ผลกระทบของไข้หวัดนก

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์, PiyasvastiA@k-asset.co.th  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  3  กุมภาพันธ์ 2547

ถ้าไม่มีการผลิตสัตว์ปีกและไข่ ทั้งเพื่อการบริโภคภายในประเทศและเพื่อการส่งออกเป็นเวลาหนึ่งเดือน มูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสัตว์ปีกและไข่ จะลดลง 5,600 ล้านบาท หรือ 0.09% ของ GDP

ปัญหาการระบาดของโรคในสัตว์ปีก และการพบผู้ติดเชื้อโรคไข้หวัดนก ในประเทศไทยและประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ ได้สร้างความวิตกกังวลให้แก่นักลงทุนพอสมควรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยในเดือนธันวาคม 2546 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศออกมาเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2547 แสดงให้เห็นว่า ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยยังดีมาก แต่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย ได้ลดลงถึง 55.6 จุดเหลือ 698.8 ณ วันที่ 30 มกราคม 2547

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นตัวเลขการประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย จากการระบาดของไข้หวัดนก โดยสถาบันต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน การประเมินเหล่านี้มีสมมติฐานที่คล้ายกันคือ รัฐบาลไทย และประเทศอื่นที่ประสบปัญหา จะสามารถจำกัดและควบคุมการแพร่ระบาดได้รวดเร็วพอสมควร ทำให้ไม่มีการแพร่ระบาดสู่คนในวงกว้าง โดยเฉพาะไม่มีการกลายพันธุ์ อันเนื่องมาจากการผสมสารพันธุกรรมกับไข้หวัดที่พบในคน และเกิดการติดต่อจากคนสู่คน ซึ่งมีโอกาสที่จะเกิดการระบาดใหญ่ไปทั่วโลก (Pandemic)

อย่างไรก็ตาม การประเมินผลกระทบค่อนข้างมีความแตกต่างกัน ตั้งแต่ตัวเลขของท่านนายกรัฐมนตรี ที่ยังคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังขยายตัวได้ในระดับ 8% โดยปัญหาโรคระบาดในสัตว์ปีกมีผลกระทบต่อ GDP เพียง 0.1% และต่อการส่งออก 0.4% เท่านั้น จนถึงตัวเลขผลกระทบ 0.8% ของ GDP ที่ประเมินโดยสถาบันการเงินบางแห่ง

การวิเคราะห์ของธนาคารแห่งประเทศไทยดูเหมือนว่า จะมีรายละเอียดมากที่สุด ซึ่งประเมินว่าในปัจจุบัน ไทยส่งออกสัตว์ปีกปีละ 47,646 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 1.4% ของการส่งออกไทยรวมทั้งหมดหรือประมาณ 0.8% ของ GDP ตลาดส่งออกไก่หลักๆ ของไทย คือ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ สหภาพยุโรป ได้ประกาศห้ามนำเข้าสัตว์ปีกจากไทยเป็นการชั่วคราว

หากภาครัฐสามารถแก้ปัญหาได้เร็วพอสมควรและสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับมา การส่งออกน่าจะหยุดไปไม่เกิน 5 เดือน คือเป็นเงิน 20,000 ล้านบาท หรือ 0.33% ของ GDP และถ้ามีการฆ่าสัตว์ปีกอีก 30 ล้านตัว จะมีผลกระทบ 1,760 ล้านบาท รวมกันเป็นผลกระทบต่อ GDP เท่ากับ 0.4% แต่มาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลจะทำให้ช่วยบรรเทาผลกระทบไปได้ 0.2% ดังนั้นผลกระทบสุทธิจึงเท่ากับ 0.2% ของ GDP เท่านั้น

เนื่องจากการวิเคราะห์ผลกระทบของสถาบันต่างๆ ได้ผลที่ค่อนข้างแตกต่างกันมาก ผมจึงขอลองวิเคราะห์ด้วยอีกคน อย่างคร่าวๆ ว่าผลจะเป็นอย่างไร โรคระบาดในสัตว์ปีก มิได้มีผลกระทบต่อเฉพาะการส่งออกเท่านั้น แต่มีผลกระทบต่อการผลิตสัตว์ปีกเพื่อบริโภคภายในประเทศด้วย

ดังจะเห็นได้ว่า การจำหน่ายสัตว์ปีกสด หรืออาหารที่ทำจากสัตว์ปีก ลดลงอย่างมาก ตั้งแต่มีการยืนยันว่า โรคระบาดนั้นคือไข้หวัดนก ซึ่งมีผลกระทบต่อเนื่องต่ออุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ปีกและผลิตไข่ อุตสาหกรรมโรงฆ่าสัตว์ปีก อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก และธุรกิจร้านอาหารที่เน้นอาหารประเภทสัตว์ปีก

เช่น ร้านไก่ย่างส้มตำ หรือร้านข้าวมันไก่ ดังจะเห็นได้ว่าร้านข้าวมันไก่และไก่ย่างหลายแห่ง ต้องปิดกิจการชั่วคราวในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา จากข้อมูลรายได้ประชาชาติและตารางปัจจัยการผลิต (Input-Output Table) ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ธุรกิจเลี้ยงสัตว์ปีกและผลิตไข่ มีมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ปีละประมาณ 25,000 ล้านบาท

