บทเรียนองค์กรกำกับพลังงาน ต้องดูแลราคา-แข่งขัน-บริการ

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์, PiyasvastiA@k-asset.co.th  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  14  ตุลาคม  2546

ในขณะนี้การแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้มีความก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่ง เพราะเริ่มมีการพิจารณากันอย่างจริงจังเกี่ยวกับการกำหนดโครงสร้างในการกำกับดูแล (Regulatory Framework) และการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแล (Regulatory Body)

ในต่างประเทศที่มีการแปรรูปกิจการไฟฟ้า ไม่ว่าจะในรูปแบบของการแข่งขันหรือในลักษณะที่ยังมีการผูกขาด ส่วนใหญ่จะมีกฎหมายเฉพาะที่ใช้ในการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า และมีการจัดตั้งองค์กรที่ค่อนข้างเป็นอิสระทำหน้าที่กำกับดูแลทางด้านราคา การแข่งขัน คุณภาพบริการและการลงทุนเพื่อคุ้มครองผู้ใช้ไฟฟ้า แต่ในขณะเดียวกันให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ลงทุนด้วย

หลักการสำคัญก็คือการกำกับดูแลนั้นต้องมีความชัดเจน โปร่งใสและมีความแน่นอนในระดับหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องกำหนดแนวทางในการกำกับดูแลในรูปของพระราชบัญญัติ ซึ่งมีความแน่นอนกว่าการกำหนดในรูปของประกาศหรือกฎกระทรวงซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ง่าย โดยผู้ที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแล ต้องมีความเป็นอิสระที่จะปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามกฎหมาย

โดยทั่วไปแล้ว ในประเทศที่ยังไม่มีการแข่งขันในกิจการไฟฟ้า องค์กรกำกับดูแลทางด้านพลังงานจะมีความเป็นอิสระน้อยกว่า หรืออาจรวมอยู่ในหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบด้านอื่นด้วย เช่น นโยบาย

และมีไม่กี่ประเทศที่ไม่มีองค์กรกำกับดูแลที่ชัดเจน เช่น นิวซีแลนด์ ไม่มีองค์กรกำกับดูแลอิสระ แต่กิจการพลังงาน จะถูกกำกับดูแลเหมือนสินค้าบริการทั่วไป กล่าวคืองานนโยบายพลังงาน  และการกำกับดูแลที่เกี่ยวกับพลังงาน จะกระจายอยู่ในฝ่ายต่างๆ ของกระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจ  (Ministry of Economic Development) โดยงานนโยบายพลังงาน จะอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายทรัพยากรและโครงข่าย (Resources and Network)

ส่วนการกำกับดูแลที่เกี่ยวกับพลังงานจะเป็นส่วนหนึ่งของการกำกับดูแลสินค้าและบริการทั่วไป ซึ่งรับผิดชอบโดยฝ่ายการกำกับดูแลและการแข่งขัน (Regulatory and Competition Policy) ฝ่ายทรัพยากรและโครงข่าย และฝ่ายการคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Affairs)

ในหลายประเทศองค์กรกำกับดูแลทางด้านพลังงานจะรับผิดชอบพลังงานมากกว่าหนึ่งชนิด เพราะพลังงานแต่ละชนิดมีความเกี่ยวพันกันค่อนข้างมาก

เช่น ในกรณีของสหรัฐ Federal Energy Regulatory Commission (FERC) จะกำกับดูแลการส่ง และขายก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน ระหว่างมลรัฐกำกับดูแลการส่ง และขายส่งไฟฟ้าระหว่างมลรัฐ และออกใบอนุญาตเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ในกรณีของประเทศอังกฤษ เดิมองค์กรกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติ แยกกันแต่ในปัจจุบันได้ถูกรวมกันเป็นองค์กรเดียว คือ Gas and Electricity Markets Authority

ในหลายประเทศการกำกับดูแลทางด้านพลังงาน จะเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรกำกับดูแลที่รับผิดชอบกิจการประเภทอื่นด้วย เช่น ในมลรัฐวิคทอเรียของออสเตรเลีย Essential Services Commission ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลอิสระทางด้านเศรษฐกิจ สำหรับมลรัฐวิคทอเรียตั้งแต่ 1 มกราคม 2545 รับผิดชอบการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ ท่าเรือ การขนถ่ายธัญพืช การขนส่งสินค้าทางรถไฟ น้ำประปา และน้ำเสีย

