|
เอเปคกับคนจน
: ค้าเสรีพิธีกรรม
โดย วิวัฒน์ชัย อัตถากร คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า มติชนรายวัน วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 9355 การประชุม 21 ผู้นำเอเปค ช่วง 20-21 ตุลาคม 2546 ที่กรุงเทพฯ สร้างความปลื้มปีติกับหลายฝ่าย ทั้งรัฐบาลและธุรกิจเอกชน สำหรับรัฐบาลก็ถือเป็นเกียรติประวัติครั้งสำคัญยิ่งเลยทีเดียว ไทยนั้นมุ่งมั่นสืบสานอุดมการณ์เอเปค ที่นำไปสู่การเปิดเสรีการค้าและการลงทุนเต็มรูปให้ได้ภายในปี 2556 และ 2563 สำหรับสมาชิกที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนาตามลำดับ อันเป็นที่รู้จักในนาม "เป้าหมายโบกอร์" ตามคำแถลงการณ์ ณ เมืองโบกอร์ อินโดนีเซีย ว่าด้วยเจตนารมณ์ร่วมของเอเปคปี 2537 ซึ่งหลายฝ่ายเสนออยากให้ร่นเป้าหมายเร็วขึ้น พูดให้ชัดเข้าใจให้ง่ายเข้าก็คือ จับทุกชาติสมาชิกเข้าวิ่งแข่งขันใน "ลู่วิ่ง" เดียวกัน ฟังแล้วอดตื่นเต้นไม่ได้ ที่ไทยจะได้ทาบชั้นกระทบไหล่ดารากับบรรดานักวิ่งของชาติใหญ่ๆ ระดับโลก คงต้องเอาใจช่วยไม่ให้สะดุดขาตนเองล้มกลิ้งกลางทางกันเสียแต่เนิ่นๆ คำขวัญเอเปค 2003 ที่ว่า "โลกแห่งความแตกต่าง : หุ้นส่วนแห่งอนาคต" "(A World of Differences : Partnership for the Future) เอกสารราชการไทยสรุปความหมายไว้ คือการสร้างความเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกันระหว่างสมาชิกเอเปค เพื่อนำจุดแข็งที่แต่ละสมาชิกมีอยู่ไม่ว่าจะเหมือนหรือแตกต่างกันออกไป มาแปลงเป็นโอกาสของความร่วมมือ เพื่อสร้างสรรค์อนาคตที่ดีขึ้นสำหรับสมาชิกเอเปคทั้งหมด นับเป็นถ้อยคำที่งดงาม จับใจ ดูดี ฟังแล้วสบายอารมณ์ ปลอดโปร่ง เป็นยิ่งนัก หากไม่คิดต่อคิดลึกเพื่อดูความเป็นไปได้มีมากน้อยแค่ไหน เนื้อหาของถ้อยคำสวนทางกับความเป็นจริงหรือไม่ ตัวอย่าง เช่น ความเป็นหุ้นส่วนที่เท่าเทียม แค่มองโครงสร้างอำนาจในเอเปค ก็ไม่รู้ว่าจะเท่าเทียมกันได้อย่างไรหากการครอบงำโดยอำนาจสหรัฐอเมริกายังดำรงอยู่ การนำเรื่อง "ก่อการร้าย" เข้าหารือในการประชุมเอเปคเที่ยวนี้ด้วย ก็เพราะเป็นความต้องการของมหาอำนาจสหรัฐใช่หรือไม่ การอ้างว่า ความมั่นคงกับเศรษฐกิจต้องไปด้วยกัน ฟังดูแล้วช่างเหมือนตอนสหรัฐให้เงินเหลือก้นถุงจำนวนเล็กน้อยในนามความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา(Aid for Development) เพื่อแลกกับการใช้ฐานทัพในไทยยุคสงครามเวียดนาม ในแผนพัฒนาของไทยตอนนั้นระบุชัดเจนเลยว่า การสร้างความมั่นคงทางการทหารไปด้วยกันได้กับการพัฒนาเศรษฐกิจ... ความคิดแบบเก่านี้ได้หวนคืนชีพมาอีกแล้วในวันนี้ เอเปคก่อตั้งมา 14 ปีแล้ว ในรอบ 10 ปี จัดประชุมผู้นำปีละครั้ง เอเปค 2003 ที่กรุงเทพฯ จึงนับเป็นครั้งที่ 11 แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่า ไม่มีการประชุมครั้งใดเลยที่มีการจัดระเบียบวาระเรื่องของคนจนโดยเฉพาะ หากมีบ้างก็เป็นเรื่องโดยอ้อมห่างไกลจากปัญหาพื้นฐานรากเหง้าของความยากจน ไม่เคยสักครั้งที่เปิดโอกาสให้คนจนเข้าร่วมสังเกตการณ์ ไม่เคยสักครั้งที่จะให้ตัวแทนคนจนเข้าร่วมชี้ปัญหาของเขาแม้กระทั่งในระดับอื่นๆ ทั้งๆ ที่มีการประชุมหลายเวทีหลายระดับก่อนมาถึงระดับผู้นำ มีคณะกรรมการ/คณะอนุกรรมการ/คณะทำงานหลายสิบคณะ จัดขึ้นในภาคเหนือ/ภาคใต้ และภาคอีสาน แหล่งที่มีคนจนอาศัยอยู่มากที่สุดของประเทศ ค่าใช้จ่ายการประชุมเอเปคคงมากโขอยู่ แต่ก็ไม่เคยนำประมาณการตัวเลขค่าใช้จ่ายมาแถลงให้สาธารณชนได้ทราบบ้าง ชนชั้นปกครองเอเปคอาจคิดว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่จะยอมให้คนจนเข้านั่งในเวทีอย่างนี้ ก็ไหนชอบอ้างเสียจริงว่า "ค้าเสรี" จะดีกับคนจน จะช่วยจ้างงาน สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต... ถ้าดีจริงก็น่าจะให้คนจน ซึ่งประกอบด้วยเกษตรกรจำนวนมาก รวมทั้งชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ชาวประมง กรรมกร ข้าราชการผู้น้อย คนตกงาน คนเร่ร่อน คนไร้บ้าน แรงงานเด็กและสตรี ผู้ไร้ญาติขาดมิตร ผู้ด้อยโอกาส และคนชายขอบ ฯลฯ ได้มีส่วนร่วมกับเรื่องที่กระทบการทำมาหากินในวิถีชีวิตของพวกเขาบ้าง หรือว่านิยาม "ความยากจน" คือความทุกข์ยากลำบากที่ยอมรับไม่ได้ในมาตรฐานเชิงศีลธรรม โปรดอย่านิยามความยากจนในความหมายคับแคบแบบ "จนเงิน" อย่างที่ธนาคารโลกและสภาพัฒน์นิยามเลย ต้องเสียเวลามานั่งแก้ความยากจนแบบวนเวียนในอ่างซ้ำซากมาร่วม 50 ปีแล้ว เอเปคนั้นเป็นกลุ่มค้าเสรีใหญ่ที่สุดในโลก มีประชากรกว่า 2.5 พันล้านคน ส่วนแบ่งในการค้าโลกเกือบร้อยละ 50 GDP ตกราว 19 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของโลก นับเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าเศรษฐกิจการค้าสูงสุด แต่ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่กลับมีคนจนเยอะ กว่า 500 ล้านคน ยากจนมีรายได้ต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ต่อวัน แค่เมืองไทยก็ปาเข้าไป 10 ล้านคนแล้ว ไหนจะประเทศอื่น เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ชิลี เม็กซิโก เปรู เวียดนาม ปาปัวนิวกีนี จีน มาเลเซีย ฯลฯ อีกล่ะ แม้แต่ในสหรัฐก็มีคนจนอาศัยอยู่ไม่น้อย เอเปคละเลยไม่ใส่ใจมองข้ามคนกลุ่มใหญ่นี้ได้อย่างไร ค้าเสรีขายของให้คนรวยพอหรือ ถ้าไม่ขายตลาดคนจนด้วย แม้แต่รายงานองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนา(UNDP) เรื่องการพัฒนาคนเองยอมรับว่า คนจนได้รับประโยชน์น้อยมาก จำกัดมาก จากค้าเสรีโลกาภิวัตน์ ขณะที่บรรษัทข้ามชาติของประเทศใหญ่ตักตวงผลประโยชน์มหาศาลอย่างรวมศูนย์ (UNDP,Human Development Report,1999) การประชุมเอเปคที่ไทยเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ มีผู้บริหารระดับสูง(ซีอีโอ) ของบรรษัทชั้นนำระดับโลก 500-600 แห่ง เข้าร่วมประชุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจผูกขาด บางแห่งมียอดขายแต่ละปีสูงกว่า หรือพอๆ กันกับ GDP ของไทยทั้งปี เอเปคมีเจตนารมณ์เด่นชัดที่จะขยายบทบาทของภาคธุรกิจเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม เช่นมีการจัดการประชุมสมาชิกสภาที่ปรึกษาธุรกิจ และการประชุมระดับผู้นำองค์การธุรกิจ เข็มมุ่งคือเหล่าบรรษัทจะได้มีอิทธิพลต่อนโยบายและมาตรการต่างๆ ของเอเปคให้กำหนดขึ้นตรงตามความต้องการ ภาคบรรษัทมากยิ่งขึ้น ชัดเจนเลยว่าเปิดทางต้อนรับเหล่าบรรษัทข้ามชาติและมหาเศรษฐีระดับโลกอย่างเต็มที่ แต่ทำไมต้องกีดกันการเดินขบวนอย่างสันติ ปิดกั้นโอกาสการสะท้อน "ทุกข์ร้อน-อุ่น-เย็น" ของคนจนด้วยล่ะ การเบียดขับขบวนการคนจนไม่ให้มีที่ยืนในเวทีโลก หนีไม่พ้นที่จะถูกมองว่า "ลำเอียง-เลือกปฏิบัติ" ด้วยเหตุนี้กระมัง บรรดาคนเร่ร่อน-คนไร้บ้าน ตลอดจนสุนัขจรจัด จึงต้องถูกจัดระเบียบสังคม เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2546 นี้ ที่ประชุมเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนนานาชาติแห่งเอเชียแปซิฟิก ซึ่งจัดประชุมขึ้นที่อาคารเอสแคป(Eacap) หรืออาคารคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคม สำหรับเอเชีย-แปซิฟิก แห่งสหประชาชาติ(กรุงเทพฯ) ได้นำเสนอทรรศนะต่างมุมกับผู้นำเอเปค โดยเห็นว่าการประชุมเอเปคจัดขึ้นในประเทศไทยครั้งนี้เอื้อต่อกลุ่มทุน และบรรษัทข้ามชาติมากกว่าการขจัดความยากจนให้กับประเทศสมาชิก การประชุมครั้งนี้เพื่อกำหนดมาตรการต่างๆ ในการลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนเสรี หากแต่ยุทธศาสตร์ต่างๆ เหล่านั้นกลับจะเพิ่มเติมความยากจนให้แต่ละประเทศมากกว่า เอเปคมักออกตัวว่าห่วงใยต่อเป้าหมายการพัฒนา แต่แท้จริงแล้วสนใจเฉพาะเรื่องการแปรรูปต่างๆ การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ภายในของประเทศตน เพื่อดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ จะทำให้แรงงานราคาถูก โดยเฉพาะแรงงานหญิงและเด็ก ถูกเอาเปรียบยิ่งขึ้น ที่ประชุมภาคประชาชนเห็นว่า เป้าหมายการพัฒนาของสหประชาชาติที่จะลดสัดส่วนคนจนลงนั้น ยังขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะคนยากจนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดแนวทาง เป้าหมาย และการแก้ไขปัญหาความยากจนของตนเอง ส่วนผู้นำสมัชชาคนจนของไทย เห็นว่านโยบายของรัฐบาลที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะขจัดความยากจนภายใน 6 ปีนั้น เป็นนโยบายเพ้อเจ้อ ไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้จริง เพราะนโยบายดังกล่าวมิได้กำหนดโดยคนจน จึงทำให้แก้ปัญหาความยากจนไม่ตรงกับความต้องการของคนจน