|
เอเปกและปัญหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
(1)
คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว ประชาชาติธุรกิจ หน้า 8 วันที่ 20 ตุลาคม 2546 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3524 (2724) คงจะไม่ทันสมัย ถ้าไม่ได้เขียนอะไรเกี่ยวกับเอเปกบ้าง (ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม) เพราะดูเหมือนถูกทำให้เป็นเรื่อง/งานที่ยิ่งใหญ่ ที่มีความหมายความสำคัญ อย่างอลังการเหลือเกินสำหรับประเทศไทย และคนไทยโดยผู้นำ และรัฐบาลที่บริหารและปกครองประเทศอยู่ในขณะนี้ ในฐานะที่เป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย
ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับผู้นำเอเปก
ครั้งที่ 11 "เอเปก" หรือ "กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก" (Asia-Pasific Economi Cooperation หรือ APEC) ก่อกำเนิดขึ้นในปี 2532 จนมาถึงวันนี้จึงมีอายุ 14 ปีแล้ว และมีประเทศ หรือเรียกว่าเขตเศรษฐกิจเป็นสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ อันประกอบด้วย ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม จากข้างต้นจะเห็นได้ว่า สมาชิกของเอเปกมาจากหลากหลายภูมิภาค และหลากหลายเขตเศรษฐกิจ ทั้งที่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ และประเทศกำลังพัฒนาซึ่งรวมถึงประเทศไทย โดยขนาดการค้าของสมาชิกเอเปก รวมกันคิดเป็นร้อยละ 65 ของการค้าโลก และวัตถุประสงค์ของการมารวมกันเป็นเอเปกก็คือ เพื่อให้เป็นเวทีสำหรับการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก ในการเผชิญ กับความท้าทายต่างๆ ของกระแสโลกาภิวัตน์ ตลอดจนร่วมแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาด้านความมั่นคง ซึ่งมีผลกระทบ ต่อภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอย่างรุนแรง เพื่อให้สามารถผ่านพ้นปัญหาอุปสรรคต่างๆ เพื่อก้าวไปสู่เป้าหมายร่วมกันในการสร้างเสริมให้เกิดการค้า และการลงทุนเสรี ภายในปี 2010 สำหรับสมาชิกที่พัฒนาแล้ว และภายในปี 2020 สำหรับสมาชิกที่กำลังพัฒนา โดยประเด็นหลักที่กำหนดขึ้น สำหรับการประชุมเอเปก 2003 ที่กรุงเทพมหานครในครั้งนี้ก็คือ "โลกแห่งความแตกต่าง : หุ้นส่วนเพื่ออนาคต" (A world of differences : Partnership for the future) อย่างไรก็ตาม ดังกล่าวมาในตอนต้นว่า คงจะไม่ทันสมัยถ้าไม่ได้เขียนอะไร เกี่ยวกับเอเปกบ้าง แม้จะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ (เพราะมันขัดกับความรู้สึกในใจ ที่มองไม่เห็นว่าการประชุมเอเปกที่กรุงเทพฯในครั้งนี้ มันจะมีความหมายความสำคัญอะไรนัก สำหรับคนไทยโดยทั่วไป และประเทศไทยโดยส่วนรวม) ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้นำรัฐบาล หรือคนในรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนของประเทศไทย ที่เป็นมาจนถึงปัจจุบัน ทุกครั้งที่เดินทางไปเยี่ยมเยือนต่างประเทศ ไปติดต่อกับต่างประเทศ หรือไปทำสัญญา/ ร่วมทำกิจกรรมอะไรกับต่างประเทศ แล้วก็จะต้องกลับมาป่าวประกาศ ถึงความสำเร็จมากมาย หรือมากเกินความคาดหวังทุกครั้งไปเลย (ทำไมชื่นชม ให้ความสำคัญ ให้น้ำหนัก ให้เครดิต หรือให้เกียรติต่างประเทศมากเหลือเกิน ขณะที่ขาดแคลนการให้สิ่งเหล่านี้แก่คนไทยด้วยกันเอง) เช่นเดียวกัน ทุกครั้งที่ประเทศไทย หรือรัฐบาลไทยได้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมเล็ก หรือใหญ่ หรือการประชุมใหญ่อย่างเอเปกในครั้งนี้ด้วย (ซึ่งทุกครั้งก็จะต้องทุ่มเทเวลา และทรัพยากรมากมายเหลือเกิน ทั้งที่เราก็ยังเป็นประเทศยากจน เพื่อการเหล่านี้ โดยเฉพาะมักชอบเน้นหนักในเรื่องพิธีการในการต้อนรับ และการจัดการประชุมให้สุดเลิศ เพียงเพื่อจะเอาใจเพื่อสร้างความประทับใจให้ผู้นำต่างประเทศ และชาวต่างประเทศ ที่เข้ามาร่วมการประชุม จนละเลย หรือหลงลืมแก่นสาร หรือเรื่องอันเป็นเนื้อหาสาระสำคัญ ที่จะได้รับจากการประชุมจริงๆ) ก็คงจะป่าวประกาศก้อง ถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เกินคาดกันดังเช่นเดิมนี้ทุกครั้งไป มันถูกทำให้ดูเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ จนดูเหมือนว่า มันช่วยละลายปัญหารอบด้านของประเทศ ให้มลายหายไปได้เลยทีเดียว จนเราแทบไม่จำเป็น จะต้องมีหรือใช้สติปัญญา ความรู้ ความสามารถ กำลังกายในการทำงานหนัก และในทิศทางที่ถูก เพื่อแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองเพื่อความอยู่รอด และเจริญรุ่งเรืองต่อไปได้ ถ้ากิจการต่างประเทศที่ทำเหล่านั้นมันดลบันดาลอะไรได้ง่ายเช่นนั้น ก็คงจะต้องแนะนำกันว่า ให้ผู้นำรัฐบาล หรือคนในรัฐบาล เดินทางไปติดต่อกับต่างประเทศให้บ่อยมากที่สุด และพยายามทำทุกทาง เพื่อดึงการประชุมระหว่างประเทศ ให้มาจัดในประเทศไทยมากที่สุด (สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นมันสะท้อนว่า เรา (อันหมายถึงชนชั้นนำ/ ชนชั้นผู้ปกครองไทย) ติดกับการแสวงหาความสำเร็จ ชื่อเสียง การยอมรับ หรือการเอาตัวรอดโดยวิธีการง่ายๆ หรือวิธีการของคนที่อ่อนแอ คนที่พึ่งตนเองไม่ได้ (reactive) หรือที่เรียกว่าใช้วิธีการทางการทูต หวังพึ่งแต่คนอื่น หวังพึ่งแต่จมูกต่างประเทศหายใจ ซึ่งแม้จนถึงปัจจุบันเรา ก็ยังชอบพูดชื่นชมถึงทักษะในเรื่องนี้ (state craft) ของคนไทยกันตลอด ทำไมไม่คิดบ้างว่าอะไรที่คิดว่าเป็นจุดแข็งของเรา ถ้าใช้มันมากไป มันจะกลายเป็นจุดอ่อน หรือปัญหาไปได้ หรือทำไมไม่คิดบ้างว่านี่มันศตวรรษที่ 21 แล้ว โลกมันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากแล้ว เป็นโลกที่ทุกคนทุกประเทศเขา ต้องหากินจาก "ความรู้" หรือ "ขีดความสามารถทางด้านสติปัญญาของมนุษย์" จึงจะอยู่รอดและเจริญรุ่งเรือง ต่างมีอยู่มีกินกันได้ จะมีความรู้และสติปัญญาจริงก็ต้องมีความเป็นมนุษย์กันมากขึ้น) แม้จะเล็งเห็นว่าการแก้ไขปัญหา และพัฒนาเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน และอนาคตต่อไปต้องหันมาอาศัยแนวทางหรือกลไก "ความร่วมมือร่วมกัน" (mutual cooperation) ระหว่างประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา เข้ามาแทนที่หรือเพิ่มเติม เพราะระบบ กลไก แนวทางหรือความรู้เดิมๆ ที่ยึดถือหรือใช้กันมาจนถึงปัจจุบันมันมีปัญหา มีข้อขาดตกบกพร่อง มันไม่ทำงานแล้ว มันใช้ไม่ได้แล้ว หรือมันจะพังแล้ว มันเป็นระบบ หรือกลไกอะไรที่ยึดถือ หรือใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ในการบริหารหรือการพัฒนาเศรษฐกิจโลก แล้วมันสร้างปัญหาอะไร หรือทำให้เศรษฐกิจโลก ตกอยู่ในภาวการณ์อย่างไรในขณะนี้ ทำไมกลไก "ความร่วมมือร่วมกัน" ดังกล่าวจึงเป็นทางออก แล้วทำไมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ผ่านทางกลไก องค์กร หรือเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติ ธนาคารโลก องค์การการค้าโลก ไอเอ็มเอฟ อาเซม อาเซียน หรือเอเปกจึงมักไม่ประสบความสำเร็จ หรือมีผลเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติ แล้วความร่วมมือร่วมกันเช่นนี้มันจะเกิดขึ้นจริงๆ ได้อย่างไร +++++++++++++++++ เอเปกและปัญหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (2)คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว ประชาชาติธุรกิจ หน้า 8 วันที่ 27 ตุลาคม 2546 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3526 (2726) ปัญหาทางโครงสร้าง/รากฐานของเศรษฐกิจโลก ระบบ/กลไกที่ยึดถือ/ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ในการบริหารเศรษฐกิจ หรือการพัฒนาเศรษฐกิจโลก ซึ่งหมายถึง การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาเกือบจะทั้งหมด คือระบบเศรษฐกิจตลาดเสรี หรือระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ซึ่งโลกอยู่ภายใต้ระบบนี้มากว่า 200 ปีแล้ว คือระบบที่อาศัยกลไกตลาด หรือกลไกของของการแข่งขัน เพื่อช่วยในการจัดสรรทรัพยากร ว่าทรัพยากรทางเศรษฐกิจ หรือทุนโดยรวมที่โลกมีอยู่ ควรถูกจัดสรรไปในการลงทุนหรือการผลิตสินค้า และบริการอะไร เพื่อสนองความต้องการในการบริโภค เพื่อมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ของผู้คนในโลก (ผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด และขายให้แก่คนที่ให้ราคาดีที่สุด เพื่อแสวงหารายได้ และผลกำไรอันเป็นเครื่องจูงใจ และผลักดันให้ผู้คนประกอบการงานเศรษฐกิจ และพัฒนาตนเองให้มีความรู้ และความสามารถ ทางเศรษฐกิจตามวิถีทางที่พึงเป็นไปได้) โดยสินค้าและบริการที่โลกผลิต
(world output and services)
ประกอบด้วยสินค้าประเภทอาหาร
หรือสินค้าเกษตร
นอกจากนั้นแล้ว
ก็เป็นสินค้าเพื่อสนองความต้องการของตลาดของเศรษฐกิจ
ที่มีมาตรฐานความเป็นอยู่สูง
หรือกล่าวโดยเฉพาะเจาะจง
ผลผลิต
และบริการในโลกประกอบด้วย แล้วมีการแบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบ ในการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ของโลกกันอย่างไร และเพราะอะไร ใครหรือประเทศใด หรือกลุ่มประเทศใดจะเป็นผู้ได้ผลิตสินค้า หรือบริการอะไรก็ขึ้นอยู่ที่ว่า ประเทศนั้นมีอะไร มีทรัพยากร หรือปัจจัยอะไร ที่จะนำมาใช้ในการผลิตสินค้า หรือบริการนั้น หรือมี "ทักษะ" หรือความสามารถ หรือความได้เปรียบอะไร ในการที่จะผลิตสินค้า หรือบริการนั้น โดยทรัพยากรทางเศรษฐกิจ
หรือปัจจัยที่ใช้ในการผลิตสินค้า
และบริการต่างๆ
ก็ประกอบด้วย ประเทศกำลังพัฒนา หรือที่ยังถูกเรียกขานในชื่ออื่นๆ อีกว่าเป็นประเทศในโลกที่สาม ประเทศในซีกโลกใต้ ประเทศที่มีการพัฒนาน้อย ประเทศด้อยพัฒนา หรือประเทศยากจนบ้าง คือประเทศต่างๆ ในทวีปแอฟริกา ละตินอเมริกา และเอเชีย และในระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันนี้ ยังแบ่งออกเป็น 1) ประเทศที่มีการพัฒนาน้อยที่สุด (least-developed countries) เช่น อินเดีย ศรีลังกา เนปาล ปากีสถาน เอธิโอเปีย เป็นต้น 2) ประเทศที่ไม่ได้ส่งน้ำมัน เป็นสินค้าออก (non-exporting countries) เช่น ฟิลิปปินส์ ไทย ไนจีเรีย เวเนซุเอลา เป็นต้น และ 3) ประเทศผู้ส่งน้ำมัน เป็นสินค้าออก (oil exporting countries) เช่น โอมาน ซาอุดีอาระเบีย คูเวต และยูไนเต็ดอาหรับเอมิเรตส์ เป็นต้น ประเทศกำลังพัฒนาดังกล่าวส่วนใหญ่ เป็นประเทศที่มีประชากรมาก (มากกว่า 2 ใน 3 ของประชากรโลก) จึงมักเป็นเศรษฐกิจที่มีกำลังแรงงานเหลือเฟือ (labour surplus economy) และส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้การศึกษา และไร้ฝีมือ และมักเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติ หรือทรัพยากรทาง การเกษตรอุดมสมบูรณ์ แต่ขาดแคลนปัจจัยทุน เทคโนโลยีและแรงงาน/ กำลังคนที่มีฝีมือ/ ทักษะหรือคนทำงานที่มีความรู้ เพราะฉะนั้นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่มประเทศโลกที่สาม จึงเป็นกลุ่มประเทศผู้ผลิตสินค้าประเภทอาหาร หรือสินค้าเกษตรเป็นหลักใหญ่ของโลก (ยังมีโครงสร้างเศรษฐ กิจแบบเกษตร) ขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (สหรัฐอเมริกา แคนาดา ประเทศยุโรปตะวันตก ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) เป็นกลุ่มประเทศที่มีประชากรน้อย (น้อยกว่า 1 ใน 3 ของประชากรโลก) แต่ประชากรมีคุณภาพ และมีกำลังคนที่มีการศึกษาสูง