|
ตลาดยา 2546 turn around การปรับตัวครั้งสำคัญของวงการ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 24 ตุลาคม 2546 พ.ศ. 2546 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันของบรรดาผู้เกี่ยวข้องในวงการยาทั้งใน-นอกประเทศครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น บริษัทผู้ผลิต ตัวแทนจำหน่าย ร้านขายยา โรงพยาบาล ฯลฯ สิ่งที่เกิดขึ้นในต่างแดน คือ การหันมาสร้างแบรนด์ให้กับผลิตภัณฑ์ยา การใช้กลยุทธ์ขายตรง การส่งเสริมการขายเต็มรูปแบบ จากที่ไม่เคยใช้มาก่อน เพื่อรับพฤติกรรมผู้ใช้ยาที่ต่างไปจากเดิม ส่วนเมืองไทยให้จับตาพรบ.ยาฉบับใหม่ (ฉบับที่ 4) ที่ใกล้จะคลอด เพราะหากประกาศใช้เมื่อไร โครงสร้างตลาดยามูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท...เปลี่ยน ! ปัจจุบันโครงสร้างตลาดยาบ้านเราแบ่งออกเป็น 2 ตลาด คือ ยาที่ขายผ่านเคาน์เตอร์ยา หรือที่เรียกว่า OTC (Over The Counter) มีมูลค่าราว 1.2 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 2.8 ล้านบาทเป็นยาที่จำหน่ายผ่านโรงพยาบาล ภาพรวมการแข่งขันที่ผ่านมาค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะช่วงหลังจากโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคของนายกฯทักษิณ ประกาศใช้ ทำให้ตลาดยาช่องทางโรงพยาบาลในช่วงปลายปี 2544 เปลี่ยนแปลงจากต้นปีแรกจากหน้ามือไปเป็นหลังมือ และทำให้ตลาดยาขยายตัวเพราะปริมาณการใช้ยามีเพิ่มมากขึ้น ด้วยผู้ป่วยรายได้น้อยมีโอกาสเข้าถึงระบบรักษาพยายาลเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2546 ตลาดโรงพยาบาลมีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 15% ขณะที่โอทีซีโตเพียง 5% สิ่งที่ตามมาคือ บรรดาผู้ผลิตยาต้องแย่งกันผลักดันยาของตนให้เข้าโรงพยาบาลมากที่สุด แม้จะขาดทุนก็ยอม หลายเจ้าแข่งขันกันจนขาดทุน แต่สิ่งที่เขาได้คือแบรนด์ เพราะคนส่วนใหญ่มักจะเชื่อว่า แบรนด์ที่โรงพยาบาลใช้แสดงว่าต้องดี ยิ่งหากเข้าไปตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ หรือตามโรงเรียนแพทย์ มันจะยาตัวนั้นมีภาพลักษณ์ที่ดีว่า ขนาดโรงพยาบาลยังใช้ และทำให้บริษัทยาสามารถไปขายตามร้านขายยา หรือเข้าถึงหมอได้ง่ายขึ้น ไชยเสน พิศาลวาเลิศ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟาสซิโน จำกัด กล่าวกับ ผู้จัดการรายสัปดาห์ เกมการแข่งขันที่รุนแรงอยู่ในขณะนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นของตลาดยาสามัญ (Generic Drugs) ระหว่างบริษัทยาในประเทศด้วยกัน โดยเฉพาะการประมูลยาในโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งเป็นวิธีจัดซื้อจัดหาที่ใช้มากขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวโน้มข้างหน้าจะเป็นการจัดซื้อรวมเป็นเขตหรือเป็นภาค ผลที่จะตามมาคือ โรงงานยาในประเทศที่มีเงินทุนน้อย สายป่านสั้น ต้นทุนสูง จะไม่สามารถแข่งขันในตลาดประมูลยาได้ มีตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นจริงของการแย่งพื้นที่ในช่องทางโรงพยาบาลก็คือ เมื่อครั้งโรงพยาบาลแห่งหนึ่งต้องการเปิดประมูลยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ขณะที่ไบโอฟาร์มฯกำลังยื่นเสนอราคาใส่ลงไปในซองให้กับเจ้าหน้าที่ทำการประมูล ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่บอกว่าไม่จำเป็นต้องเปิดซองพิจารณาแล้ว เพราะหนึ่งในผู้ท้าชิงขณะนั้นคือ บริษัทไทยนครพัฒนาเจ้าของแบรนด์ทิฟฟี่ ที่รวยมากจนถึงกับเสนอให้ยาแอนตาซิลกับโรงพยาบาลไปใช้ฟรีๆ โดยไม่คิดมูลค่า และสามารถสั่งในจำนวนเท่าไรก็ได้ เพียงแต่ขอให้ใช้ยาตัวนี้เท่านั้น เหตุที่ไทยนครฯกล้าทุ่มทุนเช่นนี้ก็เพราะเข้าใจในพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ว่า ผู้ใช้ยาค่อนข้างมีความจงรักภักดีต่อแบรนด์ของยาพอสมควร โดยเฉพาะยาที่ได้รับจากโรงพยาบาล เพราะเมื่อยาหมดเขาจะนำตัวอย่างมาหาซื้อที่เคาน์เตอร์ร้านขายยา ซึ่งการซื้อยาจากช่องทางโอทีซีนี้ทางบริษัทผู้ผลิตสามารถที่จะตั้งราคาจำหน่ายยาให้สูงขึ้นกว่าเดิม เพื่อมาชดเชยสิ่งที่บริษัทขาดทุนไปในช่วงแรก สำหรับตลาดยาในเมืองไทยแบ่งออกเป็น 2 ค่ายใหญ่คือ ค่ายที่เป็นบริษัทยาในประเทศ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตยาของคนไทย ปัจจุบันมีอยู่ราว 173 โรงงาน กับบริษัทยาข้ามชาติ ส่วนใหญ่เป็นบริษัทวิจัยพัฒนายา โดยค่ายในประเทศจะผลิตยาสามัญ (Generic Drugs) ที่หมดการคุ้มครองโดยกฏหมายสิทธิบัตร ส่วนค่ายยาต่างประเทศจะผลิตยาชื่อการค้าต้นแบบ และยาใหม่ที่ได้จากการวิจัยพัฒนา ได้รับการคุ้มครองโดยกฏหมายสิทธิบัตร เป็นยาที่มีต้นทุนสูง เพราะการวิจัยยาใหม่ต้องใช้เงินทุนประมาณ 2-3.5 หมื่นล้านบาท หากพิจารณาดูแล้วค่ายของคนไทยกับบริษัทยาข้ามชาติ จะมีการแข่งขันกันค่อนข้างรุนแรง ซึ่งจะว่าไปแล้วถูกในระดับหนึ่ง แต่ในอีกมุมมองหนึ่งผู้ผลิตยาของทั้ง 2 ค่ายต่างแบ่งเซกเม้นท์ตลาดกันค่อนข้างชัดเจน โดยผู้ผลิตยานอกจะได้กลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้สูง ผู้นำในเซกเม้นท์นี้คือ ไฟเซอร์ (Pfizer) ด้วยยอดขายต่อปีราว 3 พันล้านบาท อันดับสองคือ แกล็กโซสมิธไคลน์ ส่วนผู้ผลิตยาในประเทศจะกวาดผู้ใช้ที่มีรายได้ไม่มากนัก โดยเฉพาะโครงการ 30 บาท ผู้นำในส่วนนี้คือ สยามเภสัช แต่กลุ่มผู้บริโภคที่ทั้ง 2 จะต้องมาแย่งกันก็คือ ตลาดผู้มีรายได้ระดับกลาง ซึ่งแพทย์ หรือเภสัชกรจะเป็นผู้ตัดสินว่าจะจ่ายยาต้นแบบ (ยานอก) หรือยาเลียนแบบ (ยาในประเทศ)ให้กับผู้ป่วย ยาออริจินัลหรือยานำเข้าที่ผลิตโดยบริษัทข้ามชาติ พวกนี้เข้ามีแบรนด์เนมแข็ง สามารถตั้งราคาแพงได้ มีกำไรเป็นร้อยเป็นพันเปอร์เซ็นต์ พวกนี้จะมีเม็ดเงินในการทำตลาดค่อนข้างสูง เพราะกำไรมาก กับอีกตลาดคือยาที่คนไทยทำขึ้นมา เป็นยาที่หมดลิขสิทธิ์แล้ว เขาจึงสามารถทำออกมาขายได้ บริษัทยาของคนไทยทำแข่งกันเองเป็นสิบบริษัท ทุกวันนี้ต้องขายขาดทุนกันแล้ว แต่ที่ต้องทำก็เพื่อให้ยาอยู่ได้ในตลาด บริษัทที่แข็งๆอย่างไบโอฟาร์ม สยามฟาร์มาซูติคอล ไทยนครพัฒนา เขาอยู่กันได้ ส่วนบริษัทที่ไม่มีชื่อก็ค่อยๆตายไป แหล่งข่าวผู้คลุกคลีในวงการยา กล่าวกับ ผู้จัดการรายสัปดาห์ พรบ.