เศรษฐกิจ (นอกระบบ)

โดย ดร.นิตินัย ศิริสมรรถ dr_nitinai@clickta.com   ประชาชาติธุรกิจ   ตุลาคม 2546

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ก่อนอื่นต้องขอฝากเนื้อฝากตัวคอลลัมม์เศรษฐกิจ- สังคมน้องใหม่นี้ด้วยนะครับ ตอนผมตัดสินใจจะรับเขียนคอลลัมม์นี้มาเขียนได้มีความตั้งใจที่จะใช้ นสพ. ประชาชาติธุรกิจแห่งนี้ เป็นช่องทางในการสื่อสารระหว่างนักเศรษฐศาสตร์ กับประชาชนผู้สนใจเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจในภาพรวม หรือประเด็นปัญหาเฉพาะเรื่อง โดยจะเป็นการพูดคุยกันแบบสบายๆ แบบชาวบ้าน พร้อมสอดแทรกเกร็ดสาระ ข้อมูล ความรู้ ไปในตัว และเนื่องจากครั้งนี้เป็นคอลลัมม์แรก ผมจึงคิดว่าเรื่องเศรษฐกิจ (นอกระบบ) น่าจะเหมาะสมที่จะนำมาพูดคุยกัน เพื่อเป็นการปูพื้นฐานความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจให้ตรงกันก่อนที่จะมีการพูดถึงเรื่องอื่นๆ ในครั้งต่อๆ ไป

พอพูดถึง “เศรษฐกิจนอกระบบ” คำถามแรกที่เล่นเข้ามาในหัวผมคือ คำว่า “นอกระบบ” นั้น ระบบที่ว่ามันคือ “ระบบ” อะไร ระบบกฎหมาย? ระบบตรวจสอบ? ระบบบัญชี? หากรู้ว่า ระบบนั้น คือระบบอะไร การตอบคำถามว่า อะไรคือเศรษฐกิจนอกระบบ การเอาเศรษฐกิจนอกระบบมาไว้ในระบบจะมีผลดีผลเสียอย่างไร ฯลฯ ก็คงทำได้ไม่ยาก หากการขยายตัวทาง “เศรษฐกิจ” วัดได้โดย การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือที่เราเรียกกันติดปากกัน GDP แล้ว เมื่อพูดถึง “เศรษฐกิจในระบบ” ก็มีความหมายชัดเจนในตัวถึงธุรกรรมทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระบบบัญชีที่ใช้ในการวัด GDP ของสหประชาชาติ หรือ Statistical of National Account (SNA) ซี่งระบบบัญชีนี้ได้จัดตั้งเป็นมาตรฐานสากลขึ้นโดยมุ่งหวังที่จะวัด “ระดับมาตรฐานความเป็นอยู่” ของคนในแต่ละประเทศ โดยมีความเชื่อหลักว่า ถ้าประเทศไหนร่ำรวย (ผลิตของได้มาก) ก็จะมีมาตรฐานความเป็นอยู่ดี ซึ่งในเชิงทฤษฎีแล้ว GDP สามารถวัดได้จาก 3 ทางคือ 1. ทางด้านผลผลิต 2. ทางด้านรายได้ และ 3. ทางด้านรายจ่าย กล่าวคือ การขาย “ผลผลิต” ย่อมจะเป็น “รายได้” ของผู้ผลิต และในขณะเดียวกันก็เป็น “รายจ่าย” ของผู้บริโภคไปพร้อมๆ กัน การวัด GDP ไม่ว่าจะวัดจากด้านการผลิต ด้านรายได้ หรือ ด้านรายจ่าย ก็ตาม ในเชิงทฤษฎีแล้วจึงควรจะให้ค่าเท่ากันเสมอ อย่างไรก็ตาม ในทางปฎิบัติ การวัด GDP จากฝั่งรายได้ และผลผลิตเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก การวัด GDP จากฝั่งรายจ่ายจึงเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าความมั่งคั่ง ร่ำรวย ที่วัดมาได้โดย GDP อย่างเดียวคงจะบอกถึงระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของคนในประเทศไม่ได้เสมอไป ถ้าลองนึกย้อนไปเมื่อประมาณไม่ถึงสิบปีที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านคงจำได้ว่าคอมพิวเตอร์รุ่น Pentium I ที่เพิ่งออกมาใหม่ๆ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ Notebook มีราคาสูงถึงเครื่องละเป็นแสนบาท แต่ตอนนี้ผมไปเดินดูตามห้างเห็นว่า คอมพิวเตอร์รุ่นที่ทันสมัยกว่าก่อนมากๆ กลับมีราคาที่ถูกเพียงประมาณหมื่นบาทต้นๆ การพัฒนาในเทคโนโลยีเหล่านี้เองทำให้มาตรฐานความเป็นอยู่ของพวกเราดีขึ้น โดยที่ไม่ต้องใช้เงินในการจับจ่ายใช้สอยน้อยลงด้วยซ้ำ ดังนั้นอาจเห็นได้ว่า ตัวเลข GDP เป็นเพียงตัวที่สะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานความเป็นอยู่ได้ในระดับหนึ่ง การใช้ตัวเลข การที่จะดูมาตรฐานความเป็นอยู่ของคนในประเทศจึงต้องพิจารณาตัวแปรอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วยเสมอ

