|
แนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน
คอลัมน์ นอกรอบ โดย ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 05 กุมภาพันธ์ 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3555 (2755) ในช่วงปีที่ผ่านมาคงต้องเป็นที่ยอมรับกันนะครับว่า เศรษฐกิจไทยได้มีการขยายตัวอย่างร้อนแรง ความร้อนแรงดังกล่าว ส่วนหนึ่งได้ถูกขับเคลื่อนจากภาคการส่งออก จากการคาดการณ์ของกระทรวงการคลัง ปี 2546 เศรษฐกิจน่าจะขยายตัวอยู่ที่ระดับร้อยละ 6.4 โดยร้อยละ 3.5 ในจำนวนดังกล่าวได้ถูกผลักดันจากภาคการส่งออก ซึ่งไม่นับว่าเป็นระดับที่น่าตกใจอะไร เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด พึ่งพิงการค้าขายระหว่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ การส่งออกในปี 2547 นี้จะยังคงเป็นดาวรุ่งในการผลักดันเศรษฐกิจเหมือนปีที่ผ่านๆ มาหรือไม่? อันนี้นอกจากจะต้องพิจารณาการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะบ่งบอกถึงกำลังอำนาจซื้อสินค้าจากประเทศเรา และอีกปัจจัยหนึ่งที่จะมีอิทธิพลอย่างมาก ต่อทิศทางการส่งออกไทยคือ อัตราแลกเปลี่ยน ตารางที่ 1 ส่วนแบ่งตลาดการส่งออกของไทยไปยังประเทศคู่ค้าหลักและดุลการคลัง ของประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ปี 2545
ที่มา : CEIC, World Economic Outlook และธนาคารแห่งประเทศไทย จากข้อมูลการส่งออกของไทยในปี 2545 จะเห็นได้ว่าหากจะพิจารณาเศรษฐกิจโลกแล้ว คำว่า "เศรษฐกิจโลก" สำหรับไทยแล้ว ไม่ได้กว้างใหญ่อะไรมากเกินกว่าที่จะวิเคราะห์เจาะลึกลงไปได้ เพราะสำหรับประเทศไทย การส่งออกส่วนใหญ่จะส่งออกไปยังประเทศคู่ค้าหลัก 11 ประเทศถึงร้อยละ 76.7 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ซึ่งการส่งออกเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็จะใช้เงินสกุลหลักๆ ในการค้าขายเพียงไม่กี่สกุล อาทิ ดอลลาร์สหรัฐ เงินสกุลยูโร เงินสกุลเยนของญี่ปุ่น เป็นต้น สำหรับเนื้อที่คอลัมน์ที่มีอยู่จำกัด วันนี้เราจะมาลองวิเคราะห์เจาะลึกถึงแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนของไทย ต่อเงินสกุลหลักอย่างดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่า เป็นเงินสกุลพี่ใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างมาก ความผันผวนของเงินดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน ส่งผลต่อความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ มีสาเหตุสำคัญเนื่องมาจาก ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง ของสหรัฐ ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการขาดดุลการคลังอย่างสูง หรือที่เรียกว่า "การขาดดุลแฝด" (twin deficits) ซึ่งการขาดดุลแฝดนี้ เกิดจากการใช้นโยบายขาดดุลการคลัง ของรัฐบาลสหรัฐ เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ โดยการขาดดุลฯ ถึงประมาณ 4% ของ GDP โดยล่าสุดสำนักงบประมาณของรัฐสภาอเมริกัน หรือซีบีโอ ชี้ว่างบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐ จะประสบปัญหาขาดดุลในปีนี้ถึง 477, 000 ล้านดอลลาร์นับว่าสูงสุดตั้งแต่เคยมีมา อันเป็นผลเนื่องมาจากกฎหมายลดภาษี ที่ประธานาธิบดีบุชผลักดันผ่านสภาเมื่อปี 2544 ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เป็นปัญหาใหม่ หากจะย้อนกลับไปดูในช่วงปี 1980-1985 สหรัฐอเมริกาก็เคยเผชิญปัญหา twin deficits ที่ค่อนข้างรุนแรงเช่นเดียวกับสภาพในปัจจุบัน แต่วิธีทางการแก้ไขแตกต่างกัน ในช่วงปี 1985 สหรัฐมี counterpart เพียงประเทศญี่ปุ่นเพียงประเทศเดียว สหรัฐจึงเลือกใช้ plaza accord ซึ่งแตกต่างจากปัญหาในปัจจุบัน ที่สหรัฐมี counterpart คือประเทศแถบเอเชียตะวันออกทั้งหมด โดยหนทางการแก้ไขการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐคราวนี้ ได้รับการชดเชยทางการเงิน จากการขายพันธบัตร ซึ่งผู้รับซื้อหลักของสหรัฐ ก็คือธนาคารกลางของประเทศแถบเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่น และจีนที่เป็นคู่ค้าหลักของสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม คงต้องยอมรับว่า สถานการณ์การขาดดุลบัญชีสะพัดในระดับสูงดังกล่าว ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว เนื่องจากการเพิ่มทุนสำรองโดยวิธีนี้นั้น มีข้อเสียหลายประการ โดยเฉพาะการส่งผลให้ปริมาณเงินในระบบ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะนำไปสู่อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และทำให้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศ ต้องทำการ sterilize สภาพคล่องดังกล่าว เพื่อป้องกันปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่ และอัตราเงินเฟ้อ การ sterilize นั้นมีข้อจำกัด และมีต้นทุนตามมาอย่างมหาศาล เมื่อการแก้ไขปัญหาของสหรัฐ โดยวิธีนี้มีข้อจำกัดอย่างมาก และไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว ถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงพอที่จะเดากันได้ต่อว่า ในที่สุดค่าเงินดอลลาร์จะต้องมีการปรับสู่สมดุลอีกครั้ง โดยเงินดอลลาร์สหรัฐ จะต้องลดค่าลงอีกเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่นๆ ซึ่งการสั่นคลอนเสถียรภาพของค่าเงินหลัก ของระบบเศรษฐกิจโลก อย่างดอลลาร์สหรัฐ ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบเสถียรภาพไม่เฉพาะทางการเงินเท่านั้น แต่หมายรวมถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวมของโลกอีกด้วย ทั้งนี้ผลกระทบจากแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ จะมากน้อยประการใดนั้น ขึ้นอยู่กับรูปแบบการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ และการเตรียมพร้อมรับมือของประเทศต่างๆ ดังที่ได้กล่าวข้างต้นแล้วว่า ในปัจจุบันสหรัฐขาดดุลการค้าให้กับจีนสูงถึง 32% ของการขาดดุลการค้าทั้งหมด ปัญหาการขาดดุลการค้าระดับสูงอย่างต่อเนื่องของสหรัฐกับจีน เป็นปัจจัยเร่งให้สหรัฐ ใช้วิธีการเพิ่มแรงกดดันทางการเมือง ให้จีนปรับขึ้นหรือลอยตัวค่าเงินหยวน (revalue) แต่เนื่องจากภาคการเงิน โดยเฉพาะระบบสถาบันการเงินของจีน ยังไม่แข็งแกร่งพอ ดังนั้นคงเป็นไปได้ยาก ที่รัฐบาลจีน จะยอมประกาศลอยตัวค่าเงินหยวน ตามกระแสแรงกดดันดังกล่าว ทั้งนี้จีนใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ โดยกำหนดค่าเงินหยวนไว้ที่ 8.27 หยวนต่อ 1 ดอลลาร์ สรอ. ตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา ซึ่งถือว่าเป็นระกับที่ค่าเงินหยวนอ่อนค่าเกินพื้นฐานจริง ซึ่งหากรัฐบาลจีนไม่ปรับค่าเงินหยวน ก็คงเป็นการยากที่จะทำให้ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย รวมถึงไทยที่เป็นคู่ค้าของจีนจะปล่อยให้ค่าเงินของตนแข็งขึ้น เพราะมิฉะนั้นประเทศต่างๆ เหล่านั้นจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการแข่งขันกับสินค้าจีน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นธนาคารกลางในแต่ละประเทศ ดำเนินการแทรกแซงค่าเงินของตนอย่างต่อเนื่อง การกระทำเช่นนี้ จะส่งผลให้ทุนสำรองระหว่างประเทศ ของประเทศนั้นๆ เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ แล้วคงพอคาดการณ์ได้ว่าค่าเงินดอลลาร์ และสถานการณ์ที่เป็นไปได้ในระยะ 1-3 ปีข้างหน้า จะอยู่ใน 3 รูปแบบ คือ 1. soft landing