อีกทั้งรัฐบาลเองก็ยังขาดความเข้าใจในปัญหาของคนจน "ค้าเสรี" ก็ดีอยู่หรอก เพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP ของโลกและของประเทศ) ขายของได้เพิ่ม เงินอู้ฟู่ในกระเป๋า แต่งตัวสวยงาม มีข้าวของเครื่องใช้ที่ทันสมัย มันก็ดู "แฮปปี้" ดีนะ แต่เศรษฐกิจที่โตขึ้น ตลาดกว้างใหญ่ขึ้น เป็นส่วนแบ่งของคนกลุ่มใดกันบ้าง ส่วนแบ่งของคนจนนั้นต้องรอแล้วแต่เขาจะเอื้ออาทร แล้วแต่เขาจะแบ่งให้ในนาม "ความมั่นคงทางสังคม" (Social Safety-Net) หลังจากบอบช้ำแล้วจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่าง "โครงการมิยาซาว่า" หรือ "กองทุนหมู่บ้าน" ฯลฯ ทำนองพอได้เฮไปพักๆ พอมีแรงเป็นกรรมกร-ชาวนาให้เขาขูดรีดค่าจ้างหล่อเลี้ยงกระบวนการผลิตทุนนิยมต่อไปได้ โดยไม่ต้องล้มตายไปเสียก่อนกระนั้นหรือ โลกทุนนิยมที่ไม่มีคนจนจะสามารถสะสมทุนจนเติบใหญ่ได้อย่างไร ลำพังเศรษฐกิจใหม่(New Economy) หรือค้าอิเล็กทรอนิกส์(E-Commerce) "แบบดิจิตอล" ก็ยังต้องมีคนจนหล่อเลี้ยงรับใช้อยู่ดี จากโรงนาถึงโรงงาน...ถึงเศรษฐกิจโลก หากโลกใบนี้ไม่มีกรรมกร-เกษตรกร ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมจะดำรงตนอยู่ต่อไปได้หรือไม่? คนรวยจะยอมใช้แรงงานแบกหามไหมล่ะ คนรวยที่ชอบปั่นหุ้น ปั่นมูลค่าที่ดิน เอาเปรียบคนอื่นแล้วรวย ก็ต้องระวังสำลักฟองสบู่เข้าสักวัน นายเดวิด มอริส ชาวอเมริกัน ผู้อำนวยการและรองประธานสถาบันการพึ่งตนเองแห่งท้องถิ่น กล่าวว่า "ค้าเสรี" คือศาสนาแห่งยุคสมัย เศรษฐกิจโลกเสมือนเป็นสวรรค์ชั้นฟ้า มีปรัชญาและทฤษฎีที่ใช้สูตรคณิตศาสตร์ชั้นสูงเป็นแบบจำลองตัวเลขสนับสนุนหลักการค้าเสรีให้ดูขลัง แต่ถึงอย่างไรการวิเคราะห์ขั้นสุดท้ายก็ยืนยันว่า "ค้าเสรี" เป็นเพียง "กลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ" มากกว่าจะเป็น "คำสั่งสอนทางศีลธรรม" เสแสร้งว่าเป็นกลาง/ปลอดจากระบบคุณค่า/ค่านิยมใดๆ ทั้งที่โดยเนื้อแท้แล้วมันคือตัวขับเคลื่อนคุณค่าแบบพอกพูนกิเลสในใจคนล้นเกินไม่หยุดหย่อนต่างหาก มีข้อสมมุติสินค้าดีสุดต้องซื้อหามาบำบัดความสุขทางใจให้มากที่สุด มีข้อสมมุติว่าการเคลื่อนย้ายทุน วัสดุ สินค้า และผู้คนนั้นสำคัญกว่าเหนือกว่า "ความเป็นอิสระ-เอกราช-อธิปไตย" และ "วัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่น" แทนที่จะส่งเสริมสร้างสรรค์ความสัมพันธ์ของสังคมที่ยั่งยืนอุดมการณ์การค้าเสรีกลับยึดโยงในนิยามคับแคบ ว่าด้วย "ประสิทธิภาพ" ในการชี้นำการกระทำของเรา พวกเราถูก "ล้างสมอง" มาชั่วอายุคนทั้งชีวิต ว่ามีแต่สิ่งดีๆ มีประโยชน์ในแนวทางค้าเสรี โดยเฉพาะเริ่มการแข่งขันสร้างนวัตกรรม เพิ่มผลิตภาพทำให้ราคาถูกลง การแบ่งงานกันทำก่อให้เกิดความถนัดเฉพาะอย่าง จนเพิ่มผลิตภาพและส่งผลต่อราคาต่ำลงเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ยิ่งผลิตมาก