ถามหาเหตุผล "ปรับค่าเงินหยวน"

ทัศนะ : รศ.ดร.วิมุต วานิชเจริญธรรม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2546 

ในการประชุมเอเปคที่ผ่านมา โลกการเงินต่างจับตา ดูท่าทีของผู้นำจีน ว่าจะตอบสนองอย่างไร กับแรงกดดัน ให้ปรับเพิ่ม ค่าเงินหยวน จากสหรัฐ ด้วยเหตุที่ว่า ค่าเงินที่อ่อนเกินจริง ซึ่งช่วยให้จีน สามารถขายสินค้าในตลาดโลก โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐ เป็นมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี และส่งผลให้ประเทศสหรัฐ มีการขาดดุลการค้ากับจีน อย่างต่อเนื่อง

กระแสเรียกร้อง พอจะทำความเข้าใจได้ด้วยความรู้เศรษฐศาสตร์การเงินระหว่างประเทศ เพราะประเทศใดก็ตามที่มีการขาดดุลการค้า ย่อมมีการสูญเสียสินทรัพย์ทางการเงินที่ถือครอง การสูญเสียอาจอยู่ในรูปการลดลงของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ การขายสินทรัพย์การเงินระหว่างประเทศ หรือการก่อหนี้ต่างประเทศ

แต่การชดเชยการขาดดุลการค้าด้วยวิธีการนี้มีขีดจำกัด จึงทำให้การขาดดุลนั้นไม่สามารถดำเนินไปอย่างต่อเนื่องได้ เพราะสินทรัพย์ในครอบครองย่อมมีวันที่จะหมดลง อีกทั้งเจ้าหนี้ต่างประเทศ ย่อมไม่ยินดีที่จะให้กู้ยืมต่อไป หากพบว่าหนี้สินของประเทศเริ่มพอกพูนพร้อมๆ กับการลดลงของสินทรัพย์ทางการเงินระหว่างประเทศ ดังนั้นวันหนึ่งข้างหน้า ประเทศนั้นจำต้องปรับตัว เพื่อให้ดุลการค้ากลับมาเป็นบวก หรือเกินดุลจนได้ ทำให้เกิดกระบวนการปรับตัวทางภาคการผลิตแท้จริง เพื่อให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบในการทำการค้าระหว่างประเทศ

วิธีการนี้อาจต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง จึงจะปรากฏผลทางบวกให้เห็น ทางเลือกที่มักประสบ และให้ผลเร็วกว่าคือ การปรับลดค่าเงิน ประเทศที่มีการขาดดุลการค้าต่อเนื่อง และใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ มักแก้ปัญหาความไม่สมดุลทางการค้าด้วยการลดค่าเงินของตนลง เพราะการลดค่าเงินนั้นทำให้ราคาสินค้าถูกลงเมื่อตีมูลค่าในรูปสกุลเงินต่างประเทศ

วิกฤติเศรษฐกิจของไทยในปี 2540 ถือได้ว่า เป็นผลพวงของการปรับตัวลักษณะนี้ เพราะไทยมีการขาดดุลการค้าต่อเนื่อง อีกทั้งมีการสั่งสมหนี้ต่างประเทศมหาศาล

กลไกที่บังคับให้ประเทศต้องมีการปรับค่าเงินคือ การทำกำไรจากนักลงทุนในตลาดปริวรรตเงินตรา ที่มองว่า ค่าเงินประเทศนั้นไม่สามารถดำรงไว้ได้ที่ค่าเสมอภาค ผู้เก็งกำไรจะเข้าแลกซื้อเงินสำรองระหว่างประเทศ (โดยทั่วไปจะเป็นเงินดอลลาร์) ด้วยเงินสกุลท้องถิ่น สร้างแรงกดดันให้กับธนาคารกลางในการรักษาค่าเสมอภาค เพราะธนาคารกลางจำต้องใช้เงินสำรองระหว่างประเทศจำนวนที่เพียงพอ

เมื่อเงินสำรองระหว่างประเทศถูกถ่ายเทออกจากมือธนาคารกลางในจำนวนที่มากขึ้น ความสามารถในการรักษาค่าเสมอภาคของอัตราแลกเปลี่ยนย่อมถูกบั่นทอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเร่งให้กระบวนการลดค่าเงินเกิดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งในอีกด้านหนึ่งอาจมองได้ว่า เป็นการเร่งให้เกิดการปรับตัวของดุลการค้าให้กลับมาเป็นบวกได้เร็วขึ้นด้วย

สรุปได้ว่า สาเหตุที่สหรัฐกดดันจีนให้ปรับค่าเงิน มาจากปัญหาความไม่สมดุลในการค้ากับจีน เป็นเหตุให้เกิดเงินทุนไหลออกจากสหรัฐไปสู่จีนในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์กับหยวนถูกตรึงไว้โดยทางการจีน การปรับลดค่าดอลลาร์จึงมิอาจทำได้โดยฝ่ายธนาคารกลางของสหรัฐ การแก้ปัญหาจำต้องให้ทางธนาคารกลางของจีนเป็นผู้ร่วมกระทำด้วย โดยประกาศปรับเพิ่มค่าเงินหยวนให้สูงขึ้นแทน