เมื่อ “เศรษฐกิจในระบบ” หมายความครอบคลุมถึง ธุรกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่อยู่ในระบบบัญชีรายได้ประชาชาติ (SNA) ผมก็คงตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า “เศรษฐกิจนอกระบบ” หมายถึง ธุรกรรมทางเศรษฐกิจทุกธุรกรรมที่ไม่ได้อยู่ในระบบบัญชีของ SNA ซึ่งแน่นอนว่าธุรกรรมที่ผิดกฎหมายก็จะไม่อยู่ในระบบ SNA ของสหประชาชาติอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตุว่า มีหลายคนที่สับสนและเข้าใจผิดว่าเศรษฐกิจนอกระบบ คือ เศรษฐกิจผิดกฎหมาย ซึ่งจริงๆ แล้วเศรษฐกิจผิดกฎหมายนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งเศรษฐกิจนอกระบบมีความหมายที่ครอบคลุมกว้างกว่า และไม่ได้มีความหมายในเชิงกฎหมายแต่อย่างใด ยกตัวอย่างเช่น การให้ความรู้และรณงค์แก่ประชาชนให้ผู้ป่วยโรคเอดส์พักรักษาตัวอยู่ในสังคมปกติ ซึ่งตรงนี้อาจจะทำให้โรงพยาบาลรักษาโรคเอดส์ขาดรายได้ ในขณะที่ญาติผู้ป่วยก็อาจขาดรายได้จากการออกไปทำงานนอกบ้าน เพื่อที่จะทุ่มเทเวลาอยู่บำบัดผู้ป่วย แม้การกระทำนี้จะเป็นการกระทำโดยสมัครใจ  และเป็นการเพิ่มความสุขให้กับครอบครัวก็ตาม แต่ตามหลักการลงบัญชี SNA แล้ว GDP จะลดลงไม่ว่าจากการลดลงของรายได้โรงพยาบาล หรือจากการลดลงของรายได้ญาติผู้ป่วย ที่ต้องลดเวลาการทำงานลง โดยการให้บริการรักษาบำบัดผู้ป่วยดังกล่าวไม่ได้ถูกบันทึกไว้เป็น GDP เหมือนกับการให้บริการในที่ทำงาน เป็นต้น ตัวอย่างนี้ท่านผู้อ่านอาจจะประยุกต์ใช้กับกิจกรรมภายในครอบครัว เช่นการทำขนม หรือการทำอาหารเย็นรับประทานกันเองในครอบครัว ซึ่งผลผลิตต่างๆ เหล่านั้นไม่ได้นำออกขายในท้องตลาด ซึ่งก็เท่ากับว่าไม่ได้มีการบันทึกลงใน GDP ตามระบบ SNA และต้องนับเป็นเศรษฐกิจนอกระบบเช่นกัน

