,800 ล้านบาท

รายการที่ 10 คือ ข้าว เป็นเงิน 76,600 บาท

หากรวมสินค้าเกษตรกรรมทั้งหมด (กสิกรรม ปศุสัตว์ และประมง) ในปี 2546 ไทยส่งออกทั้งหมด เป็นเงิน 367,000 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 12 ของยอดการส่งออกทั้งหมด

ในขณะที่ตลาดการส่งออกสำคัญของไทยมีเพียง 4 แหล่ง คิดเป็นร้อยละ 57 ของการส่งออกทั้งหมดคือ

สหรัฐซื้อ 566,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 17 ญี่ปุ่นซื้อ 473,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 14

สหภาพยุโรป ซื้อ 489,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 14

ประเทศอาเซียน ซื้อ 687,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 20

จากสถิตินี้จะทำให้เห็นภาพความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่ต้องขึ้นต่อตลาดเพียงไม่กี่แหล่ง ร้อยละ 45 ขึ้นต่อตลาดสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น (17+14+14)

นอกจากนี้ สินค้าออก 7 ใน 10 อันดับแรกล้วนเป็นสินค้าออกที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก โดยมีเม็ดเงินเมื่อหักกลบลบค่าวัตถุดิบหรือ ส่วนประกอบที่สั่งเข้าแล้วก็จะมีเม็ดเงินเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ตลาดโลก ณ วันนี้ล้วนมีการผลิตสินค้าล้นตลาด ล้นความต้องการในเกือบทุกภาคการผลิต เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ทีวี และเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้า แม้แต่ไก่ก็ยังล้นตลาด (เห็นได้จากการฆ่าไก่ทิ้งทะเลเป็นระยะๆ เพื่อลดปริมาณและรักษาราคาในตลาด) จึงได้มีการโฆษณากระตุ้นการบริโภคกันอย่างบ้าคลั่ง มีการออกแบบเปลี่ยนรุ่น เปลี่ยนแบบกันตลอดเวลาเพื่อสร้างความต้องการเทียมขึ้น ซึ่งภาวะเช่นนี้ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดกาล

แต่การกระตุ้นด้วยการโฆษณาก็ยังไม่เพียงพอในการระบายสินค้า บริษัทผู้ผลิต และบริษัทผู้จัดจำหน่าย จึงต้องตั้งเป็นบริษัทการเงินขึ้นมาปล่อยกู้ด้วยตัวเอง มีการปล่อยกู้ให้ซื้อสินค้าของตน (เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า) ได้อย่างง่ายๆ ในหลายๆ รูปแบบ หรือการให้บัตรเครดิตอย่างง่ายๆ เป็นต้น

วิกฤตเศรษฐกิจโลกที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (depression) วิกฤตหนี้สิน ธนาคารล้ม และเงินเฟ้อ ซึ่งจะมีการตกงานอย่างมหาศาลโดยเฉพาะการขาดกำลังซื้อ สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ วิกฤตเศรษฐกิจไข้หวัดนกจึงเพียงหนังตัวอย่างบางตอนที่น่าจะให้บทเรียนก่อนที่จะสายเกินไปในการปรับตัว ในการกำหนดทิศทางทางเศรษฐกิจไทยใหม่ให้มีความยั่งยืน ให้พึ่งตลาดที่หลากหลายมากกว่านี้ ให้พึ่งสินค้าส่งออกที่หลากหลายมากกว่านี้ ให้พึ่งการแปรรูปวัตถุดิบภาคเกษตรภายใน เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่ม ให้หลากหลายมากกว่านี้ รวมทั้งการสร้างกำลังซื้อภายในประเทศอย่างยั่งยืนด้วยการกระจายรายได้ และเพิ่มโอกาสของคนส่วนใหญ่ที่ยากไร้ให้มีโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น เพื่อเตรียมตัวรับวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำซึ่งจะต้องเกิดขึ้นอย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ในเวลาไม่เกิน 2 ทศวรรษนี้

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2

 

กลับหน้าแรก