หรือเป็นคนทำงานที่มีความรู้ (knowledge workers) นอกจากนั้น ก็เป็นกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยมั่งคั่ง มีทุน และมีความเจริญก้าวหน้า ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทค โนโลยีสูง (การมีเทคโนโลยีทำให้มีความได้เปรียบ ในการผลิตสินค้าทุกชนิด โดยไม่เกี่ยวกับการมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์หรือไม่) จึงเป็นกลุ่มประเทศที่มีหน้าที่ และความรับผิดชอบในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ประเภทที่เป็นอุตสาหกรรมสะอาด หรืออุตสาหกรรมที่ใช้เทคโน โลยีขั้นสูง โดยในปัจจุบัน 80% ของผลผลิตของประ เทศเหล่านี้ เป็นผลผลิตประเภทที่เรียกว่า "บริการ" (services) ได้แก่ การวิจัยและพัฒนา การออกแบบผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ไอซีที และการบริหาร และผลิตภัณฑ์ไฮเทคอื่นๆ ซึ่งถือว่าเป็นผลิต ภัณฑ์จากความรู้หรือเทคโนโลยีจากมนุษย์ (เลิกผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจากโรงงาน (manufacturing goods) โดยโอนไปให้ประเทศกำลังพัฒนา/ ประเทศตลาดเกิดใหม่ทำแทน และในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้ มีคนทำงานอยู่ในภาคเกษตรเพียง 3-5% เพราะมีการปรับปรุงด้าน "ผลิต ภาพ" (productivity) อย่างมากมาย จึงใช้คนเพียงเล็กน้อย ก็สามารถผลิตสนองความต้องการ ของคนในประเทศ ได้เพียงพอ และยังเหลือส่งออกด้วย รัฐบาลของประเทศเหล่านี้ จึงยังคงเต็มใจที่จะอุดหนุนสินค้าเกษตร/ เกษตรกรของตน ทั้งนี้เพื่อจูง ใจให้คนเหล่านี้ยังยินดีที่จะทำงานอยู่ในภาคเกษตรต่อไป) ส่วนการผลิตในอุตสาหกรรมประเภทที่ต้องใช้แรงงานมีทักษะ/มีฝีมือ กลุ่มประเทศที่ได้หน้าที่ และความรับผิดชอบนี้ไปก็คือ กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ในเอเชีย (ไต้หวัน เกาหลีใต้ ฮ่องกง และสิงคโปร์) และสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ที่พยายามจะหากิน จากอุตสาหกรรมตามแบบอย่างประเทศพัฒนาแล้ว (เพราะประเทศพัฒนาแล้ว ล้วนเป็นประเทศอุตสาหกรรม) แต่ขาดแคลนปัจจัย ที่จะใช้ในการผลิตในอุตสาหกรรม (เพราะการหากินจากอุตสาหกรรม คือการหากินจาก man-made resources) จึงต้องอาศัยการนำเข้าปัจจัยเหล่านี้ จากต่างประเทศจากประเทศพัฒนาแล้ว แต่ก็เป็น กลุ่มประเทศที่มีแรงงานเหลือเฟือ และค่าจ้างแรง งานไม่แพง จึงได้หน้าที่และความรับผิดชอบ ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ที่ใช้แรงงานไร้ฝีมือ และใช้แทคโนโลยีขั้นต่ำในการผลิตไป สินค้าและบริการต่างๆ ที่ประเทศทั่วโลก ต่างผลิตกันออกมาดังกล่าวข้างต้น นอกเหนือจากสนองความต้องการ ของตลาดภายในประเทศแล้ว ที่เหลือก็ให้เอาออกมาแลกเปลี่ยนกัน หรือซื้อขายกันในตลาดระหว่างประเทศ โดยไม่ให้มีอุปสรรค หรือสิ่งกีดขวางทั้งทางด้านภาษี และทางด้านไม่ใช่ภาษี หรือก็คือส่งเสริมให้มีการค้าเสรี (free trade) ซึ่งโดยแนวทางนี้ก็จะทำให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน หรือเป็นที่มาของความมั่งคั่งเข้มแข็ง ทางเศรษฐกิจของประเทศ (ตามความคิดของอาดัม สมิท) แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ตามโครงสร้างเศรษฐกิจโลก ที่นำเสนอมาทั้งหมดข้างต้น จะให้ภาพชัดเจนว่า ประเทศกำลังพัฒนาเป็นผู้ผลิต และส่งออกสินค้าเกษตร หรือสินค้าประเภทอาหาร ซึ่งมีราคาถูก และรวมทั้งส่งออก สินค้าอุตสาหกรรมราคาถูก เพื่อสนองความต้องการของตลาดล่าง (สำหรับผู้บริโภคที่มีรายได้/อำนาจซื้อต่ำ) ไม่มีความสามารถ และเชี่ยวชาญที่จะขายสินค้าของตนเอง ในตลาดต่างประเทศ ต้องขายผ่านพ่อค้าคนกลาง/ บริษัทการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ขาดอำนาจต่อรอง และยังต้องเผชิญกับ มาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ทั้งมาตรการทางด้านภาษีและทางด้านที่ไม่ใช่ภาษี แม้ในปัจจุบันการกีดกันทางด้านภาษีจะน้อยลงไปบ้าง แต่ก็มีมาตรการทางด้านที่ไม่ใช่ภาษีเข้มข้นขึ้น หรือมีลัทธิการคุ้มครองแบบใหม่ (ที่เป็นภาระหนักสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ที่ต้องการหารายได้เงินตราต่างประเทศ ต้องปรับปรุงสินค้าของตน ให้มีมาตรฐานคุณภาพระดับสากล ตามที่กำหนดโดยประเทศผู้ซื้อ/ ผู้นำเข้าซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น และต้องเผชิญกับการแข่งขัน ระหว่างประเทศกำลังพัฒนา ด้วยกันเองสูงขึ้น ทำ ให้สินค้าแม้จะพอขายได้แต่ก็ได้ราคาไม่ดีหรือไม่มีกำไรอะไรนัก) ในขณะเดียวกันประเทศกำลังพัฒนา ต้องนำเข้าสินค้าทุน และสินค้าเพื่อการบริโภคราคาแพง จากประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้การทำการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนา และประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศยากจน จึงต้องตกอยู่ในฐานะ เสียเปรียบมาโดยตลอด ทำให้ประเทศ เผชิญกับภาวะปัญหา การขาดดุลการค้าอย่างเรื้อรัง และในขนาดที่มากขึ้น และในขณะเดียวกันที่ประเทศพัฒนาแล้ว ได้เปรียบดุลการค้าเหนือประ เทศกำลังพัฒนามากมาย ทำให้มีทุนสะสมไว้มาก แล้วก็ไปขยายการลงทุนทั้งในประเทศ และทั่วโลก ทำให้ร่ำรวยมั่งคั่งขึ้นมากมาย การเผชิญกับภาวะดุลการค้าขาดดุลเรื้อรัง และในขนาดที่มากขึ้นของประเทศกำลังพัฒนา ทำให้หรือบังคับให้ต้องแสวงหาเงินตราต่างประเทศ (เพื่อให้มีขีดความสามารถในการนำเข้า และชำระหนี้) จากแหล่งอื่นๆ นอกเหนือจากแหล่งการค้าระหว่างประเทศ โดยผ่านทางการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ (ที่ทำให้มีภาระจะต้องจ่ายคืนทั้งเงินต้น และดอกเบี้ย) การส่งเสริมให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศ ทั้งการลงทุนโดยตรง และโดยอ้อม (ที่เมื่อไรเขาถอนการลงทุนออกไป ก็จะทำให้ประเทศมีปัญหา แต่ถ้าเขาหากินได้ดีเขาก็จะอยู่ต่อไปเรื่อยๆ แต่ก็จะปรากฏว่าสินทรัพย์ต่างๆ ภายในประเทศ ก็จะถูกโอนไปเป็นเจ้าของโดยต่างประเทศหมด) และการรับความช่วยเหลือ และร่วมมืออื่นจากต่างประเทศ (ที่เหตุผลที่แท้จริง ของการให้ความช่วยเหลือ ก็เพื่อประโยชน์ของผู้ให้ความช่วยเหลือเอง) ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจผ่านทางช่องทางต่างๆ ระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและ ประเทศพัฒนาแล้วดังกล่าว จึงเปิดโอกาสให้ต่างประเทศ (รัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้ว และบริษัทเอกชนต่างประเทศ/ บริษัทข้ามชาติ) ได้เข้ามาใช้ทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุดิบ ใช้แรงงานราคาถูก ใช้ทำเลที่ตั้งและบริการโครงสร้างพื้นฐาน ที่รัฐบาลประเทศกำลังพัฒนา ลงทุนมหาศาลในการสร้างขึ้น มา ใช้เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของประเทศกำลังพัฒนา และใช้เป็นแหล่งตลาด สำหรับการกระ จายสินค้าจากต่างประเทศ (จากประเทศพัฒนาแล้ว) ทำให้เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา ต้องขึ้นอยู่อย่างหนักกับประเทศพัฒนาแล้ว (อ่านต่อในครั้งต่อไป) ประชาชาติธุรกิจ หน้า 8 ++++++++++++++ เอเปกและปัญหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (จบ)คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ โดย ดร.