|
สหรัฐเปิดเกมกีดกันการค้า
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 13 ตุลาคม 2546 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3522 (2722) การประชุมเอเปกใกล้เข้ามาทุกที ผู้นำของแต่ละชาติก็มีวาระของตนทั้งที่ซ่อนเร้น และเปิดเผยเพื่อมาใช้ประโยชน์จากเวทีการพบปะกันนี้ เมื่อมองย้อนหลังไปที่การประชุมเอเปกแต่ละครั้งที่ผ่านมา เวทีนี้เป็นเพียงเวทีที่ผู้นำประเทศต่างๆ พักงานมาเฮฮาปาร์ตี้ เพื่อถ่ายรูปหมู่ในชุดประจำชาติของประเทศเจ้าภาพ และออกแถลงการณ์ที่สวยหรูร่วมกัน ให้สื่อมวลชนในประเทศ นำไปตีพิมพ์ในประเทศของตนเพื่อเก็บคะแนนนิยม มิได้มีประเด็นที่จะมาถกกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เหมือนอย่างการประชุมขององค์การการค้าโลก ก็เท่านั้นเองแหละ อย่าได้ไปตื่นเต้นอะไรกันมากมายเลยครับ ในปีนี้ประเทศไทย อาจจะได้ติดอันดับบันทึกไว้ในนิตยสารกินเนสส์บุ๊ก อีกเรื่องหนึ่งว่า เสื้อที่ผู้นำเอเปกปีนี้ใส่มีราคาแพงที่สุดในโลก คือ ตัวละ 4 หมื่นบาท (หวังว่าเงินจะตกถึงมือผู้ถัก) ประโยชน์ที่ชาวกรุงเทพฯ ได้รับอย่างจะจะ ก็คือปัญหาสารพัดในชีวิตประจำวัน แม้แต่ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นปัญหาใหญ่ของประชาชนก็ยังได้รับการแก้ และเหลียวแล ซึ่งแสดงว่าผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ คือ ผู้ว่าฯ กทม. และเจ้าหน้าที่ของ กทม.ทุกระดับ รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ เช่น กรมโยธาธิการ, กรมทาง ฯลฯ ต่างรับรู้ และตระหนักในปัญหาประจำวันของชาวกรุงเทพฯอย่างดี แต่ขาดความรับผิดที่จะแก้ไข เมื่อมีการประชุมในระดับสากลที่มีผู้นำสูงสุดของหลายๆ ประเทศมาพบปะกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ปัญหาต่างๆ จึงได้รับการดูแลชั่วคราว แล้วก็กลับไปสู่วิถีปกติที่ประชาชนต้องรับกรรมต่อ ปัญหาที่ว่า เช่น ทางเท้าที่พังเละเทะไร้ระเบียบ ไร้แบบ ไร้มาตรฐาน แทบทุกถนนและตรอกซอย หรือการต่างระดับของคอสะพาน หรือทางรถไฟ ปัญหาคนจร ขอทาน สุนัขจร เด็กขายพวงมาลัย รถติด คลองเน่า และการขาดต้นไม้สีเขียว ฯลฯ ครับ ก็ยังไม่ถึงกับนอกเรื่องเพราะเป็นเรื่องสืบเนื่องของเอเปกที่อาจจะเขียนได้ยาวกว่าเรื่องเอเปกเสียอีก ในขณะที่รัฐบาลพยายามจะอาศัยเวทีนี้ที่ประธานาธิบดีบุช เดินทางมาประชุมด้วย เพื่อลงนามในสัญญาการค้าเสรีแบบทวิภาคี โดยที่อเมริกาได้พยายามยกเอาประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์ และสิทธิบัตร มาบีบให้ไทยยอมรับกฎหมายสิทธิบัตรที่ไร้ความเป็นธรรม ซึ่งถูกต่อต้านอย่างหนักจากประเทศกำลังพัฒนา ในการประชุมองค์การการค้าโลก เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องการ "กินหัวคิว" อย่างยาวนาน และราคาแพงเกินไป และเป็นการปกป้องการผูกขาด จำกัดสิทธิในการเลือกของประชาชนให้ไม่มีทางเลือก เช่น เรื่องยา ซึ่งยาบางตัว โก่งราคายาสูงถึง 1-2,000 เปอร์เซ็นต์ พวกหนัง และดีวีดี ก็อีหรอบเดียวกัน ความไม่เป็นธรรมในข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา คือ 1.การคุ้มครองลิขสิทธิ์ ยาวนานถึง 50 ปี เป็นการกีดขวางการพัฒนาของโลก รวมถึงทำให้เจ้าของลิขสิทธิ์หยุดการพัฒนา/ ปรับปรุงเพื่อผลิตสิ่งใหม่ 2.การคุ้มครองสิทธิบัตรยาวนานถึง 20 ปี ทำให้ยามีราคาแพง คนยากจนต้องเสียชีวิต เพราะจ่ายค่ายาไม่ไหว เป็นการละเมิดสิทธิ ในด้านการได้รับการรักษาพยาบาล เป็นการกีดขวางการพัฒนาของโลก รวมถึงทำให้เจ้าของสิทธิบัตร หยุดการพัฒนา/ปรับปรุงเพื่อผลิตยาใหม่ 3.ค่าสิทธิบัตร ค่าลิขสิทธิ์ ค่าเครื่องหมายการค้า คิดราคาตามค่าครองชีพ หรือรายได้ประชาชาติต่อหัวของประเทศผู้ผลิต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำให้เกิดการค้ากำไรเกินควรที่ไม่เป็นธรรม และเป็นสาเหตุหลัก แห่งการละเมิดสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และเครื่องหมายการค้า (ที่ถูกต้องคือ ควรคิดจากรายได้ประชาชาติต่อหัว ของประเทศผู้ใช้) 4.การคุ้มครองนำไปสู่การผูกขาด การกินหัวคิว และปิดโอกาสการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ผนวกกับสถานการณ์ความได้เปรียบของประเทศพัฒนา ที่ครอบครองสิทธิบัตรสูงถึงร้อยละ 97 ทำให้ประเทศกำลังพัฒนา ต้องขาดดุลการค้า ดุลการ ชำระเงิน ประชาชนในประเทศยากจน ต้องดำรงชีพอย่างต่ำกว่ามาตรฐาน เพราะรายได้ของประเทศ ถูกส่งออกไปจ่ายให้บริษัทข้ามชาติ ในปี 2002 ประเทศไทยต้องจ่ายค่า สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า แฟรนไชส์ เป็นเงินเท่ากับรายได้จากการส่งออกข้าวทั้งหมด คือ 4 หมื่นล้านบาท นอกจากเรื่องข้างต้นแล้ว ก็มีเรื่องการลดภาษีอากรสินค้าเข้า ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตภายในอยู่ไม่รอด แต่ในขณะที่อเมริกาเรียกร้อง หรือบีบบังคับให้ประเทศอื่นๆ เปิดเสรี แต่ในอเมริกาเอง กลับออกกฎหมายฉบับใหม่ ที่ประธานาธิบดีบุชลงนามไปเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2002 แต่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 ธันวาคม 2003 ซึ่งเป็นกฎหมายกีดกันการค้าที่รุนแรงที่สุดฉบับหนึ่ง และจะมีผลกระทบต่อเกษตรกรไทย และผู้ส่งออกอาหารไทยอย่างสาหัส กฎหมายฉบับใหม่นี้เรียกว่า กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายด้านอาหาร มีชื่อย่อว่า Bioterrorism Act (Public Health Security and Bioterrorism Preparedmess and Response act of 2002) ซึ่งมีสาระหลักๆ อยู่ 4 ประการดังนี้ 1.ผู้ผลิต ผู้ส่งออก และผู้ประกอบการเกี่ยวกับอาหาร การบรรจุภัณฑ์อาหาร การขนส่งจ่ายแจก และแหล่งเก็บรักษา (โกดังสินค้า) ทุกประเภทที่ส่งสินค้าเข้าไปขายในอเมริกา จะต้องลงทะเบียน กับหน่วยงานอาหาร และยา (ที่มีชื่อย่อว่า FDA) ก่อน อาหารนี้รวมถึงเครื่องดื่ม น้ำขวด และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกประเภท รวมทั้งขนม และอาหารว่างด้วย (ไวน์และสาโทไทยที่อุตส่าห์จัดประกวดคัดสรรมาเสิร์ฟผู้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้เป็นการเฉพาะ ก็เลยชวดที่จะโกอินเตอร์ ด้วยกฎหมายนี้แหละครับ) 2.จะต้องแจ้งให้หน่วยงานข้างต้นทราบล่วงหน้า ก่อนสินค้าจะไปถึงอเมริกาอย่างน้อย 1 วัน 3.หน่วยงานข้างต้นมีสิทธิที่จะกักสินค้า โดยไม่ต้องแจ้งเหตุผลไว้เป็นเวลา 30 วัน 4.ผู้ประกอบการทั้งหมดข้างต้นที่ส่งอาหารเข้าไปขายในอเมริกา จะต้องเก็บหลักฐานทุกอย่างไว้อย่างดี เพื่อการตรวจสอบในภายหลัง หากค้นพบสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น กฎหมายฉบับดังกล่าว อ้างว่าเพื่อปกป้องความปลอดภัย ของชาวอเมริกัน จากการคุกคามของกลุ่มตรงข้าม ในภายหลังที่เกิดเหตุการถล่มตึกเวิรลด์เทรดเซ็นเตอร์ ที่เมืองนิวยอร์กเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 แต่ที่จริงมีวาระซ่อนเร้นในการกีดกันทางการค้า และปกป้องเกษตรกรของตน ซึ่งขัดกับข้อตกลงขององค์การการค้าโลก แม้แต่หน่วยงานอาหาร และยา (ที่มีชื่อย่อว่า FDA) ของสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ดูแลกฎหมายฉบับนี้ ก็ยังประเมินออกมาว่า อย่างน้อยร้อยละ 16 ผู้ส่งออกอาหารเข้ามาขายในอเมริกา รวมทั้งกลุ่มประเทศอียูด้วย จะถูกกระทบอย่างหนัก เมื่อกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ในการปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ ต้นทุนของประเทศต่างๆ ที่ส่งอาหารเข้ามาขายในสหรัฐ จะเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 30 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการชาวอเมริกัน ข้างต้นนี้คือ การประเมินของหน่วยงานอาหาร และยาของสหรัฐเอง ตามระเบียบของกฎหมายกีดกันทางการค้าฉบับนี้ จะเป็นการทำร้ายเกษตรกรทั่วโลกอย่างสาหัสที่สุด เพราะเมื่อผู้ประกอบที่ไม่ใหญ่จริงๆ ทั้งผู้ผลิต และผู้ส่งออกตายอย่างเขียดแล้ว เพราะไม่อาจจะสู้กับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมาได้ และเมื่อต้นทุนเพิ่มขึ้นแล้ว ก็ไม่อาจจะเข้าไปขายแข่งกับสินค้าเกษตรภายในอเมริกาได้ ผลผลิตของเกษตรกร ก็จะต้องถูกปล่อยเน่าทิ้งสูญไป ก่อให้เกิดความอดอยาก และปัญหาสังคมตามมา เชื่อว่าประเด็นนี้จะได้รับการยกขึ้นมาถกในเวทีเอเปก ที่จะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคม ซึ่งมีผู้นำระดับโลก รวมทั้งประธานาธิบดีบุช แห่งสหรัฐอเมริกา ก็จะบินมาร่วมประชุมด้วย และคงต้องตกเป็นจำเลยของประชาคมโลก นายกฯ ทักษิณน่าจะแสดงความเป็นผู้นำในเวทีนี้ โดยการเป็นหัวหอก ต่อรองแทนประเทศเกษตรกรรมอื่นๆ ทั้งโลกที่จะถูกกระทบจากกฎหมายฉบับนี้ ว่าให้ยืดหยุ่นผ่อนปรนมาตรการต่างๆ ข้างต้น หรือยืดเวลาการบังคับใช้กับประเทศต่างๆ ไปอีก 3-4 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการของทุกประเทศ มีความพร้อมมากกว่านี้ นอกจากนี้ก็ยังควรยกประเด็นการกีดกันการค้าอื่นๆ มาต่อรองกับประเด็นที่อเมริกาเสนอมา เช่น เรื่องกุ้ง ที่กำลังเจอปัญหาการกีดกันอย่างหนักในขณะนี้ ฯลฯ เป็นต้น |
| กลับหน้าแรก |