ยาจุดเปลี่ยน โอทีซี-รพ.-คลีนิค หนึ่งในปัจจัยที่จะชี้ขาดในธุรกิจยาว่าตัวไหนจะเกิดหรือดับก็คือ บรรดาแพทย์ทั้งหลาย เนื่องจากแพทย์จะเป็นผู้สั่งยาให้กับผู้ป่วย ทำให้บริษัทยาต้องจ้างบรรดาตัวแทนยาจำนวนนับสิบ หรือบางแห่งนับร้อยคนเพื่อวิ่งเข้าไปสร้างสายสัมพันธ์กับบุคคลเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มเข้าไปตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนแพทย์ในมหาวิทยาลัย เพื่อแนะนำแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก และเมื่อจบออกมาก็จะวิ่งเข้าหาอีกเพื่อไม่ให้ลืมแบรนด์ ผู้ประกอบการจะไปที่โรงพยาบาลให้พวกนักเรียนแพทย์ได้รู้จักยา เป็นการสร้างแบรนด์เนมให้คนที่กำลังจะเป็นหมอได้รู้จัก เพื่อที่เวลาเขาเป็นหมอเขาจะได้สั่งยาตัวนั้น สิ่งที่บริษัททำคือเขาจะเลี้ยงหมออินเทิร์นที่เพิ่งจบใหม่ พยายามทำให้เขาคุ้นเคย เพราะยาลดไข้ตัวนึงมี 30-40 บริษัทที่ผลิต ดังนั้นบริษัทยาจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้แบรนด์ติด แหล่งข่าวกล่าว นอกจากนี้ กลยุทธ์ที่บริษัทยาเมืองนอกชอบทำกันเป็นประจำก็คือ การพาบรรดาหมอไปสัมมนาต่างประเทศ ซึ่งจริงๆแล้วก็คือการพาไปเที่ยวนั่นเองเพียงแต่ต้องใช้การสัมมนาบังหน้า แม้ว่าการพาไปเที่ยวในแต่ละครั้งบริษัทยาจะบอกว่าไม่ต้องการหวังสิ่งใดตอบแทน แต่เมื่อกลับมาแล้วถึงเวลาสั่งจ่ายยาจริง ถามว่าหมอจะสั่งจ่ายยาของบริษัทที่พาไปเที่ยวหรือไม่ ? อย่างไรก็ตาม จากพรบ.ยา (ฉบับใหม่) ในมาตราที่ 14 (3) ที่ดูเหมือนว่าเป็นความพยายามคานอำนาจระหว่างหมอกับเภสัชกร คือให้อำนาจกับเภสัชกรมากยิ่งขึ้น ด้วยการให้หมอทำหน้าที่ตรวจและเขียนใบสั่งแพทย์เพียงอย่างเดียว และให้เภสัชกรทำหน้าที่จ่ายยา แม้เรื่องราวจะยังไม่ยุติในช่วงระยะเวลาอันสั้น ด้วยยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ แต่จะว่าไปเรื่องนี้โดยหลักการเป็นเรื่องถูกต้องที่ในต่างประเทศก็ดำเนินการมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ หรือเกาหลีใต้ ที่ประเทศหลังมีหมอไม่เห็นด้วยออกมาประท้วงในช่วงแรกของการประกาศใช้พรบ.ลักษณะที่ว่าเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา มีนักการตลาดยาหลายคนเชื่อว่า จากพรบ.ยาฉบับดังกล่าวหากออกมาแล้วจะมีส่วนทำให้ตลาดยาของเมืองไทยเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเรื่องนี้จะว่าไปแล้วแพทย์ที่ทำงานตามโรงพยาบาลอาจจะไม่มีผลกระทบมากนัก เพราะเภสัชกรตามโรงพยาบาลต้องจ่ายยาตามใบสั่งของแพทย์อยู่แล้ว แต่ผู้ที่จะได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ก็คือ บรรดาหมอที่เปิดคลีนิคส่วนตัว ซึ่งมีอยู่จำนวนไม่น้อย หากคิดเฉพาะมูลค่าของยาที่สั่งผ่านคลีนิคยาทั่วประเทศจะมีทั้งสิ้นราว 5 พันล้านบาท จากพรบ.