ฉวีวรรณ สายบัว ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6 วันที่ 03 พฤศจิกายน 2546 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3528 (2728) ความร่วมมือยากที่จะเกิดขึ้นได้จริง การพัฒนาเศรษฐกิจโลกภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ประเทศพัฒนาแล้วจึงประสบความสำเร็จของการพัฒนาภายใต้ระบบนี้ ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งอยู่ภายใต้ระบบนี้เช่นเดียวกันกลับประสบความล้มเหลว เพราะยุทธศาสตร์การพัฒนาโดยอาศัยทรัพยากรจากต่างประเทศ (ทั้งทุน เทคโนโลยีและสินค้าและบริการต่างๆ) แม้จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาเติบโตขึ้นมาก แต่ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศกำลังพัฒนาที่ร่อยหรอลง ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศก็ยังด้อยพัฒนาทางเศรษฐกิจ ยังยากจน และเป็นความยากจนอย่างเรื้อรัง ภาระหนี้สินต่างประเทศของประเทศกำลังพัฒนาที่นับวันก็ยิ่งพอกพูนสูงขึ้นจนน่าเป็นห่วงว่าจะเกิดขีดความสามารถในการชำระหนี้ (เพราะหนี้สินต่างประเทศของประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉลี่ยไม่ควรเกินร้อยละ 25 ของจีดีพีตามที่มีผู้ศึกษาไว้) การพึ่งทรัพยากรต่างประเทศก็ยังไม่เห็นว่าจะลดน้อยลงได้ ในขณะที่ราคาพลังงาน เทคโนโลยีและวัตถุปัจจัยนำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นกว่าสินค้าที่ประเทศกำลังพัฒนาผลิตได้และส่งออกเป็นอันมาก ผลประโยชน์หรือความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาเศรษฐกิจโลกโดยรวม ส่วนใหญ่หรือเกือบจะทั้งหมดจึงตกเป็นของหรือครอบครองโดยประเทศพัฒนาแล้ว (หรือโดยจำนวนคนเพียงไม่เท่าไหร่ของโลกคือรัฐบาลของประเทศร่ำรวยพร้อมด้วยบริษัทข้ามชาติของประเทศเหล่านั้นกับผู้ปกครอง/อภิสิทธิ์ชนในประเทศกำลังพัฒนา) ทำให้เกิดปัญหา "ความไม่สมดุล" (imbalance) หรือปัญหา "ช่องว่าง" (gap) ทั้งในระดับประเทศและในระดับระหว่างประเทศ กล่าวคือประเทศที่ก้าวหน้าก็ก้าวหน้ากว่ามาก ประเทศที่ร่ำรวยก็ร่ำ รวยกว่าส่วนที่เหลือของโลกมาก มองเห็นว่าเป็น ปัญหาหนักมากหรือช่องว่างมันห่างกันมาก ทำให้คนข้างบนที่ก้าวหน้า/มั่งคั่ง มันเกี่ยวกับส่วนที่เหลือของโลกไม่ได้ และช่องว่างนี้ต่อๆ ไปก็ยังห่างกันมากขึ้น นำไปสู่ "การพังของประเทศ" หรือ "การพังของโลก" ได้เลย เพราะคนส่วนใหญ่ที่ยังอ่อนแอ/พึ่งตนเองไม่ได้ของโลกในประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องจมอยู่กับความยากจน การขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ต้องตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ ต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ตลอดมา (แก่คนที่มีอำนาจเหนือกว่า มั่งคั่งกว่า เก่งกว่าและมีทุนมากกว่า) โดยดูเหมือนว่าจะไม่สามารถทำอะไรให้ดีขึ้นได้เลยเพื่อให้หลุดพ้นไปจากสภาพที่ต้องเผชิญเหล่านี้ จึงนำมาซึ่งความรู้สึกกดดัน ความคับแค้นข้องใจ ความสิ้นหวังและจนถึงความรู้สึกเกลียดชังมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้มันถูกสะสมและเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน จนนานวันเข้า (เมื่อถูกแย่งชิงผลประโยชน์/ ถูกรุกรานจากคนที่เก่งกว่า/ได้เปรียบกว่าจนไม่เหลือพื้นที่ที่จะถอยร่นไปไหนได้แล้ว หรือตกอยู่ในภาวะจนตรอก) คนเหล่านี้ในทุกที่ทั่วโลกร่วมกับผู้คนที่รักความยุติธรรมในทุกที่ทั่วโลกเช่นกันในที่สุดก็ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงที่จะต้องลุกขึ้นมาแสดง ออก ลุกขึ้นมาต่อสู้ ลุกขึ้นมาเรียกร้องขอความยุติธรรม ลุกขึ้นมาเดินขบวนต่อต้าน ลุกขึ้นมาก่อความไม่สงบ และจนถึงขั้นการทำสงครามหรือการก่อการร้าย (จากเหตุประกอบด้านพื้นฐานความเชื่อ/ความเชื่อทางศาสนา หรือวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของผู้คนในโลกด้วย เป็นต้นว่าระหว่างชาวคริสต์และชาวมุสลิม) ดังกล่าวเพื่อเป็นการโต้ตอบเอากับบุคคล องค์กร ประเทศ กลุ่มประเทศหรือสิ่งต่างๆ ที่ถูกมองว่าเป็นสาเหตุของการที่คนส่วนใหญ่ของโลกต้องตกอยู่ในสภาพการณ์ดังกล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นผู้นำ/ รัฐบาลที่ชอบใช้อำนาจหรือเป็นเผด็จการ/รัฐบาลที่ฉ้อฉลของประเทศตนเอง กระแสโลกาภิวัตน์ การค้าเสรี ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ประเทศพัฒนาแล้ว/ผู้นำและรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วหรือบรรดาประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก บริษัทข้ามชาติและองค์กรระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติ ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟและองค์การการค้าโลกที่มีประเทศทั่วโลกเป็นสมาชิก (ตลอดจนองค์กร/เวทีความร่วมมืออื่นๆ ที่ชี้นำแนว ทางการพัฒนา ส่งเสริมการพัฒนาตามๆ กัน แหล่งสนับสนุนทางการเงิน/ทุนและอื่นๆ เวทีเสนอปัญหา เวทีร่วมมือแก้ไขปัญหา เวทีการเจรจาต่อรองผลประโยชน์และอื่นๆ ระหว่างประเทศสมาชิก) ที่ดูเหมือนไม่เคยประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาความแตกต่าง/ความขัดแย้ง/ช่องว่างระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน จึงทำให้ปัญหาทางโครงสร้าง/รากฐานของเศรษฐกิจโลกไม่เคยได้รับการเยียวยาแก้ไขให้ลดน้อย แต่สภาพการณ์กลับยิ่งเป็นตรงกันข้ามดังกล่าว จึงถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือ/กลไกในการรักษาผลประโยชน์/แสวงหาผลประโยชน์ของประเทศมหาอำนาจตะวันตก/ ประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น แม้ว่าในวันนี้ประเด็นปัญหาความยากจนและปัญหาความแตกต่าง/ช่องว่างระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน (ที่นับวันจะวิกฤตและสามารถเป็นสาเหตุแห่งการพังทลายลงของเศรษฐ กิจและสังคมโลกได้) ได้เริ่มมีการตระหนักถึงกันแล้วและถูกนำเข้าสู่การพิจารณาเพื่อหาช่องทางในการแก้ไขปัญหาในการประชุมกลุ่มประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจโลก ในที่ประชุมองค์กรระดับโลกและในที่ประชุมของเวทีความร่วมมือในระดับอื่นๆ แต่ดูเหมือนว่าก็ยังไม่มีทางออกสำหรับปัญหากันจริงๆ เพราะฉะนั้นกลไกการแข่งขันทางเศรษฐกิจโดยเสรีและกลไกตลาดที่เป็นมาจนถึงปัจจุบันที่มีผลทำให้เกิดปัญหาช่องว่างในฐานะและความแข้มแข็งทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนามันห่างกันมากและยิ่งห่างกันมากขึ้นต่อๆ ไป เพราะดังที่เคยเขียนถึงมาแล้วเป็นต้นว่า (1) การค้าเสรี/การแข่งขันเสรีทีไร คนที่เข้มแข็ง/ คนที่เก่งกว่าชนะทุกทีไป คนอ่อนแอสู้ไม่ได้ (เพราะที่พูดว่า/บอกว่าแข่งขันนั้น แข่งขันอะไรกันในเมื่อคนแข่งขันแตกต่างกันทั้งฐานะและความมั่งคั่ง การศึกษา ความสามารถและอื่นๆ แล้วคนอ่อนแอกว่าจะสู้ได้อย่างไร) (2) การมุ่งแต่แสวงหากำไรของนายทุนก็ไปทำ ลายคุณค่าอื่นๆ ของมนุษย์ (โดยอุตสาหกรรมเท่า นั้นคือการผลิตที่แสวงหากำไรอย่างอื่นไม่ใช่เลย) (3) เศรษฐกิจในยุคสารสนเทศในปัจจุบันที่มีความผันแปรและความแตกต่างกันอย่างใหญ่หลวงทั้งในแง่ความสามารถในการเอาความรู้/สารสนเทศไปทำให้เกิดประโยชน์หรือสร้างมูลค่าเพิ่มและความสามารถในการผลิตเทคโนโลยีใหม่ การเอาความรู้/สารสนเทศไปใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกันโดยเฉพาะระหว่างเศรษฐกิจก้าวหน้าและประเทศที่มีการพัฒนาน้อยมันทำให้เกิดการที่เศรษฐกิจก้าวหน้าเกี่ยวหรือเชื่อมกันไม่ติดมากขึ้นไปอีกกับประเทศที่มีการพัฒนาน้อย หรือมันยิ่งก่อให้เกิดปัญหา "ความขัดแย้ง" มากขึ้นไปอีกทั่วโลก และ (4) เมื่อประเทศร่ำรวยขายสินค้าให้ประเทศยาก จนมากมายมากกว่าประเทศยากจนขายให้แก่ประเทศร่ำรวยมาก ถ้าประเทศร่ำรวยไม่พยายามทำให้ประเทศยากจนมีรายได้บ้าง วันหนึ่งคนในประเทศยากจนจะเอาเงิน/รายได้ที่ไหนไปซื้อสินค้าจากประเทศร่ำรวยได้อีกต่อไป