การค้า vs สิ่งแวดล้อม : ทางสองแพร่งสำหรับประเทศกำลังพัฒนา

จับตาโลกาภิวัตน์ :  จักรกฤษณ์ ควรพจน์  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  15  ตุลาคม 2546

ประเทศที่พัฒนาแล้ว กุมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมไว้เกือบทั้งหมด หากมีข้อพิพาทในเรื่องมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ย่อมเป็นการยากที่ประเทศกำลังพัฒนาจะโต้แย้งต่อสู้ในกระบวนการระงับข้อพิพาท

การค้าและสิ่งแวดล้อมได้ถูกยกเป็นประเด็นเศรษฐกิจระหว่างประเทศมาตั้งแต่เมื่อ WTO ถูกจัดตั้งขึ้นในปี 2538 โดยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาและกำหนดกรอบเจรจาในประเด็นนี้รวม 3 คณะ ได้แก่ คณะกรรมาธิการว่าด้วยการค้าและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมาธิการว่าด้วยสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช และคณะกรรมาธิการว่าด้วยอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า

การค้าและสิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องกันอย่างไร? เหตุที่ทั้งสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันก็เพราะมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยได้ถูกใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วได้ใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยกำกับตรวจสอบสินค้านำเข้า ส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะต่อสินค้าส่งออกของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ได้จากทรัพยากรธรรมชาติและสินค้าเกษตร

เมื่อมาตรการดังกล่าวเป็นอุปสรรคทางการค้าประเภท "Non-tariff barrier" จึงมีการเสนอว่า WTO ควรเข้ามากำกับเรื่องนี้ โดยไม่ปล่อยให้การใช้มาตรการดังกล่าวเป็นไปโดยปราศจากกฎเกณฑ์ดังเช่นที่เป็นอยู่

ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ไม่ต้องการให้นำเรื่องสิ่งแวดล้อมมาอ้างเพื่อห้ามการนำเข้า ส่วนประเทศที่พัฒนาแล้วต้องการกฎเกณฑ์ที่เปิดโอกาสให้ใช้กลไกควบคุม เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้านำเข้าต่างๆ จะไม่เป็นอันตรายต่อสุขอนามัยของผู้บริโภค และการผลิตสินค้ามิได้ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งจะมีผลกระทบต่อคนทุกคนบนโลก

ประเทศที่พัฒนาแล้วยกหลัก "Eco-dumping" เพื่อสนับสนุนข้อเสนอของตนว่า ประเทศที่กำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อมในระดับต่ำจะมีต้นทุนการผลิตสินค้าต่ำกว่าประเทศที่ใช้มาตรฐานสูงกว่า ประเทศเหล่านั้นจึงส่งออกสินค้าได้ในราคาที่ถูกกว่าการใช้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระดับต่ำจึงมีผลเท่ากับการอุดหนุน (subsidy) อุตสาหกรรมในประเทศรูปแบบหนึ่ง

ประเทศที่พัฒนาแล้วอ้างว่า ตนมีสิทธิที่จะตอบโต้การอุดหนุนดังกล่าว ไม่ว่าจะด้วยการใช้มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย หรือการกำหนดภาษีตอบโต้ในอัตราสูง

ความพยายามของประเทศอุตสาหกรรมในการสร้างกฎเกณฑ์ด้านการค้าและสิ่งแวดล้อม อาจถูกโต้แย้งได้ 3 ประการ คือ

(1) ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องการสร้างมาตรการเชิงบังคับแบบมาตรฐานร่วม (One-size-fit-all standards) เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการดำรงชีวิตของผู้คนในประเทศกำลังพัฒนา แทนที่จะใช้กลไกความร่วมมือต่อกันดังที่ควรจะเป็น

(2) ประเทศที่พัฒนาแล้วละเลยที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตประชาชนของตน แต่กลับสร้างภาระให้กับประเทศยากจน ทั้งๆ ที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศกำลังพัฒนาเกิดจากการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่การทำลายสิ่งแวดล้อมในประเทศที่พัฒนาแล้วเกิดจากการใช้ชีวิตที่หรูหราสะดวกสบาย

(3) ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ใส่ใจต่อบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อม ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่เคยคิดที่จะกำกับพฤติกรรมของวิสาหกิจข้ามชาติเหล่านั้น

เรื่องการค้าและสิ่งแวดล้อมยังมีปัญหากฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยความเกี่ยวพันระหว่าง WTO กับข้อตกลงอื่น ขณะนี้ได้มีการทำข้อตกลงพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมหรือ MEAs เป็นจำนวนกว่า 500 ข้อตกลง ทั้งในเรื่องสิ่งแวดล้อมทางทะเล ความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก มลพิษ ฯลฯ

