|
โฉมหน้าเอดีบีกับเศรษฐกิจไทย และโครงการคลองด่าน (1)
บทความพิเศษ วิวัฒน์ชัย อัตถากร มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1215 ความนำ บทความเรื่องนี้มุ่งชี้ถึงจุดกำเนิด ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ และบทบาทปัจจุบันของเอดีบี (ADB) หรือธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank) ในส่วนความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศสมาชิก ว่ามีรูปแบบและเนื้อหาอย่างไร มีแนวทางการพัฒนาแบบใด ยุทธศาสตร์เงินกู้และความช่วยเหลือของเอดีบีต่อประเทศไทยนั้นมีแบบแผนลักษณะใด ส่งผลประโยชน์โดยตรงต่อภาคประชาชนมากน้อยเพียงใด ผู้เขียนได้นำตัวอย่างโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียที่คลองด่านขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาวิเคราะห์ให้เห็นจริงด้วย ซึ่งทั้งนี้เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่มุ่งดูแลสิ่งแวดล้อมที่เอดีบีมักเอ่ยอ้างอย่างภาคภูมิใจในเวทีสากลอยู่เสมอๆ ข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์รวบรวมจากหลายแหล่ง ได้แก่ เอดีบี หน่วยราชการ นักวิชาการ ชาวบ้านผู้เดือดร้อน และสื่อสารมวลชน เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้ข้อมูลเรื่องเดียวกันแต่ก็มองต่างมุมสรุปต่างกัน ยิ่งทำให้ผู้เขียนต้องใช้เวลาสืบค้นเทียบเคียงหาความจริงมากขึ้น ผู้เขียนวิเคราะห์ประเด็นที่ศึกษาในบริบทของการพัฒนา โดยอาศัยทฤษฎีการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประสบการณ์การวิจัยของผู้เขียนมาตีความปรากฏการณ์ด้วย ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ : จุดกำเนิด จากการดำริของกลุ่มประเทศอีคาเฟ่ (ECAFE) หรือคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งเอเชีย และตะวันออกไกลขององค์การสหประชาชาติ (Economic Commission for Asia and the Far East) รวมทั้งการผลักดันและสนับสนุนอย่างสำคัญจากรัฐบาลประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เป็นผลให้เอดีบีได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2509 สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยมี นายทาเคชิ วาตานาเบ้ (Takeshi Watanabe) ชาวญี่ปุ่น เป็นประธานคณะกรรมการของเอดีบีคนแรก ท่านผู้นี้คือ อดีตกรรมการบริหารของไอเอ็มเอฟ (IMF) หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) เป็นที่น่าสังเกตว่าประธานคนต่อๆ มาจนถึงปัจจุบันล้วนแล้วแต่เป็นชาวญี่ปุ่นทั้งสิ้น
แนวความคิดของการพัฒนากระแสหลักที่ต้องอาศัยเงินกู้ และเงินช่วยเหลือจากประเทศใหญ่ และสถาบันการเงิน อย่างธนาคารโลก มีอิทธิพลแพร่หลายในหมู่ชนชั้นนำประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นสมาชิกของอีคาเฟ่ ผู้คนเหล่านี้จึงอยากให้มีสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระดับภูมิภาคในเอเชียขึ้น ในลักษณะคล้ายกันกับ ธนาคารพัฒนาระหว่างอเมริกา (Inter-American Development Bank) และธนาคารพัฒนาแห่งแอฟริกา (African Development Bank) อีคาเฟ่ถูกตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2490 โดยคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Economic and Social Council) ภายใต้กฎบัตรขององค์การสหประชาชาติ เกิดขึ้นหลังการก่อตั้งธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟเพียงไม่กี่ปี