ยา ฉบับใหม่ จะทำให้หมอที่เป็นเจ้าของคลีนิคไม่สามารถจัดเก็บยาไว้ในร้านของตนเองได้อีกต่อไป อาจจะมีได้เพียงแค่ยาฉุกเฉิน หรือยาที่จำเป็นสำหรับคลีนิคจริงๆเท่านั้น ทำให้ต่อไปในอนาคตยอดสั่งซื้อที่เคยมาจากทางคลีนิคจะต้องถูกโยนมาให้ทางร้านขายยาที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 1 หมื่นร้านทั่วประเทศจนเกือบหมด ทำให้ช่องทางโอทีซีจากที่เคยมีสัดส่วนในตลาดยาราว 1.2 หมื่นล้านบาท ขยับขึ้นมาเป็น 2 หมื่นล้านบาทในทันที ขณะเดียวกันก็มีเสียงจากอีกมุมหนึ่งโต้ออกมาว่า ตัวเลขการจำหน่ายยาผ่านคลีนิคน่าจะถูกโยนมาทางตลาดโรงพยาบาลมากกว่า เนื่องจากประเภทของยาที่จำหน่ายผ่านคลีนิคจะมีพวกยาปฏิชีวนะ ยาที่รักษาโรคติดเชี้อ หรือยาเฉพาะทาง ซึ่งเป็นยาที่ไม่ได้จำหน่ายผ่านร้านขายยาอยู่แล้ว กันอีกทางหนึ่งที่คาดว่าจะเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ หมอเจ้าของคลีนิคจะต้องหาเภสัชกรมานั่งในร้านขายยา ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของกิจการสูงขึ้น และภาระที่เกิดขึ้นย่อมต้องถูกผลักให้กับผู้มารักษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอนก็คือ ร้านขายยาที่ไม่ได้มาตรฐาน คือไม่มีเภสัชกรมาคอยดูแลที่ปัจจุบันมีอยู่ราว 5 พันร้านจะต้องปิดตัวลงไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือบรรดาเชนยา อย่างพีแอนด์เอฟ สยามดรัก และอื่นๆ หรือเจ้าของแฟรนไชส์ยารายใหญ่อย่างฟาสซิโน จะสยายปีกเข้าไปยึดพื้นที่เพื่อสร้างฐานที่มั่นให้แข็งแกร่งเตรียมท่าเอาไว้ก่อน อย่างน้อยก็เป็นการเตรียมพร้อมก่อนจะเปิดเสรีทางการค้าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งเชื่อแน่ว่าต่างชาติกำลังจ้องเข้ามาทำตลาดในไทยด้วยเช่นกัน หากมองจากจุดนี้ค่ายที่มีเครือข่ายมากกว่าน่าจะสร้างแต้มต่อให้กับธุรกิจยาได้มากกว่า ซึ่งหากมองเป็นรายๆลงไป ค่ายฟาสซิโน่น่าจะมีความได้เปรียบมากที่สุด เพราะความที่เป็นเจ้าของแฟรนไชส์ร้านขายยารายใหญ่ที่ปัจจุบันมีทั้งหมด 42 สาขา โดยเฉพาะสาขาศิริราชที่ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ทำให้ทราบถึงแนวโน้ม และความต้องการของผู้บริโภคในตลาดยาได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะมีไอเท็มยาจำหน่ายมากที่สุดถึง 8 พันไอเอ็มแล้ว ยังมีอุปกรณ์การแพทย์อื่นๆจำหน่าย โดยฟาสซิโน่จะอาศัยข้อมูลที่ได้จากร้านขายยาของตนมาว่าจ้างโรงงานยาอื่นๆผลิตยาที่มีอัตราการใช้สูงให้ โดยพะแบรนด์ของตนเอง ขณะนี้มียาที่ผลิตเองประมาณ 100 ตัว โลคัลขยายแนวรุก จากรพ.