สมาชิกของ WTO เป็นสมาชิก MEAs ต่างๆ แตกต่างกันไป เช่น มีสมาชิกของ WTO ถึง 15 ประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกอนุสัญญาไซเตสว่าด้วยการค้าพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ สมาชิก WTO รวม 7 ประเทศไม่ได้ร่วมในอนุสัญญาความหลายทางชีวภาพ มี 8 ประเทศไม่ได้ร่วมในพิธีสารมอนทรีออล และกว่า 100 ประเทศไม่ได้ร่วมในพิธีสารเกียวโตว่าด้วยปัญหาโลกร้อนและก๊าซเรือนกระจก

ปัญหาคือ ข้อตกลง MEAs เหล่านี้กับข้อตกลงพหุภาคีของ WTO ข้อตกลงใดมีลำดับศักดิ์สูงกว่ากัน? การปฏิบัติตามพันธกรณีใน MEAs จะถือว่าเป็นข้อยกเว้นจากหลักการค้าเสรีของ WTO ได้หรือไม่? มาตรการใน MEAs จะถูกใช้เป็นเครื่องมือจำกัดการนำเข้าได้หรือไม่ เพียงใด? และหากเกิดข้อพิพาท จะใช้กลไกระงับข้อพิพาทในข้อตกลงใด?

ความขัดแย้งระหว่างข้อตกลงทริปส์กับพิธีสารมอนทรีออล นับเป็นตัวอย่างที่ดี พิธีสารมอนทรีออลกำหนดให้รัฐภาคียกเลิกการใช้สาร CFCs หรือ chlorofluorocarbons แต่สารเคมีที่สามารถทดแทนสาร CFCs ได้คือสาร HFC 134a ก็มีสิทธิบัตรในหลายประเทศ ทำให้มีราคาแพง อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศกำลังพัฒนาไม่อาจใช้สาร HFC 134a แทนสาร CFCs ในการผลิตเครื่องปรับอากาศและตู้เย็นได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การใช้กลไก CDM เพื่อแก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจกตามพิธีสารเกียวโต ไม่อาจกระทำได้ในลักษณะเลือกปฏิบัติให้ประโยชน์แก่ประเทศหนึ่งประเทศใดเป็นการเฉพาะ เพราะหากทำเช่นนั้นย่อมหมายถึงการละเมิดพันธกรณี Most-favoured-nation Treatment และ National Treatment ของ WTO

ประเทศกำลังพัฒนาจะไปทางไหน? การไม่ยอมรับระเบียบระหว่างประเทศย่อมหมายถึงการถูกใช้มาตรการฝ่ายเดียวโดยไม่มีกฎเกณฑ์ แต่การยอมรับกฎเกณฑ์ที่ใช้มาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ ก็ไม่ได้เป็นผลดีแก่ตน เนื่องจากประเทศที่พัฒนาแล้วกุมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมไว้เกือบทั้งหมด หากมีข้อพิพาทในเรื่องมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ย่อมเป็นการยากที่ประเทศกำลังพัฒนาจะโต้แย้งต่อสู้ในกระบวนการระงับข้อพิพาท

การยอมรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมใน WTO ยังหมายถึงการจำกัดโอกาสของประเทศกำลังพัฒนาที่จะอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติของตน ข้อพิพาทใน WTO/GATT ไม่ว่าจะเป็นคดี Tuna/Dolphin 1991 คดี Reformulated Gasoline 1996 (US v Venezuela and Brazil) หรือคดี Shrimp v Turtle 1998 (US v Pakistan, India, Thailand, and Malaysia) ล้วนแต่สะท้อนให้เห็นถึงปรัชญาของ WTO ที่ให้ความสำคัญต่อหลักการค้าเสรียิ่งกว่าการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัย

คดีเหล่านี้เป็นข้อพิพาทที่มีการห้ามนำเข้าสินค้าโดยใช้มาตรการฝ่ายเดียวด้านสิ่งแวดล้อม และประเทศผู้นำเข้าต้องตกเป็นฝ่ายแพ้คดีในที่สุด

การค้าและสิ่งแวดล้อมนับเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับประเทศกำลังพัฒนา ไม่ว่าจะเลือกทางใด ก็ดูเหมือนว่าประเทศยากจนจะตกเป็นฝ่ายตั้งรับทั้งสิ้น ข้อสรุปประการเดียวในขณะนี้คือ การค้ากับสิ่งแวดล้อมไม่อาจไปด้วยกันได้ สมาชิก WTO ที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาจะต้องตัดสินใจว่าจะเลือกทางใด หากต้องการการค้าเสรีก็ลืมเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้เลย

 

กลับหน้าแรก