จากการวิเคราะห์โดยอาศัยความรู้ที่ปรากฏในตำราเศรษฐศาสตร์การเงินระหว่างประเทศเบื้องต้น ซึ่งมองสหรัฐไม่ต่างไปจากประเทศอื่นๆ ที่ต้องสูญเสียเงินสำรองระหว่างประเทศไป ในยามที่ประเทศมีการขาดดุลการค้า ทว่าสหรัฐมิได้เหมือนประเทศอื่นในแง่มุมนี้ เพราะเงินสำรองระหว่างประเทศที่ประเทศอื่นสูญเสียไปนั้น เป็นเงินตราต่างสกุลกับเงินท้องถิ่น แต่สำหรับสหรัฐสามารถใช้เงินดอลลาร์ชำระค่าสินค้าได้ ความพิเศษดังกล่าว ทำให้สหรัฐไม่ประสบกับปัญหาการเก็งกำไรค่าเงินในลักษณะเดียวกับที่เกิดกับไทยในช่วงก่อนกรกฎาคม 2540

การที่สหรัฐจ่ายเงินสกุลของตนให้กับจีน เป็นการชำระค่าสินค้า อาจจะมองเป็นการค้าระหว่างเมืองหรือรัฐในสหรัฐด้วยกัน เช่น การค้าระหว่างนิวยอร์กกับแคลิฟอร์เนีย การค้าระหว่างรัฐทั้งสองมีต้นทุนในการเคลื่อนย้ายสินค้า เงินทุนและปัจจัยการผลิตในลักษณะเดียวกันกับการค้าระหว่างประเทศ ผลของการค้าระหว่างรัฐทั้งสองนี้ ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนย้ายสินค้าที่มีการชำระด้วยดอลลาร์เหมือนกัน

หากนิวยอร์กมีดุลการค้าเกินดุลกับแคลิฟอร์เนีย แสดงว่า โดยสุทธิแล้วดอลลาร์จะไหลจากแคลิฟอร์เนียไปนิวยอร์ก ปริมาณเงินในแคลิฟอร์เนียจะลดลง และเพิ่มขึ้นในนิวยอร์ก ลักษณะของการค้าที่อุปมานี้มีสาเหตุมาจากความแตกต่างในความได้เปรียบในทางการผลิตของรัฐทั้งสอง ซึ่งก็เป็นตรรกะเดียวกันกับที่เราใช้อธิบายการค้าระหว่างประเทศจีนกับสหรัฐ

หนทางที่แคลิฟอร์เนียจะแก้ไขความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างนิวยอร์กนั้นมีได้หลายหนทาง แต่มิใช่ด้วยวิธีการปรับเปลี่ยนค่าเงินที่ใช้เป็นสื่อกลางในการค้าระหว่างรัฐแน่นอน ฉันใดก็ฉันนั้น การปรับเพิ่มค่าเงินหยวน จึงมิใช่หนทางที่แท้จริงที่จะขจัดการขาดดุลการค้าที่สหรัฐมีต่อจีนเสมอ

กลไกนี้ทำหน้าที่โดยภาครัฐ มิต้องเข้าแทรกการโต้แย้งในเรื่องของค่าเงิน สามารถแยกออกจากการปรับตัวในดุลการค้าได้ มีนัยต่อไปอีกว่า ค่าเงินหยวนที่ถูกตรึงไว้ที่ 8.27 หยวนต่อดอลลาร์ มาเป็นเวลานานนั้น ยังคงสามารถดำรงสภาพค่าเงินที่มี "ดุลยภาพ" เพราะในทางทฤษฎีนั้น ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่จะมีกลไกทางด้านราคา ที่ทำการปรับดุลการค้า และเศรษฐกิจมหภาคเกิดดุลภาพอยู่

กล่าวคือ การเกินดุลการค้าจะทำให้ประเทศจีนสั่งสมเงินดอลลาร์ มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณเงินหยวนที่ไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจจีนมีเพิ่มมากขึ้นด้วย

ภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ตรึงค่าเงินหยวนไว้ตายตัว ราคาสินค้าส่งออกในรูปเงินหยวนที่เพิ่มสูงขึ้น ย่อมหมายความว่า สินค้าส่งออกนั้นจะมีมูลค่าในสกุลเงินดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้นในทันที กระบวนการปรับตัวในขั้นต่อๆ ไปจะเป็นการลดลงของอุปสงค์ต่อสินค้าออกของประเทศจีน อันจะนำไปสู่การลดลงของการเกินดุลการค้าในที่สุด

ผู้รู้หลายท่านโต้แย้งว่า กลไกการปรับตัวที่ได้กล่าวมานั้น อาจเป็นจริงเพียงในทางทฤษฎีเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง "ราคา" มิได้มีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว หรือสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจพื้นฐาน การเคลื่อนย้ายเงินทุนข้ามพรมแดนมิได้เป็นไปอย่างเสรี อีกทั้งระบบอัตราแลกเปลี่ยนของจีนก็มิได้ดำเนินดังเช่นในกรอบการวิเคราะห์ของผู้เขียน

คำตอบของโจทย์ในบทความนี้ โดยผิวเผินอาจมีเพียงแค่กลไกจริง มิได้ทำงานดังในทฤษฎี จึงเป็นเหตุให้สหรัฐต้องกดดันให้จีนปรับเพิ่มค่าเงิน แต่ในระดับที่ลึกลงไปนั้น คำตอบอาจผูกโยงกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของจีน ที่มีการแทรกแซง กลไกการปรับตัว ภายใต้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ มิให้สามารถดำเนินการแก้ไขความไม่สมดุลได้ตามที่ทฤษฎีข้างต้นได้ระบุไว้

และรวมไปถึงเครื่องมือทางนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐ ที่ไม่หลงเหลือให้เลือกใช้อีกแล้ว เพื่อการเสริมสร้างความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบทางการค้า นอกเหนือไปจาก "อัตราแลกเปลี่ยน"

กลับหน้าแรก