ไม่ว่าเศรษฐกิจนอกระบบจะครอบคลุมกว้างถึงกิจกรรมใดก็ตาม สิ่งที่เป็นประเด็นสนใจกันอยู่ตอนนี้คงหนีไม่พ้นการที่นายกฯ ทักษิณ จะนำเอาเศรษฐกิจใต้โต๊ะขึ้นมาไว้บนโต๊ะ ทั้งชาวบ้านและนักวิชาการหลายท่านถกเถียงกันว่า การนำเอาเศรษฐกิจใต้โต๊ะขึ้นมาไว้บนโต๊ะนั้นจะทำให้ GDP เพิ่มขึ้นมากน้อยเท่าใด บางคนบอกว่าหากรวมเอาเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาทั้งหมด (ซึ่งผมเข้าใจว่าหมายถึงการรวมเอาเศรษฐกิจผิดกฏหมาย มิใช่เศรษฐกิจนอกระบบ GFS ทั้งหมด) จะทำให้ GDP ใหญ่ขึ้นอีกราว 3-4 เท่าตัว ส่วนตัวผมค่อนข้างแปลกใจ เมื่อได้ยินข้อมูลเช่นนั้น เพราะผมมีความเชื่อเสมอมาว่า ต่อให้มีการรวมเอาเศรษฐกิจใต้โต๊ะขึ้นมาไว้บนโต๊ะทั้งหมด GDP ของไทยก็ไม่น่าที่จะเพิ่มขึ้นมากเท่าใดนัก ทั้งนี้เพราะเราวัด GDP กันจากฝั่งรายจ่าย ผมจึงเชื่อว่า แม้ว่าพ่อค้ายาบ้า หรือแม้กระทั่งโสเภณีจะไม่แสดงธุรกรรมทางเศรษฐกิจและรายได้ตัวเองให้ใครรู้ แต่เมื่อผู้กระทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจที่ผิดกฎหมายเหล่านั้นได้รับเงินมา นำเงินไปฟอก และนำไปใช้จ่าย ไม่ว่าจะซื้อรถกระบะ ซื้ออาหาร หรือนำไปออมในธนาคาร ก็ตาม รายจ่ายการบริโภค หรือการลงทุนที่ได้จากธุรกรรมใต้โต๊ะเหล่านั้นจะถูกบันทึกใน GDP โดย Expenditure Approach อยู่ดี นอกจากผู้มีรายได้จากธุรกรรมทางเศรษฐกิจที่ผิดกฏหมายเหล่านั้น ได้เงินมาแล้วใส่ไว้ในตุ่ม ฝังไว้ใต้ดิน ไม่นำไปบริโภคหรือนำไปออมใดๆ

หากจะแยกวิเคราะห์เศรษฐกิจใต้โต๊ะ (หรือเศรษฐกิจผิดกฎหมาย) หลักๆ ได้แก่ บ่อนการพนัน ซ่องโสเภณี และการค้ายาเสพติดแล้ว ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น การนำซ่องโสเภณีขึ้นมาไว้บนโต๊ะ หรือแม้จะให้มีการค้ายาเสพติดอย่างถูกกฎหมาย ก็ไม่อาจจะเพิ่ม GDP ได้มากกว่าในปัจจุบัน ผมเห็นอาจจะมีการทำบ่อนการพนันให้ถูกกฎหมายเท่านั้นที่อาจจะทำให้ GDP ของไทยเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยยะที่สุดเมื่อเทียบกับกรณีอื่น แต่ผมเองยังไม่แน่ใจว่า GDP ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะสะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นหรือไม่