อย่างไรก็ตามลักษณะสำคัญที่เหมือนกันหมดในทุกประเทศ เท่าที่ผมได้เคยศึกษา คือองค์กรกำกับดูแลอิสระ ทางด้านพลังงานในต่างประเทศ จะมีความเป็นอิสระในการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมาย ตามกฎหมายภายใต้นโยบายของรัฐ มีขอบเขตความรับผิดชอบที่ชัดเจนเฉพาะตามที่กฎหมายกำหนด

องค์กรกำกับดูแลมิใช่ผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งยังเป็นหน้าที่ของกระทรวงที่รับผิดชอบ เช่น กระทรวงพลังงาน และมีความจำเป็นต้องทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาล โดยโครงสร้างขององค์กรกำกับดูแลนี้ มีทั้งในรูปที่เป็นคณะกรรมการ และในรูปที่มีหัวหน้าคนเดียวรับผิดชอบการตัดสินใจทั้งหมด

อย่างไรก็ตามในช่วงหลังมีแนวโน้มว่าจะเป็นในรูปของกรรมการหลายคนมากกว่าคนเดียว ส่วนในการแต่งตั้งผู้กำกับดูแลนั้นโดยทั่วไป ฝ่ายบริหาร (รัฐมนตรี/คณะรัฐมนตรี/ประธานาธิบดี) จะเป็นผู้แต่งตั้งกรรมการในองค์กรกำกับดูแลอิสระ ในบางประเทศเท่านั้นที่จะต้องขอความเห็นชอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ

เช่นในกรณีของสหรัฐ Federal Energy Regulatory Commission (FERC) จะประกอบด้วยประธานและกรรมการอื่นอีก 4 คน ซึ่งแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี โดยคำแนะนำและความเห็นชอบของวุฒิสภา ส่วนในกรณีของประเทศอังกฤษนั้น Gas and Electricity Markets Authority จะประกอบด้วยประธานและกรรมการอีกอย่างน้อย 2 คน ตามที่รัฐมนตรี (Secretary of State for Department of Trade and Industry) แต่งตั้ง

สำหรับในประเทศไทยนั้น เรายังไม่มีองค์กรกำกับดูแลที่รับผิดชอบ การกำกับดูแลทางด้านเศรษฐศาสตร์อย่างครบวงจร แต่งานกำกับดูแล กระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ซึ่งในบางกรณีมีความซ้ำซ้อนกัน

กล่าวคือ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นผู้ออกใบอนุญาตการผลิตพลังงานควบคุม ภายใต้อำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.การพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน พ.ศ. 2535 

กรมธุรกิจพลังงาน
เป็นผู้ออกใบอนุญาตสัมปทานไฟฟ้า ตามอำนาจหน้าที่ในประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 
กรมโรงงานอุตสาหกรรม
เป็นผู้ออกใบอนุญาตการประกอบกิจการโรงงาน และ 
สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เป็นองค์กรกำกับดูแล "เงา" (Shadow Regulator) ทางด้านราคาและการลงทุน ที่ผมใช้คำว่า "เงา" ก็เพราะอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายไม่ค่อยชัดเจนเท่าใด

สิ่งที่รัฐต้องทำคือรวมการกำกับดูแลทางด้านพลังงานโดยสี่หน่วยงานข้างต้นมาไว้ในองค์กรใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้น โดยออกกฎหมายในการกำกับดูแลกิจการไฟฟ้าในลักษณะเดียวกันกับ พ.ร.บ. ปิโตรเลียมที่ได้มีการใช้และประสบความสำเร็จในการกำกับดูแลธุรกิจขุดเจาะ สำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมมาแล้ว

และถ้าจะให้ดีควรมอบหมายให้องค์กรใหม่นี้กำกับดูแลกิจการก๊าซธรรมชาติด้วย โดยเฉพาะในส่วนที่ไม่มีผู้รับผิดชอบตามกฎหมายที่ชัดเจน คือกิจการท่อก๊าซ และการจำหน่ายก๊าซ ให้แก่ผู้ใช้ แต่ส่วนที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียมก็น่าจะทิ้งไว้อย่างเดิมที่

การกำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจนตามที่เสนอ อาจทำให้การแปรรูป กฝผ. ต้องล่าช้าไปจากไตรมาสแรก ของปี 2547 บ้าง แต่ผมคิดว่าเป็นความล่าช้าที่คุ้มค่า จัดรูปแบบและโครงสร้างให้เรียบร้อย จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้พลังงาน มากกว่าในระยะยาว อีกทั้งรัฐก็จะได้รับรายได้ที่สูงขึ้นจากการแปรรูป

กลับหน้าแรก