เป็นภาวะที่การขาดดุลการคลัง และบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐปรับตัวลดลง และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีการปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อของอุปสงค์ต่อการถือครองหลักทรัพย์สหรัฐโดยต่างชาติลดลง และการใช้จ่ายที่ลดลงของรัฐบาล และเอกชนสหรัฐ ซึ่งส่งผลดีต่อฐานะการคลังและดุลบัญชีเดินสะพัด จนทำให้ค่าเงินประเทศเอเชียตะวันออกต่อดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าอย่างค่อยเป็นค่อยไป 2. การผลักดันให้เกิด new plaza accord ซึ่งเป็นกรณีคล้ายกับ plaza accord ในปี 1985 หากแต่ในกรณีนี้ การตกลงร่วมกันในหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐ ประเทศในกลุ่มยูโร ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งจะส่งผลท้ายสุดให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง เมื่อเทียบกับค่าเงินหยวน เยน หรือยูโร โดยความตกลงดังกล่าวอาจเป็นข้อตกลงที่จะให้เงินหยวนค่อยๆ แข็งค่าขึ้น ไม่ถึงกับให้จีน ต้องเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากพื้นฐานระบบการเงินของจีนยังไม่เข้มแข็งพอ 3. hard landing ขาดความเชื่อถือในค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว และกระทบต่อระบบการค้าและระบบการเงินภายในโลก อย่างไรก็ตาม คาดกันว่าสถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ สถานการณ์ที่ 1 และ 2 ซึ่งไม่ว่าสถานการณ์จะออกมาในรูปแบบใด ประเทศเอเชียตะวันออก รวมทั้งประเทศไทย จำเป็นต้องพิจารณามาตรการเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว ดังเช่นประเทศจีน ที่ได้เริ่มปรับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนไปเป็นแบบตะกร้าเงิน สำหรับประเทศไทยเอง อาจจำต้องพิจารณาแนวทางการรับมือจากทางเลือกที่จะพอเห็นได้ดังนี้ 1. การปรับเปลี่ยนสัดส่วนการถือครองเงินสกุลหลัก ในฐานะทุนสำ รองระหว่างประเทศ เนื่องจากการอ่อนค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อมูลค่าของทุนสำรองระหว่างประเทศ 2. การเตรียมตัวรับการเพิ่มอุปทานตราสารหนี้ในภูมิภาค ผ่าน Asian Bond Initiative เนื่องจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะญี่ปุ่น และจีน จะต้องหาทางเลือกในการถือหลักทรัพย์ นอกจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ โดยการใช้ช่องทางใหม่เพื่อเป็นการลดความเสี่ยง ซึ่งเป็นโอกาสอันดีต่อประเทศสมาชิก ในการออกพันธบัตรในรูปเงินท้องถิ่น หากเป็นดังนี้จริงก็นับว่าการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐ เป็นการเปิดช่องทาง ให้ตลาดใหม่อย่าง Asia Bond ได้เป็นทางเลือกของนักลงทุน 3. การผลักดันให้เกิดความร่วมมือ ในเรื่องนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน (coordinated exchange rate policy) เพื่อให้ค่าเงินปรับตัวแข็งค่าขึ้นทั้งภูมิภาค ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดความแตกต่าง ในเชิงการได้หรือเสียเปรียบในการแข่งขันระหว่างกันมากนัก ทั้งนี้ แนวโน้มหลักของการอ่อนค่าจากเงินสกุลหลักอย่างดอลลาร์สหรัฐ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ของระบบเศรษฐกิจสหรัฐ เป็นเรื่องที่น่าจับตามองดังนั้น การปรับตัวระหว่างประเทศเอเชียตะวันออก และสหรัฐ คงเป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้เช่นกัน ปัญหาอยู่ที่ว่าเมื่อไร การปรับตัวจะเริ่มเกิดขึ้น และเราควรตั้งรับอย่างไร ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นอยู่ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| กลับหน้าแรก |