จริงๆ แล้วการเล่นพนันจะมีลักษณะเป็นเกมส์ที่มีผลรวมเป็นศูนย์ (Sum-of-zero Game) ซึ่งการเสียพนันของคนๆ หนึ่งจะต้องตกเป็นการได้พนันของอีกคนหนึ่งเสมอ หากเจ้ามือกินรวบ เงินที่เจ้ามือได้ทั้งหมดก็จะเท่ากับ ผลรวมของเงินที่ลูกมือทั้งวงเสีย ซึ่งในกรณีนี้นับได้ว่าเป็นเพียงการโอนความมั่งคั่ง หรืออำนาจการจับจ่ายใช้สอย จากผู้เล่นพนันไปสู่เจ้ามือเท่านั้น โดยมิได้มีสินค้า หรือบริการเกิดขึ้นในระบบแต่อย่างใด อย่างไรก็แล้วแต่ กรณีการเล่นพนันกันเองจะแตกต่างจากกรณีที่มีการเปิดบ่อนพนันตรงที่การบ่อนพนันมี Service Charge หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ค่าต๋ง” ซึ่งค่าต๋งนี้เองจะทำให้การพนันในบ่อนไม่ได้มีลักษณะเป็น Sum-of-zero Game แต่ผลรวมการได้-เสียของการพนันจะติดลบเท่ากับจำนวนค่าต๋งที่บ่อนพนันเก็บ ในกรณีนี้บ่อนพนันได้ขายบริการการเล่นเกมส์ ผู้เล่นพนันก็มาเล่นเกมส์ที่ทางบ่อนจัดไว้ให้ ซึ่งเราอาจมองได้ว่าการเล่นตู้ Slot Machine ที่จัดโดยบ่อนไม่มีความแตกต่าง จากการเล่นตู้เกมส์ตามห้างสรรพสินค้า ถ้ารายได้ของเจ้าของตู้เกมส์ถือเป็น GDP ทำไมรายได้จากเจ้าของตู้ Slot Machine จะไม่นับรวมอยู่ใน GDP เท่าที่ผมเห็นข้อแตกต่างระหว่างสองตู้นี้จะมีก็แต่ตู้ Slot Machine มีทั้งได้ทั้งเสีย แต่ตู้เกมส์มีแต่เสีย ซึ่งตรงนี้หลายท่านคงมีข้อถกเถียงกันไปต่างๆ นาๆ บางท่านอาจจะว่า การเล่นตู้เกมส์เสียเงินแล้ว ได้ความสุข แต่การเล่นตู้ Slot Machine เสียเงินแล้วเป็นทุกข์ (อาจเพราะก่อนเล่นหวังไว้มากว่าจะได้เงิน) แต่บางท่านอาจบอกว่าตนเองไม่ได้คาดหวังจะตั้งตัวอะไรมากกับการเล่นตู้ Slot Machine ได้เสียนิดหน่อยไม่เป็นไร สนุกดี

ไม่ว่าผลการถกเถียงจะออกมาอย่างไร Service Charge ที่บ่อนเก็บก็ต้องนับเป็นการขายบริการซึ่งต้องนับรวมในการคำนวณ GDP แม้ว่า GDP ที่เพิ่มขึ้นอาจเพิ่มอยู่บนความทุกข์หรือความสุขของผู้เล่นก็ตาม อย่างนี้แหล่ะครับระบบการลงบัญชีที่เป็นมาตรฐานสากล (Statistical of National Account) บางทีก็ไม่อาจสนองวัตถุประสงค์การวัดมาตรฐานการความเป็นอยู่ของคนได้ดีเสมอไปในทุกกรณี

ก่อนจากกันวันนี้ผมคงทิ้งท้าย ปุจฉา วิสัชนา ไว้ 2 ข้อคือ ปุจฉา : 1. GDP ไทยจะเพิ่มสักเท่าไหร่ ถ้าเรานำธุรกิจบ่อนพนันมาไว้บนโต๊ะ? และ 2. หลังจากนำมาไว้บนโต๊ะแล้ว ถ้ารัฐบาลให้บ่อนเพิ่มค่าต๋ง GDP ของไทยก็คงจะเพิ่มขึ้นด้วยใช่ไหม? วิสัชชนา : 1. ตามทฤษฎีแล้ว GDP น่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ เท่ากับการซื้อบริการเกมส์การพนันของคนไทยที่มีต่อประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับค่าต๋งของบ่อนในประเทศไม่น่าที่จะเป็นตัวเพิ่ม GDP ได้ เพราะปัจจุบันแม้มีการแอบลักลอบเล่นการพนันกันอยู่บ้าง แต่รายได้ของเจ้าของบ่อนก็ได้ถูกนับไว้ใน GDP ฝั่งรายจ่ายอยู่แล้ว (ถ้าผู้ได้ไม่เอาเงินไปฝังไว้ในตุ่ม) 2. ใช่ครับ หากจำนวนผู้เล่น หรือเงินที่หมุนเวียนอยู่ในบ่อนไทยไม่ลดลง การเพิ่มค่าต๋งก็จะทำให้ GDP ที่เป็นตัวเงินเพิ่มขึ้น

 

กลับหน้าแรก