เช่นเดียวกันแนว ทางการแก้ไขปัญหาการเติบโตที่ชะลอตัวลง/ชะงักงันของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ต้องทำให้ประเทศกำลังพัฒนารวยขึ้นมาจึงจะมีอุปสงค์สำหรับสินค้าไฮเทคขึ้นมาได้ หรือผู้ขายจะรวยขึ้นไม่ได้ถ้าทำให้คนจนซึ่งเป็นผู้ซื้อรวยขึ้นไม่ได้ แล้วใคร ประเทศใดหรือกลุ่มประเทศใดจะเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาหรือจะเป็นความร่วมมือร่วมกันระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศยากจนอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหาทางโครงสร้าง/รากฐานเหล่านั้น หรือมันจะต้องมีการปรับเปลี่ยนทางโครงสร้างและสถาบันต่างๆ ภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุน นิยมกันไปอย่างไรที่จะไปมีผลทำให้ปัญหาทาง โครงสร้าง/รากฐานเหล่านั้นคลี่คลายลง/แก้ไขได้ ดังกล่าวมันเป็นประเด็นปัญหาเรื่อง "ความเป็นผู้นำ" (leadership) ของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และโดยเฉพาะความเป็นผู้นำของประเทศสหรัฐอเมริกาในฐานะประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก และของประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาตามลำดับชั้นลงมาที่เป็นกุญแจสำคัญของทางออกของปัญหาโลกดังกล่าว ซึ่งมันต้องการ "ผู้นำที่แท้" หรือผู้นำจริงๆ (authentic leader) คือคนที่เกิดมาเพื่อทำตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น คือคนที่สร้างคนอื่นได้ คือคนที่ไม่คิดถึงตนเองเลย จะเป็นคนเช่นนั้นได้ต้องมีความรักและความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเป็นที่สุด มีความเป็นมนุษย์ มีความถ่อมตนและมีสติปัญญา ผู้นำจริงๆ จึงเป็นเรื่องความสัมพันธ์กับผู้อื่น ความสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นอย่างไรจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะฉะนั้นถ้าผู้นำของโลกในทุกระดับชั้นลงมาดังกล่าวมีบุคลิกภาพ/คุณลักษณะของผู้นำที่แท้/ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ (กันบ้าง) การสร้างความร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาของโลก/ มนุษยชาติก็น่าจะเกิดขึ้นได้จริง และแนวทางการแก้ไขปัญหาทุกด้านของโลกแม้แต่ในเรื่องการสร้างสันติภาพขึ้นในโลก (เพื่อแก้ปัญหาสงคราม/ การก่อการร้าย) จะต้องทำเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอาณาจักรพระผู้เป็นเจ้า (kingdom of god) ให้กลับคืนมา (หรือคือการที่มนุษย์ทั้งโลกต้องกลับไปหาพระผู้เป็นเจ้า) ไม่เช่นนั้นก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาได้ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอะไร แต่อย่างไรก็ตามเพราะความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมันครอบงำเหนือด้านอื่นของชีวิตมนุษย์ ทำให้ด้านศีลธรรมของมนุษย์หมดไป จิตวิญญาณของทั้งคนรวยและคน จนมันจึงตายหมด ความรู้สึกและสำนึกดีๆ ไม่มีกันเลย มันจึงดูเหมือนว่าจะไม่มีหรือขาด แคลนผู้นำที่แท้/ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่จะนำและก่อให้เกิดความร่วมมือร่วมใจกันในการแก้ไขปัญหาของโลก/ มนุษยชาติ เพราะฉะนั้นสถานการณ์โลกจึงตกอยู่ในสภาพความไม่แน่นอน (uncertainty) ความทระนงตน (arrogance) และขาดความสามารถ (incompetency) ผลต่อโลกก็คือ "ยุ่งกันทั้งโลก" (disintegration) โดยไม่รู้ตัว และกรณีประเทศไทยโดยเฉพาะ ถ้าคนไทย (โดยเฉพาะชนชั้นสูงไทย) ไม่เลิกเป็นเปรตกัน (หรือไม่กลับมามีความเป็นมนุษย์กันตามที่ท่านพุทธทาสเคยพูดไว้) ก็ไม่มีวันจะแก้ปัญหาอะไรได้ทั้งปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาด้านอื่นๆ |
| กลับหน้าแรก |