เข้า OTC อันเนื่องมาจากสิทธิบัตร และความลับทางการค้า และ Asian Harmonization หมายถึง การขึ้นทะเบียนยาครั้งเดียว ที่ประเทศใดในทวีปเอเชีย สามารถอ้างอิงขอเลขทะเบียนยาครั้งเดียว ได้จากประเทศใดก็ได้ในเอเชีย สิ่งนี้จะกระตุ้นให้บริษัทยาข้ามชาติมาลงทุนยาใหม่ในเมืองไทยมากขึ้น ขณะที่เรื่องสิทธิบัตร ความลับทางการค้า และการศึกษาชีวสมมูลย์เพื่อประกอบการขึ้นทะเบียนยาสามัญ จะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการลงทุน ในตัวผลิตภัณฑ์ของค่ายยาในบ้านเรา การลงทุนทางการตลาดของบริษัทยาข้ามชาติมีแนวโน้มดีขึ้น อันเป็นผลต่อเนื่องจากจากตัวผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะแนวโน้มของยาในระดับสากลจะมุ่งเน้นยาที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ส่วนบริษัทยาในประเทศการลงทุนจะถูกกระทบด้วย พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การจัดซื้อยาด้วยการประมูล การแข่งขันตัดราคาเพื่อความอยู่รอดของบริษัทขนาดเล็ก และยุทธศาสตร์การปิดตลาดกำจัดผู้ผลิตรายเล็กของบริษัทในประเทศขนาดใหญ่ เพื่อตัดคู่แข่งขันในระยะยาวจะส่งผลให้บริษัทเล็กต้องปิดตัวลงไป ด้วยเหตุนี้จึงมีความเคลื่อนไหวของบริษัทผู้ประกอบการยาในประเทศออกมาให้เห็น บริษัทผู้ผลิตยาของไทยที่เป็นผู้นำในตลาดโรงพยาบาล ก็คือ สยามเภสัช โดยผลิตยาทั้งหมดประมาณ 120 ตัว แต่มุ่งเน้นยารักษาการติดเชื้อมากกว่า 50% เนื่องจากโรคติดเชื้อเป็นโรคที่เป็นมากที่สุดในประเทศไทย ทำให้บริษัทจึงเป็นผู้นำตลาดไปโดยปริยาย เนื่องจากหากดูสัดส่วนยอดขายของยาติดเชื้อที่จำหน่ายตามช่องทางโรงพยาบาลแล้วจะมีมากถึง 25% ของยาที่ใช้ในโรงพยาบาลทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่าราว 7พันล้านบาทในแต่ละปี โดยสยามเภสัชมีส่วนแบ่งในตลาดรวมราว 5% หากคิดเฉพาะช่องทางโรงพยาบาลจะมี 6.3% ซึ่งตลาดยาจะไม่มีผู้นำชนิดที่โกยส่วนแบ่งไปได้ 40-50% เหมือนตลาดคอนซูเมอร์โพรดักส์ เนื่องจากแต่ละบริษัทจะมีความถนัดในการผลิตยาคนละประเภท อีกทั้งยาที่ผลิตในเมืองไทย ถือได้ว่ามีจำนวนไอเท็มมากที่สุดในโลก คือมีกว่า 8 พันตัว โดยประมาณ เนื่องจากโรงพยาบาลเป็นช่องทางที่มีบทบาทสำคัญยิ่งสำหรับการกระจายสินค้าไปถึงมือผู้บริโภค ทำให้ผู้ผลิตยาทุกค่ายหันไปให้ความสำคัญกับช่องทางนี้ค่อนข้างมาก นับตั้งแต่การจ้างตัวแทนยานับสิบรายในแต่ละบริษัท (ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทนั้นมียาอยู่กี่กลุ่ม) เพื่อไปสร้างความสัมพันธ์กับหมอเพื่อรีมายด์แบรนด์ หรือเพื่อแนะนำแบรนด์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาด ซึ่งพฤติกรรมของตัวแทนยาเหล่านี้จะนั่งเฝ้าคอยพบแพทย์โดยเฉพาะในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ตลอดทั้งวัน ส่วนตอนกลางวันอาจจะใช้เวลาสัก 1-2 ชั่วโมงเพื่อไปพบแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนในบริเวณใกล้เคียง ขณะที่ช่องทางโอทีซีแม้จะมีขนาดตลาดเล็กกว่าช่องทางในโรงพยาบาลกว่าครึ่ง แต่เนื่องจากเป็นตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรง อีกทั้งรูปแบบการแข่งขันของทั้ง 