ยิ่งแบ่งงานกันทำเพิ่มพูนความถนัดเฉพาะอย่าง ยิ่งสร้างประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ฯลฯ ข้อโต้แย้งสนับสนุนค้าเสรีจึงทรงพลังยิ่งนัก ทั้งที่ผลวิจัยเชิงประจักษ์จำนวนมากแสดงถึงผลกระทบของทุนผูกขาดต่อผู้บริโภคอันไพศาล ต่อเกษตรกรและต่อคนจนทั่วโลก "ค้าเสรี" สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นเสมือน "เทพเจ้าองค์ใหม่" ในใจคน การเสพสุขอย่างไร้ขีดจำกัดของสังคมไทย ก็คือการเดินเข้าสู่อ้อมกอดเทพพระเจ้าองค์นี้ แล้วคนไทยจะต้องซบหลับใน "อ้อมกอด" ของพระองค์อีกนานเท่าใดหนอ! กระแสเอเปคขณะนี้จึงจมลึกไปกับ "สีสันของการค้าเสรี" ด้วยแรงกระตุ้นโดยขบวนการบริโภคนิยมสากลและภายในประเทศ โดยปราศจากการตั้งคำถาม "ด้านบวกกับด้านลบ" หรือ "ด้านสว่างกับด้านมืด" ดังเช่นปรัชญาตะวันออกเยี่ยงพุทธปรัชญา ที่มองสรรพสิ่งล้วนแล้วมีสองด้านขึ้นไปเสมอ หากย้อนกลับไปพิจารณาประวัติศาสตร์มนุษยชาติจะเห็นว่า การค้าของโลกอยู่ในยุคพาณิชย์นิยม(Mercantilism)ไล่ล่าเมืองขึ้น ประเทศใหญ่ไล่บดขยี้ประเทศเล็กนานนับ 250 ปี ก่อนค้าเสรีทุนนิยมจะเกิดขึ้นมาแทนที่(ปี พ.ศ.2219) จากอาดัม สมิต(บิดาของทุนนิยม) สู่ เดวิด ริคาร์โด(ทฤษฎีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ) สนับสนุนการเปิดเสรีค้าขายระหว่างกัน จากสำนักคิดคลาสสิคขับเคลื่อนมาถึงสำนักคิดคลาสสิคใหม่จนถึง "เสรีนิยมใหม่" ในปัจจุบัน แต่กระนั้นก็ตาม "ความลงตัว" ก็ยังไม่บรรลุ มี "ค้าเสรี" แต่ก็มี "การกีดกัน"(Protectionidm) มากมาย คืออยากขายของให้คนอื่นแต่ไม่อยากซื้อเขา จนเกิดเป็นการแก้เกมการกีดกัน "แบบทวิภาคี"(เช่นข้อตกลงค้าเสรี "ไทย-จีน" "ไทย-อินเดีย" "ไทย-สหรัฐ") "แบบรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ" หรือ "แบบร่วมมือในภูมิภาค"(เช่น อย่างเอเปค อาเซม อาฟต้า) และ "แบบพหุภาคี"(องค์การการค้าโลกเป็นเจ้าภาพ) ซึ่งยังมีความลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ลงตัว เพราะผลประโยชน์ขัดกัน ก็ยอมกันบ้างไม่ยอมกันบ้าง ทะเลาะกันเป็นระยะระหว่างประเทศใหญ่กับใหญ่ ใหญ่กับเล็ก เล็กกับเล็ก แต่ต่างก็พร่ำเทศนา(Preaching) สั่งสอนท่องคาถาว่า "ค้าเสรี" ดีเป็นเลิศนั่นแหละ เมื่อหวนรำลึกถึงประวัติศาสตร์อเมริกัน ปี ค.ศ.1854 (หรือ พ.ศ.2397) ครั้งที่ประธานาธิบดีแฟรงกลิน เพียซ์ บังคับซื้อที่ดินจากอินเดียแดง "ซีแอตเติ้ล" ผู้นำชนเผ่าอินเดียแดงได้เขียนสุนทรพจน์ตอบข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีสหรัฐ ที่บังคับซื้อที่ดินของพวกเขาอย่างไม่เป็นธรรม นับเป็นสุนทรพจน์ที่มีความลึกซึ้งและกินใจ ได้รับการยกย่องว่า เป็นการบรรยายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมอย่างน่าประทับใจที่สุด รัฐบาลอเมริกันยังเก็บรักษาสุนทรพจน์นี้ไว้เป็นอย่างดี ความตอนหนึ่งเขียนว่า "... ความอบอุ่นของแผ่นดินเขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดเช่นนี้เป็นสิ่งแปลกประหลาดสำหรับพวกเรา หากความสดชื่นของอากาศ และความใสสะอาดของธารน้ำนั้น มิได้เป็นทรัพย์สมบัติของส่วนตัวของเราแล้ว ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร ทุกส่วนของแผ่นดินถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์...