|
โอกาสของเอเปค
ภายหลังแคนคูน
คอลัมน์ ดุลยภาพฯ ดุลยพินิจ โดย ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ มติชนรายวัน วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 9357 รัฐบาลไทยได้ทุ่มเทเงินทุนมากมายเป็นประวัติการณ์ ในการจัดการประชุมเอเปค แม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว เอเปค จะมิได้รับความสนใจมากนัก ยกเว้นการประชุมระดับผู้นำเศรษฐกิจครั้งแรก ที่เมืองซีแอตเติล ในปี พ.ศ.2536 และครั้งสอง ที่เมืองโบกอร์ อินโดนีเซียในปี พ.ศ.2537 แต่อะไรคือ โอกาสสำคัญของเอเปคในปีนี้ การจัดงานให้ยิ่งใหญ่ เพื่อแสดงพลังของท้องถิ่น หรือการส่งสัญญาณ เพื่อสร้างพันธมิตรบนเวทีโลก โดยพื้นฐานแล้วเอเปคเป็นเวทีทางการทูต ที่ใช้ปรึกษาหารือในหัวข้อต่างๆ ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องอื่นๆ ดังนั้น จึงเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ประ เทศต่างๆ สามารถหยิบยกประเด็นที่ตนเองเห็นว่าสำคัญ นำมาหารือ หรือสร้างให้เป็นข่าวขึ้นมาได้ ด้วยความที่เอเปคมีสมาชิกถึง 21 ประเทศ ครอบคลุมทั้งส่วนที่อยู่ในทวีปอเมริกา และเอเชียตะวันออก รวมถึงออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ และที่สำคัญคือมีประเทศที่สำคัญของโลก อย่างสหรัฐ อเมริกา จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เป็นสมาชิกด้วย จึงทำให้เอเปค สามารถสร้างโอกาสได้พอสมควร เมื่อถึงจังหวะเวลาที่เหมาะสม ที่ผ่านมานั้น ในด้านกิจการระหว่างประเทศ เอเปคได้ให้ประโยชน์อย่างมากแก่สหรัฐอเมริกา ในช่วงท้ายของการเจรจารอบอุรุกวัย เพราะช่วยให้สหรัฐอเมริกา สามารถผลักดันให้ประเทศสมาชิกในขณะนั้น ยอมรับวิสัยทัศน์ใหม่ ที่จะนำไปสู่การเปิดเสรีทางการค้า และการลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และผลักดันหัวข้อที่สหรัฐผิดหวังบนเวทีพหุภาคี ให้มีผลในทางปฏิบัติมากขึ้น นี่เป็นโอกาสที่สหรัฐ ได้มาตลอดนับตั้งแต่ประเทศสมาชิกจำนวนมาก ถูกกดดันให้ยอมรับเป้าหมายการเปิดเสรีตามปฏิญญาโบกอร์ (Bogor Goals) ที่อินโดนีเซีย ในด้านการเมืองภายในประเทศ เอเปคก็เป็นโอกาสสำหรับรัฐ บาลประเทศเจ้าภาพ ว่าจะใช้ประโยชน์จากการประชุมระดับผู้นำเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด เป็นโอกาสที่ทำให้รัฐบาลประเทศเจ้าภาพ ต้องพยายามหาหัวข้อใหม่ๆ เพื่อให้เป็นที่สนใจของชาวโลก และสมกับที่เป็นการประชุมระดับผู้นำประเทศ ซึ่งที่ผ่านมานั้น ประเทศเจ้าภาพก็ได้รับเกียรติจากประเทศสมาชิกด้วยดีมาโดยตลอด สมกับที่เป็นเวทีทาง การทูต ซึ่งไม่ใช่เวทีของการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ เหมือนองค์การการค้าโลก แน่นอนที่สุด รัฐบาลประเทศเจ้าภาพ ย่อมต้องสร้างความสมดุลระหว่าง การเก็บเกี่ยวโอกาสทางการเมือง เพื่อสร้างกระแสความนิยมจากประชาชนภายในประเทศ กับการแสดงวุฒิภาวะ และบทบาทสร้างสรรค์ บนเวทีระหว่างประเทศด้วย เพราะการมุ่งแต่ผลทางการเมืองภายในประเทศ เป็นการกระทำที่ดูไม่งามในสายตาประชาคมโลก และทำให้โอกาสที่จะสร้างสรรค์บทบาทอันควรต้องหลุดหายไป ความจริงแล้วการประชุมผู้นำเอเปคในประเทศไทยครั้งนี้ นับเป็นการประชุมในห้วงเวลาอันสำคัญยิ่ง เนื่องจากการประชุมระดับรัฐมนตรี ที่เมืองแคนคูนที่เพิ่งผ่านพ้นไป ไม่สามารถกำหนดข้อสรุปร่วมกันได้ ซึ่งก็หมายความว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้าของโลก รวมทั้งของเอเชีย-แปซิฟิก กำลังเผชิญภาวะเสี่ยง และถ้าไม่สามารถได้ข้อสรุปภายในเดือนธันวาคมปีหน้า เศรษฐกิจการค้าโลก อาจได้รับผลกระทบ และผลการเจรจารอบโดฮานี้ อาจต้องเลื่อนไปอีก 2-3 ปี นี่จึงเป็นโอกาสที่สมาชิกกลุ่มเอเปค จะได้รับรู้ร่วมกันถึงผลประโยชน์ทางการค้า ที่ตนมีส่วนร่วม รวมทั้งแนวทางที่องค์การการค้าโลก จะต้องเร่งรัดในช่วง 1 ปีข้างหน้า เอเปคนั้น มีความเหมาะสมมาก เพราะเป็นเวทีที่จัดตั้งขึ้น เพื่อสนับสนุนเวทีพหุ ภาคีเป็นวัตถุประสงค์สำคัญอยู่แล้ว อีกทั้งรัฐบาลไทยเองก็ไม่ควรหันเหออกจากเวทีพหุภาคีอย่างที่รัฐบาลซูฮาร์โต เคยก้าวพลาดไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว การที่เวทีองค์การการค้าโลก ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันที่เมืองแคนคูน ดูเหมือนจะทำให้รัฐบาลไทย เข้าใจคลาดเคลื่อนว่า เวทีพหุภาคีเต็มไปด้วยความล่าช้า ขาดประสิทธิภาพ และไม่คุ้มค่า เพราะมิอาจประสบความสำเร็จได้ ข้อเท็จจริงก็คือว่า องค์การการค้าโลกปัจจุบันนี้มีสมาชิก 148 ประเทศ ครอบคลุมประมาณการค้า เกือบทั้งหมดของโลก ผลประโยชน์ที่จะได้รับ จากความสำเร็จของการเจรจาในรอบโดฮา คือประเด็นด้านสิน ค้าการเกษตร สิ่งทอ ยารักษาโรค และระบบการค้าโลกบนฐานกติกา (rule-based) ซึ่งล้วนมีความสำคัญยิ่ง ต่อประเทศไทย และประเทศกำลังพัฒนา ผลประโยชน์มากมายเหล่านี้ จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีง่ายๆ หากแต่ด้วยการทำงานที่หนัก และด้วยความเข้าใจในอนาคตของระบบการค้าโลก การเจรจารอบอุรุกวัย ซึ่งมีประเทศสมาชิกเป็นจำนวนน้อยกว่า ก็ยังต้องใช้ระยะเวลานานถึง 8 ปี ถึงแม้ว่ารัฐบาลไทย จะหันเข้าหาแนวทางทวิภาคี และการเปิดเสรีภายใต้เอเปค การเปิดเสรีภาคบริการ และการลงทุนที่เรียกกันว่า "ประเด็นสิงคโปร์" (Singapore Issues) ก็จะยังคงถูกผลักดันจากสหรัฐ และสิงคโปร์ ให้มีการปฏิบัติภายใต้กรอบของเอเปค และทวิภาคีอยู่นั่นเอง โดยไม่ได้ประโยชน์ในสาขาการ เกษตร ประเทศไทย ในฐานะที่เป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าการเกษตร ควรถือโอกาสนี้ชี้ให้ประเทศต่างๆ เห็นถึงความไม่เป็นธรรม ที่ประเทศยากจน ต้องถูกกีดกันมาเป็นเวลายาวนาน และประเทศยากจน ก็เป็นฝ่ายที่ยอมประนีประนอมให้ ในการเจรจารอบที่แล้ว ประเทศยากจน ต้องสูญเสียผลประ โยชน์รวมกัน ถึงประมาณปีละ 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการที่ประเทศร่ำรวยให้เงินอุดหนุนแก่เกษตรกรของตน และก็เป็นไปไม่ได้ด้วย ที่ประเทศยากจน จะแข่งขันในสินค้าที่ตนถนัด ด้วยการทุ่มเทเงินอุดหนุน สู้กับประเทศที่ร่ำรวยกว่า การยกเลิก หรือลดเงินอุดหนุนสินค้าเกษตรนั้น ไม่เพียงแต่จะทำให้สินค้าการเกษตร ได้รับราคาที่เป็นธรรมมากขึ้นเท่านั้น แต่ที่สำคัญยิ่งคือจะทำให้ประเทศยากจน มีส่วนเกินสำหรับการสะสมทุน เพื่อพัฒนาภาคการเกษตรของตน ให้สามารถเลี้ยงดูประชากรโลก ได้ดียิ่งขึ้นด้วย สำหรับประเทศยากจน ที่ต้องนำเข้าสินค้าการเกษตรที่ประเทศร่ำรวยอ้างว่า จะเสียผลประโยชน์ ก็อาจได้รับโอกาสในระยะยาว โดยสามารถผลิตสินค้าการเกษตรบางชนิดได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าที่ประเทศผู้ส่งออกดั้งเดิม เริ่มสูญเสียความได้เปรียบ ยิ่งถ้ามองในแง่ของประเทศไทยเป็น การเฉพาะด้วยแล้ว ความสำเร็จของการเจรจาโดฮา จะทำให้การเปิดตลาดสินค้าการเกษตรของโลก เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างมากมาย เราไม่ต้องกังวลว่า ประชาชน จะเผชิญความเสี่ยงทางการเงินในอนาคต เหมือนนโยบายเร่งสินเชื่อสู่เศรษฐกิจรากหญ้า ที่กำลังดำเนินการอยู่ การชูบทบาทของไทยบนเวทีการค้าโลก จึงมีความสำคัญต่อประเทศ เหนือกว่าเรื่องเอเชียบอนด์ หรือกองทุนหมู่บ้าน อย่างเทียบเคียงกันไม่ได้ แม้ว่าบทบาทของรัฐบาลไทย จะมิใช่ปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ในการเจรจาขององค์การการค้าโลกก็ตาม แต่ก็ควรทำให้การทุ่มทุนมาก มายในการจัดการประชุมให้ได้ดอกผลที่คุ้มค่า เหมือนอย่างที่สหรัฐอเมริกา และจีนเคยกระทำมาแล้ว สหรัฐอเมริกา ดูเหมือนจะสามารถสร้างผลประโยชน์ได้อย่างโดดเด่นที่สุด ประธานาธิบดีคลินตัน ได้ริเริ่มให้มีการประชุม ในระดับผู้นำประเทศเป็นครั้งแรก เมื่อตนเองเป็นเจ้าภาพ แต่มิใช่เพื่อขายนโยบายภายในประเทศ หากแต่เป็น การเริ่มนำเอเปคเข้าสู่วิสัยทัศน์ใหม่ของตน ซึ่งก็ได้ทำให้ชาติเอเชียต้องเปิดตลาด และยอมรับเงื่อนไขด้านทรัพย์สินทางปัญญา อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จีนก็เป็นอีกประเทศหนึ่ง เพราะสามารถสร้างประโยชน์ได้ค่อนข้างเด่นชัด จากการกำหนดบทบาทของตน ให้กลมกลืนกับผลประโยชน์ของประชาคมโลก ในขณะที่กำลังจะได้เป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกในเดือนต่อมา การจัดประชุมเอเปคที่นครเซี่ยงไฮ้ ทำให้จีนมีภาพลักษณ์ที่เป็นสากล และแสดงอำนาจต่อรอง บนเวทีพหุภาคีได้เป็นอย่างดี รัฐบาลควรตระหนักในประสบการณ์ของเอเปคบนเวทีโลก และอาจต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่ถ้าต้องพลาดโอกาสง่ายๆ อย่างการประชุมในครั้งนี้ หน้า 6 |
| กลับหน้าแรก |