2 ตลาดก็ต่างกันค่อนข้างมาก ตรงที่โอทีซีซึ่งเป็นช่องทางที่จะเข้าไปถึงผู้บริโภคในระดับแมสจะเน้นเรื่องโฆษณาประชาสัมพันธ์ รูปลักษณ์ของแพกเกจจิ้ง การทำตลาดที่หวือหวากว่า แต่การทำตลาดในโรงพยาบาลจะเน้นในประสิทธิภาพของยาที่ใช้รักษา และการรีมายด์แบรนด์ให้กับแพทย์เท่านั้น อย่างไรก็ดี เนื่องจากตลาดโอทีซีกำลังโตวันโตคืนอันเนื่องมาจากการขยายตัวของอาหารเสริม ดังจะเห็นได้จากการเติบโตของร้านพีแอนด์เอฟ ที่แม้จะเป็นร้านขายยาแต่ค่อนข้างเอียงเป็นร้านจำหน่ายอาหารเสริมเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนถึง 50% โดยมียาเพียง 30% ส่วน 20% ที่เหลือเป็นอุปกรณ์การแพทย์ ขณะที่บูทส์กับวัตสันจะเน้นสินค้าส่วนบุคคลเป็นหลักถึง 80% โดยมียาเพียง 20% การเติบโตของโอทีซีทำให้สยามเภสัชจึงอดไม่ได้ที่จะเข้ามารุกในตลาดส่วนนี้ด้วยเช่นกัน เพราะจริงๆแล้วสยามเภสัชก็มีสายสัมพันธ์กับบรรดาร้านขายยาอยู่ด้วยเช่นกัน เพราะอย่างน้อยบรรดาผู้บริหารก็เคยเป็นเภสัชกรมาก่อน แม้ตลาดโอทีซีจะมีการแข่งขันรุนแรง แต่ก็มีช่องว่าการตลาดอีกมากพอที่จะเจาะเข้าไปได้ เป็นคำกล่าวกับ ผู้จัดการรายสัปดาห์ ของ ประทิน บูรณบรรพต ประธานกรรมการบริหาร สยามฟาร์มาซูติคอล จำกัด กลยุทธ์ของค่ายนี้ก็คือ นอกจากจะสร้างการรับรู้ของตัวสินค้าผ่านนิตยสารแพทย์แล้วเพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นให้กับตราสินค้าแล้ว ยังทำโฆษณาผ่านสื่อที่เข้าถึงผู้บริโภคที่เป็นแมส โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาในกลุ่มอาหารเสริม อย่างนิวไวเพล็กซ์ เราสร้างมาตรฐานของการผลิตเพื่อบอกให้ประชาชนรู้ และเข้าใจว่าเราสามารถผลิตยาได้ไม่แพ้ต่างชาติ เพราะการที่เราผลิตยามานานทางหมอ และโรงพยาบาลจะค่อนข้างมั่นใจกับสินค้าของเรา เพียงแต่ผู้บริโภคยังไม่รับรู้ สุวรรณี ฟูรังษีโรจน์ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาการตลาด สยามฟาร์มาซูติคอล กล่าวเช่นนั้น จริงๆแล้วไม่ใช่เพียงแต่อาหารเสริมเท่านั้นที่สยามเภสัชมี แต่ยาประเภทอื่น เช่น ยาลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ ยาบรรเทาอาการปวด และอื่นๆ ก็ทะยอยส่งเข้ามาจำหน่ายในช่องทางโอทีซีด้วยเช่นกัน อาทิ ยาบรรเทาการอักเสบของกล้ามเนื้อภายใต้แบรนด์ฟลามิกซ์ (Flamic) ที่ส่งมาเพื่อจับกลุ่มเป้าหมายระดับบน กับโดซาแนคที่ส่งเข้ามาเพื่อจับตลาดกลางลงล่าง เนื่องจากมองว่าปัจจุบันคนเริ่มหันมาให้ความสนใจออกกำลังกายกันมากขึ้น และยาประเภทดังกล่าวน่าจะสนองตอบตลาดได้อย่างดี การสยายปีกเข้าสู่ตลาดโอทีซีครั้งนี้ทางสยามเภสัชใช้งบการตลาดราว 15 ล้านบาท เชื่อว่าาจะส่งผลให้ยอดขายในช่องทางนี้ขยับขึ้นมาเป็น 250 ล้านบาท ขณะที่โรงพยาบาลมีทั้งสิ้น 1.7 พันล้านบาท ...เป็นการปรับตัวยกแรกของผู้ประกอบการยาไทย รองรับกับการแข่งขันที่จะทวีความดุเดือดยิ่งขึ้นในอนาคต ข้อมูลจาก ผู้จัดการรายสัปดาห์
|
| กลับหน้าแรก |