เทพเจ้าประทานแผ่นดินส่วนนี้ไว้ให้แก่เรา เรารู้ดีว่าคนผิวขาวไม่เข้าใจวิถีชีวิตของเราสำหรับเขาแล้วแผ่นดินไหนๆ ก็เหมือนกันหมด เพราะพวกเขาคือคนแปลกถิ่นที่เข้ากอบโกยทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาอยากได้...ถ้าเราไม่ยอมขาย(ที่ดิน) พวกเขาก็จะขนปืนมายึดดินแดนเรา..." (ถอดความเป็นภาษาไทยโดย พิศิษฐ์ ณ พัทลุง) วันนี้การพัฒนาในนาม "ตลาดเสรี" รูปแบบนุ่มนวล ซ่อนรูปขึ้นเยอะ แต่เนื้อหา ก็ยังวนเวียนแบบเดิมเยี่ยงในอดีตหรือไม่ ก็ลองพิจารณาดู(เช่นการบีบให้ออกกฎหมาย อย่าง พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจต่างด้าว พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ กฎเกณฑ์ค้าเสรีเปิดตลาดอย่างไม่จำแนก สิทธิบัตรยา สินค้าเกษตร ร้านโชห่วยเจ๊ง เกษตรกรรายย่อย พ่อค้าผู้ประกอบการรายย่อยล้มละลาย ฯลฯ) จากอดีตถึงปัจจุบัน ประวัติศาสตร์คนจนถูกรุกไล่ทุบมาโดยตลอด จาก "เรือปืน" มาเป็น "ค้าเสรี" และ "การยึดครองทางจิตวิญญาณ" ผู้นำไทยควรเสนอ "ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง" เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนต่อที่ประชุมเอเปคครั้งนี้ ปรัชญานี้จะเยียวยาความยากจนแบบเปิดกว้าง ไม่ใช่แค่ระดับประเทศแต่รวมทั้งระดับโลก ยิ่งไปกว่านั้นควรเปิดเวทีจัดให้มีการสนทนาหารือ(Dialogue) ให้โอกาสคนจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเวทีเอเปคโดยตรง เช่นเรื่องการเปิดตลาดเสรีสินค้าเกษตรว่าดีต่อเกษตรกรรายย่อยจริงหรือไม่ เป็นต้น หากเอเปคยังไม่ปรับเปลี่ยนแนวทางไปใส่ใจคนจนและคนด้อยโอกาสกันบ้าง ก็สมควรเปลี่ยนชื่อจากเดิม APEC(Asia Pacific Economic Cooperation) เป็นชื่อ APEC ใหม่ว่า "Anti-Poor Economic Cooperstion) แปลเป็นภาษาไทยว่า "กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพื่อต่อต้านคนจน" จะได้ตรงกับบทบาทที่แท้จริง การประชุมผู้นำเอเปคอย่างมีสีสัน พูดคุยกันบนเวทีด้วยภาษาดอกไม้ เข้มข้นเป็นบางขณะ ตามด้วยการฉีกยิ้มถ่ายรูปหมู่ ชูแก้วจิบแชมเปญ พรั่งพร้อมด้วยอาหารชั้นดี เมนูเด็ดในงานเลี้ยงสุดหรู กล่าวสุนทรพจน์ถ้อยทีถ้อยชมกัน มอบของขวัญราคาแพงเป็นของที่ระลึก จบลงด้วยแถลงการณ์ร่วมแห่งความสำเร็จ จะได้เก็บกลับไปประกาศชัยต่อประชาชนของตน ภาพของการประชุมผู้นำเอเปคเหล่านี้ในสายตาคนจนก็เป็นได้แค่เพียง "ค้าเสรีพิธีกรรม" ประจำปีก็เท่านั้นเอง! หน้า 6 |
| กลับหน้าแรก |