แต่สัตว์ปีกไก่และไข่ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมโรงฆ่าสัตว์ปีก และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกอีก ประมาณ 22,000 ล้านบาท สำหรับในส่วนของร้านอาหารนั้น ค่อนข้างยากที่จะประเมิน เพราะร้านอาหารส่วนใหญ่มีอาหารหลายชนิด ถ้าลูกค้าไม่สั่งสัตว์ปีกก็จะสั่งอาหารประเภทอื่นแทน ผลกระทบจึงมีไม่มาก กิจการร้านอาหารมีมูลค่าเพิ่มปีละประมาณ 230,000 ล้านบาท

โดยผมประเมินคร่าวๆ ว่า มูลค่าเพิ่มที่เป็นผลมาจากสัตว์ปีกและไข่ น่าจะอยู่ในระดับ 100,000 ล้านบาท ถ้า 20% ของส่วนนี้ เป็นร้านอาหารที่จำหน่ายอาหารประเภทสัตว์ปีกเป็นหลัก มูลค่าเพิ่มจะเท่ากับ 20,000 ล้านบาทต่อปี ฉะนั้น ถ้าไม่มีการผลิตสัตว์ปีกและไข่ ทั้งเพื่อการบริโภคภายในประเทศและเพื่อการส่งออกเป็นเวลาหนึ่งเดือน มูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสัตว์ปีกและไข่ จะลดลงประมาณ 5,600 ล้านบาท หรือ 0.09% ของ GDP

อย่างไรก็ตาม มูลค่าเพิ่มที่ลดลงนี้จะมีผลกระทบต่อเนื่องทั้งธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าให้อุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ปีกและผลิตไข่ อุตสาหกรรมโรงฆ่าสัตว์ปีก อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก และธุรกิจร้านอาหารที่เน้นอาหารประเภทสัตว์ปีก เช่น อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และต่อรายได้ของประชาชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจดังกล่าว ซึ่งจะทำให้การบริโภคสินค้าและบริการทั่วไปลดลง จากการประเมินโดยตารางปัจจัยการผลิต ผลกระทบต่อ GDP คาดว่าจะอยู่ในระดับ 0.2% ถึง 0.3%

ดังนั้น ถ้าโรคระบาดสัตว์ปีกทำให้ไม่มีการผลิตสัตว์ปีก เพื่อการบริโภคภายในประเทศเป็นเวลาหนึ่งเดือน และไม่มีการส่งออกเป็นเวลา 5 เดือน ผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจะเท่ากับ 0.46% ถึง 0.7% ของ GDP ซึ่งน่าจะถือว่าเป็นกรณีเลวร้ายที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงการบริโภคสัตว์ปีกและไข่ในประเทศยังมีอยู่ และถ้ารัฐสามารถควบคุมสถานการณ์ได้รวดเร็ว การบริโภคสัตว์ปีกในประเทศที่ลดลง น่าจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น

นอกจากนั้นประชาชนไม่ได้บริโภคอาหารน้อยลง เมื่อลดการบริโภคสัตว์ปีกก็บริโภคอาหารประเภทอื่นแทน ในปัจจุบันการบริโภคสัตว์ปีกและไข่ในประเทศอยู่ในระดับปีละ 70,000 ล้านบาท หรือเพียง 10% ของการบริโภคอาหารทุกชนิด การงดการบริโภคไก่และสัตว์ปีก และหันไปบริโภคอาหารประเภทอื่นแทนจึงไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก

ดังจะเห็นได้ว่า ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา การบริโภคอาหารทะเลและหมูเพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาอาหารทะเลและราคาหมูด้วย ซึ่งก็จะช่วยกระตุ้นการผลิตในอุตสาหกรรมอาหารที่ไม่ใช่สัตว์ปีก ถ้าการบริโภคอาหารประเภทอื่นเพิ่มขึ้นทดแทนสัตว์ปีก การคำนวณโดยอาศัยตารางปัจจัยการผลิตพบว่า การบริโภคสัตว์ปีกในประเทศที่ลดลงไม่มีผลต่อ GDP แต่อย่างใด ผลกระทบต่อ GDP จึงมาจากการส่งออกที่ลดลงเป็นหลัก

โดยสรุป ผลกระทบของโรคระบาดในสัตว์ปีกเศรษฐกิจไทยไม่น่าจะเกิน 0.4% ของ GDP ซึ่งเท่ากับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมิน แต่ถ้าคำนึงถึงมาตรการช่วยเหลือของรัฐ ซึ่งจะบรรเทาผลกระทบทางด้านการใช้จ่ายในประเทศได้บางส่วน ผลกระทบต่อ GDP จะต่ำกว่า 0.4%

ฉะนั้นถ้ารัฐบาลไทยและประเทศอื่นที่ประสบปัญหา สามารถจำกัด และควบคุมการแพร่ระบาดได้รวดเร็ว ทั้งในกลุ่มของสัตว์ปีก และการแพร่ระบาดสู่คน โดยไม่ปล่อยให้ปัญหาโรคระบาดในไก่กระจายไปสู่อุตสาหกรรมและธุรกิจอื่น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะไม่รุนแรง โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงตัวเลขเศรษฐกิจไทยในเดือนธันวาคม 2546 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยยังดีมาก

 

กลับหน้าแรก