ต่อมาได้ขยายออกไปทั่วภาคพื้นแปซิฟิก จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นเอสแคป (ESCAP) หรือคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (Economic and Social Commission for Asia and the Pacific) มีประเทศสมาชิกทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชีย การเมืองเรื่องผลประโยชน์ของประเทศใหญ่ การเมืองโลกยุคสงครามเย็นมีส่วนผลักดันให้สหรัฐอยากเข้ามามีบทบาทในเอดีบี ในฐานะผู้นำค่าย "โลกเสรี" รัฐบาลสหรัฐสร้างอิทธิพลด้วยการใช้นโยบายความช่วยเหลือต่างประเทศ (Foreign Aid Policy) เป็นเครื่องมือสำคัญ ในการหาเพื่อนโลกที่สาม เข้าร่วมอุดมการณ์ทุนนิยมเพื่อโต้กลับค่าย "โลกสังคมนิยม" นับเป็นนโยบายดึงเอาประเทศในเอเชีย เข้าร่วมนโยบายการต่อต้านจีนคอมมิวนิสต์ของสหรัฐ โดยเอา "เงินช่วยเหลือ" เข้าล่อใจ (วิวัฒน์ชัย อัตถากร : 2526, 2528) รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนวิจารณ์ว่า เอดีบีเป็นเครื่องมือของอาณานิคมแบบใหม่ โดยสหรัฐมุ่งใช้ความมั่งคั่งของญี่ปุ่นค้ำยันระบอบการเมืองในประเทศกำลังพัฒนาที่ดำรงอยู่ (ส่วนใหญ่ปกครองแบบเผด็จการ) ให้บีบและกดดันขบวนการกู้ชาติในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียอีกต่อหนึ่ง (FEER : 1967, p.175) ประธานาธิบดี ลินดอน บี จอห์นสัน ผู้นำของสหรัฐในขณะนั้นมองเห็นผลได้หลายรูปแบบ เช่น สหรัฐจะเพิ่มยอดขายสินค้าและบริการส่งออกไปยังประเทศสมาชิกของเอดีบีได้ (FEER : 1966, p.65) นโยบายความช่วยเหลือจะเปิดทางให้สหรัฐตักตวงทรัพยากรแร่ธาตุ วัตถุดิบ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นๆ จำนวนมหาศาลในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นแนวนโยบายต่างประเทศของสหรัฐมาตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีทรูแมนของสหรัฐ นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง (Hayes : 1971) ญี่ปุ่นเองก็หวังผลทำนองเดียวกัน มุ่งอาศัยเอดีบีเป็นเครื่องมือแผ่อิทธิพลทางการค้า-การเงิน-การลงทุน สร้างโอกาสให้กับบรรดาบรรษัทญี่ปุ่น ในการขยายตลาดสินค้าตามแนวทางอุตสาหกรรมสู่โลกของญี่ปุ่น (อรุณี อลงกรณ์รัศมี : 2518) อย่างไรก็ดี มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สำคัญที่ควรรับทราบเพื่อความเข้าใจองค์กรเอดีบีในเบื้องลึก นั่นคือตอนเริ่มก่อตั้งเอดีบี ประเทศมองโกเลียนอกประกาศไม่ยอมเข้าเป็นสมาชิกเพราะมีความเห็นว่าเอดีบีถูกครอบงำโดยมหาอำนาจตะวันตก ในตอนนั้นไม่มีประเทศในยุโรปตะวันออกสมัครเป็นสมาชิกของธนาคารแห่งนี้เลย ส่วนสหภาพโซเวียตนั้น ทั้งที่เคยมีส่วนในการให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดในการก่อตั้งเอดีบีมาตั้งแต่ต้น แต่กลับปฏิเสธการเป็นสมาชิกของเอดีบี โดยให้เหตุผลเรื่องการไม่เห็นด้วย กับวิธีการลงคะแนนเสียง ที่ไม่เป็นธรรมกับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งจำต้องยอมเสียเปรียบประเทศใหญ่ เนื่องเพราะประเทศใหญ่เป็นผู้มีหุ้นในเอดีบีในสัดส่วนสูง จึงมีพลังอำนาจลงคะแนนสูง ดังนั้น โครงสร้างกติกานี้จึงทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเป็น "เสียงข้างน้อย" แพ้โหวตตลอดกาล ด้วยเหตุนี้โดยนัยแห่งอำนาจลงคะแนนแบบดังกล่าว นโยบายหลักๆ จึงถูกกำหนดขึ้นเพื่อสนองประโยชน์ประเทศใหญ่มากกว่าประเทศเล็ก ยิ่งไปกว่านั้น สหภาพโซเวียตได้วิจารณ์อย่างรุนแรงในตอนนั้นว่า เอดีบีเป็นเสมือน "แผนการมาร์แชล" สำหรับเอเชีย นอกจากสหรัฐต้องการเบี่ยงเบนความสนใจจากการส่งทหารเข้าไปทำศึกในสงครามเวียดนามแล้ว ยังจะใช้เอดีบี เป็นเครื่องมือในการแทรกแซงนโยบายเศรษฐกิจ และกิจการภายในของประเทศผู้รับความช่วยเหลืออีกด้วย (อรุณี อลงกรณ์รัศมี : 2518, น.22) เอดีบีปัจจุบันกับอำนาจในมือประเทศใหญ่ โครงสร้างการบริหารจัดการ : คณะผู้บริหาร คณะผู้ว่าการ (Board of Governors) ประกอบด้วยตัวแทน 1 คน จากแต่ละประเทศสมาชิก มีอำนาจสูงสุดในการวางนโยบายและการบริหารของเอดีบี ผู้ว่าการมักจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หากติดภารกิจอื่น ตัวสำรองผู้ว่าการ (Alternate Governer) จะทำหน้าที่แทน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคือปลัดกระทรวงการคลัง คณะผู้ว่าการจะเลือกคณะกรรมการอำนวยการ หรือคณะกรรมการบริหาร (Board of Directors) มีทั้งหมด 12 คน คณะกรรมการชุดนี้จะใช้อำนาจต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายมาจากคณะผู้ว่าการ และเป็นไปตามกฎบัตรของเอดีบี ประธาน (President) ของเอดีบี จะถูกเลือกโดยคณะผู้ว่าการ และจะทำหน้าที่เป็นประธานของคณะกรรมการอำนวยการอยู่ในตำแหน่งได้วาระละ 5 ปี อาจถูกเลือกเป็นประธานได้อีก ประธานคนปัจจุบัน (2546) เป็นชาวญี่ปุ่นชื่อ ทาดาโอ ชิโน รองประธาน (Vice President) มี 1 คน หรือมากกว่าก็ได้ ประธานเป็นผู้เสนอโดยต้องได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการอำนวยการด้วย อำนาจในการลงคะแนนเสียง มีสองส่วนคือ (ก) คะแนนเสียงมูลฐาน (Basic Votes) มีจำนวนร้อยละ 20 ของคะแนนเสียงทั้งหมด โดยแบ่งออกเป็นจำนวนเท่าๆ กัน ในระหว่างกลุ่มประเทศสมาชิก และ (ข) คะแนนเสียงตามสัดส่วน มีจำนวนร้อยละ 80 ของคะแนนเสียงทั้งหมด ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินลงทุนหรือจำนวนหุ้นที่แต่ละประเทศถืออยู่ (Financial Subscription) ตอนเริ่มก่อตั้ง (ปี 2509) สหรัฐและญี่ปุ่นมีสิทธิการลงคะแนนเสียงสูงสุดคือประเทศละร้อยละ 17.2 ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ ปี 2546) ทั้งสหรัฐและญี่ปุ่นยังดำรงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุดในการออกเสียงประเทศละร้อยละ 15.9 (ADB : I) สมาชิกภาพ ประเทศสมาชิกร่วมก่อตั้งมีรวม 31 ประเทศ ดำเนินงานมาเกือบสี่สิบปีแล้ว ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 61 ประเทศ (ตารางที่ 1) 44 ประเทศจากภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และ 17 ประเทศจากส่วนอื่นของโลก ประเทศที่มีสิทธิสมัครเข้าเป็นสมาชิกของเอดีบีประกอบด้วยสองกลุ่ม ได้แก่ (ก) กลุ่มประเทศสมาชิกขององค์การเอสแคป และ (ข) กลุ่มประเทศพัฒนาทั้งในและนอกภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ หรือขององค์การชำนัญพิเศษสหประชาชาติ การจะได้รับการเข้าเป็นสมาชิกต้องได้รับเสียงสนับสนุน 2 ใน 3 ของคณะผู้ว่าการ ในจำนวน 2 ใน 3 นี้ต้องนำไปคำนวณออกมาต้องเท่ากับไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกผู้ถือหุ้น (ที่มีสิทธิในการลงคะแนนเสียง) ทั้งหมด ดังนั้น หากสหรัฐและญี่ปุ่นปฏิเสธการเข้าเป็นสมาชิกใหม่จะยากลำบากทันที ที่มาของทรัพยากรทางการเงิน ประกอบด้วย (ก) กองทุนธรรมดา (Ordinary Capital Resumces) ได้แก่ มูลค่าของหุ้นที่ได้รับการชำระแล้ว สำรอง การออกพันธบัตร ทุนหาจากการกู้ยืมจากสถาบันการเงินอื่นๆ กำไรสะสม เงินชำระคืนหมุนเวียนจากลูกหนี้ (ข) กองทุนพิเศษ (Special Fund) อาจนำมาจากกองทุนธรรมดา หรือได้รับการบริจาคจากรัฐบาลหรือองค์การระหว่างประเทศ เช่น ในปี 2513 ได้ตั้งกองทุนพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Fund) ขึ้น กองทุนพิเศษอื่นๆ คือ กองทุนพิเศษความช่วยเหลือทางวิชาการ (Technical Assistance Special Fund), กองทุนพิเศษญี่ปุ่น (Japan Special Fund) รวมถึงเครื่องอำนวยความสะดวกสนับสนุนวิกฤตค่าเงินในเอเชีย (Asian Currency Crisis Support Facility) และกองทุนพิเศษสถาบันเอดีบี (ADB Institute Special Fund), กองทุนอื่นๆ ได้แก่ แผนงานทุนญี่ปุ่น (Japan Scholarship Program), ในปี 2543 มีการจัดตั้งกองทุนญี่ปุ่นเพื่อลดปัญหาความยากจน (Japan Fund of Poverty Reduction) เห็นได้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีบทบาทความสำคัญเด่นชัดในฐานะให้เงินสมทบถือเป็นแหล่งเงินทุนหลัก จึงค่อนข้างมีอิทธิพลต่อทิศทางเอดีบีอย่างมาก เอดีบีออกพันธบัตรเพื่อระดมทุนปีละประมาณ 4 ถึง 5 พันล้านดอลลาร์เข้ากองทุนธรรมดา ขอบข่ายงาน : หน้าที่ เอดีบีมีสำนักงานกระจายอยู่ทั่วโลก 24 แห่ง (ข้อมูลปี 2546) มีพนักงานกว่า 2,000 คน จากคนของชาติต่างๆ เกือบ 50 ประเทศ หน้าที่ของเอดีบีโดยทางการระบุไว้กว้างๆ ดังต่อไปนี้ (ADB : I) (ก) มุ่งให้เงินกู้และเงินลงทุนต่อประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นสมาชิกเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (ข) มุ่งจัดหาความช่วยเหลือทางวิชาการเพื่อการวางแผนและการดำเนินการโครงการและแผนงานพัฒนา ตลอดจนการบริการด้านการให้คำปรึกษา (ค) มุ่งส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนภาครัฐบาลและภาคธุรกิจเอกชนเพื่อการพัฒนา (ง) มุ่งตอบสนองต่อการร้องขอความช่วยเหลือในการประสานงานด้านนโยบายและแผนการต่างๆ ของประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นสมาชิก ในปี 2542 หลังเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในเอเชียสองปี เอดีบีเริ่มจัดให้มี "ยุทธศาสตร์การลดความยากจน" (Poverty Reduction Strategy) มุ่งที่จะปรับปรุงสวัสดิการของประชากรในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนยากจน 900 ล้านคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 ดอลลาร์ต่อวัน เครื่องมือหลักของเอดีบีคือการปล่อยเงินกู้ และการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการที่สนับสนุนการลงทุนภาคเอกชน เอดีบีจัดสรรเงินกู้รวมทั้งสิ้น 5.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2544 เงินกู้โดยเฉลี่ยต่อหนึ่งโครงการประมาณ 70 ล้านดอลลาร์ ยอดเงินกู้เพิ่มขึ้นเป็น 5.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2545 ประเทศผู้กู้รายใหญ่ที่สุด ในปี 2544 คือประเทศอินเดีย ตามมาด้วยจีน ปากีสถาน และอินโดนีเซีย ตามลำดับ โครงการและแผนงานของเอดีบีเน้นหนึ่งเรื่องหรือมากกว่านั้น ในเรื่องต่างๆ ตามความสำคัญดังต่อไปนี้ (อาจเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความยากจนเลยก็ได้) (ก) ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (ข) การพัฒนาคน (ค) สตรีกับการพัฒนา (ง) ธรรมาภิบาล (จ) การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (ฉ) การพัฒนาภาคเอกชน (ช) ความร่วมมือในภูมิภาค แต่ละเรื่องข้างต้นจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับสามเรื่องหลักในยุทธศาสตร์การลดความยากจน ประกอบด้วย การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนที่สนับสนุนคนจน การพัฒนาสังคม และธรรมาภิบาล นอกเหนือจากประเด็นต่างๆ ที่กล่าวแล้วข้างต้น เอดีบียังให้ความสำคัญเรื่องกฎหมายกับการปฏิรูปเชิงนโยบาย และมิติทางสังคมว่าด้วยการพัฒนาอีกด้วย ปฏิบัติการของเอดีบีจึงครอบคลุมหลากหลายสาขา ได้แก่ เกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน การเงิน อุตสาหกรรมและแร่ธาตุ โครงสร้างทางสังคม การขนส่ง และการสื่อสาร กิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหลายสาขา กิจกรรมการให้คำปรึกษาเชิงสนับสนุนในเรื่องต่างๆ เช่น กฎหมายกับการปฏิรูปนโยบาย ธรรมาภิบาล รวมทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน และกิจกรรมต่างๆ ในภูมิภาค การสนับสนุนภาคธุรกิจเอกชนให้เติบโต เอดีบีให้ความช่วยเหลือโดยตรงต่อวิสาหกิจเอกชนทั้งเงินลงทุนและเงินกู้ โดยไม่ต้องให้รัฐบาลค้ำประกัน นอกจากนี้ ยังให้กู้แบบค้ำประกันและอำนวยความสะดวกด้านการร่วมจัดหาเงินทุนเชิงพาณิชย์อีกด้วย ในปี 2544 เอดีบีอนุมัติเงินกู้แก่ภาคเอกชนจำนวน 4 โครงการ รวมทั้งสิ้น 37.5 ล้านดอลลาร์ และเงินลงทุนรวม 30.4 ล้านดอลลาร์ ส่วนด้านความช่วยเหลือทางวิชาการนั้น ในปี 2544 เอดีบีอนุมัติจำนวน 257 โครงการ คิดเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 146.4 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเป็น 179 ล้านดอลลาร์ ในปี 2545 โครงการดังกล่าวเกี่ยวกับขั้นเตรียมการดำเนินงานโครงการและแผนงาน สนับสนุนกิจกรรมการให้คำปรึกษา และอื่นๆ ในภูมิภาค เงินกู้ของเอดีบีที่จัดสรรจากกองทุนธรรมดาเป็นโครงการเงินกู้ระยะยาว 15 ถึง 25 ปี อัตราดอกเบี้ยตกในราวพอๆ กันกับอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของเงินสกุลที่เบินถอน ในกรอบเชิงกลยุทธ์ระยะยาว (Long-Term Strategic Framework) เวลา 15 ปี (2544-2558) เอดีบีมุ่งสนับสนุนกิจกรรมหลักๆ 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาภาคเอกชน ความร่วมมือในภูมิภาค และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน แหล่งเงินกู้ร่วมกัน (Cofinancing) เนื่องจากประเทศสมาชิกมีทรัพยากรเงินกู้ของตนไม่เพียงพอ เอดีบีจึงเป็นตัวกลางจัดหาเงินกู้เพิ่มเติมให้กับโครงการเงินกู้ของประเทศสมาชิก ซึ่งมาจากแหล่งต่างๆ ได้แก่ ทางการ (รัฐบาลประเทศใหญ่ เช่น ญี่ปุ่น) ภาคเอกชนเชิงพาณิชย์ และสินเชื่อส่งออก การจัดหาแหล่งเงินกู้ร่วมกันในปี 2545 มีมูลค่ารวม 2.85 พันล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการเงินกู้รวม 38 โครงการ และอีก 157.85 ล้านดอลลาร์ สำหรับโครงการเงินช่วยเหลือทางวิชาการ 73 โครงการ ณ สิ้นปี 2545 ตัวเลขสะสมการจัดหาแหล่งเงินกู้ร่วมกัน (ซึ่งเริ่มจัดให้มีขึ้นตั้งแต่ปี 2513 เป็นต้นมา) มีรวมทั้งสิ้น 38.33 พันล้านดอลลาร์ สำหรับเงินกู้รวม 609 โครงการ และอีก 583.13 ล้านดอลลาร์ สำหรับเงินช่วยเหลือทางวิชาการ 501 โครงการ สัญญาการจัดหาสินค้าและบริการ (Procurement Contracts) และงานของที่ปรึกษา (Consultants) เอดีบีจัดสรรเงินกู้นับหลายๆ พันล้านดอลลาร์ให้กับโครงการและกิจกรรมจำนวนมากของประเทศกำลังพัฒนาในแต่ละปี เพื่อจัดซื้อสินค้าและบริการ ส่วนใหญ่จากประเทศพัฒนาแล้ว ช่วง 1 มกราคม 2541 ถึง 31 ธันวาคม 2545 เอดีบีได้อนุมัติเงินกู้รวม 27.60 ล้านดอลลาร์ สำหรับ 310 โครงการ และอีกจำนวน 813 ล้านดอลลาร์ ในการช่วยเหลือทางวิชาการรวม 1,324 โครงการ ณ สิ้นปี 2545 ตัวเลขสะสมด้านเงินกู้ทั้งสิ้น 98.80 พันล้านดอลลาร์ สำหรับ 1,752 โครงการ ใน 38 ประเทศ และอีก 2.20 พันล้านดอลลาร์ สำหรับเงินช่วยเหลือทางวิชาการ 5,023 โครงการ ซึ่งรวมถึงโครงการช่วยเหลือในระดับภูมิภาคด้วย สัญญาการจัดหาสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้อง, งานโยธา และงานบริการที่ปรึกษาซึ่งมีมูลค่า 2.70 พันล้านดอลลาร์ในปี 2544 ได้เพิ่มขึ้นเป็น 4.46 พันล้านดอลลาร์ในปี 2545 ซึ่งสูงขึ้นในอัตราร้อยละ 65.2 ตัวเลขสะสมจำนวนมูลค่าสัญญาดังกล่าวจนถึงสิ้นปี 2545 สูงถึง 67.29 พันล้านดอลลาร์ แม้ว่าสัญญาส่วนใหญ่จะทำการเปิดประมูลระดับนานาชาติ แต่ผู้ได้งานไปมักจะเป็นบรรษัทขนาดใหญ่จากประเทศใหญ่มากกว่าจะเป็นจากบรรษัทประเทศเล็ก เช่นเดียวกันกับงานของที่ปรึกษา ผู้มีบทบาทมักจะเป็นบรรษัทข้ามชาติจากประเทศพัฒนาแล้ว โครงการเงินกู้ของเอดีบีมีสัญญาให้คำปรึกษา 3,696 สัญญา คิดเป็นมูลค่ารวม 2.03 พันล้านดอลลาร์ ในช่วง 1 มกราคม 2528 ถึง 31 ธันวาคม 2545 ส่วนโครงการความช่วยเหลือทางวิชาการของเอดีบีนั้น งานให้คำปรึกษามีรวม 8,063 สัญญา คิดเป็นเงิน 1.36 พันล้านดอลลาร์ ในช่วง 1 มกราคม 2528 ถึง 31 ธันวาคม 2544 หน้า 28 โฉมหน้าเอดีบีกับเศรษฐกิจไทย และโครงการคลองด่าน (2) บทความพิเศษ วิวัฒน์ชัย อัตถากร มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 05 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1216 ความสัมพันธ์ระหว่างเอดีบีกับไทย : ข้อมูลทั่วไป ประเทศไทยเป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งเอดีบีด้วย จากข้อมูลของเอดีบีชี้ว่าในปี 2546 ไทยมีหุ้นในเอดีบีมากเป็นลำดับที่ 17 ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียงแค่ร้อยละ 1.382 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด สิทธิออกเสียงมีเพียงแค่ร้อยละ 1.43 ของจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น จำนวนทุนทั้งสิ้น (Overall Capital Subscription) มีรวม 652.50 ล้านดอลลาร์ ทุนชำระแล้ว 45.70 ล้านดอลลาร์ เงินตั้งใจบริจาคเข้ากองทุนพัฒนาแห่งเอเชีย (ADF) 4.67 ล้านดอลลาร์ (ADB : G) มีคนไทยได้เข้าทำงานในเอดีบีเพียง 15 คน คิดเป็นแค่ร้อยละ 1.97 ของจำนวนพนักงานระดับวิชาชีพทั้งสิ้นในเอดีบี ประเทศไทยมีส่วนร่วมในกิจกรรมของเอดีบีในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในโครงการอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่ไทยร่วมสมทบเงินทุนในโครงการสร้างถนนกับจีนและเอดีบี เงินกู้และเงินช่วยเหลือทางวิชาการ ในปี 2545 เอดีบีอนุมัติโครงการความช่วยเหลือทางวิชาการรวม 3 โครงการ รวมเงินทั้งสิ้น 900,000 ดอลลาร์ ส่วนเงินกู้ไม่มีการอนุมัติ โดยรวมแล้วไทยเป็นหนี้เงินกู้เอดีบีสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2544 รวมทั้งสิ้น 5.35 พันล้านดอลลาร์ (ตารางที่ 2) เงินกู้ร่วม นอกเหนือจากเงินกู้และเงินช่วยเหลือทางวิชาการโดยตรงจากเอดีบีแล้ว ยังมีที่มาส่วนจากแหล่งเงินกู้ร่วมอื่น อีกมากที่ไทยต้องเป็นหนี้ ทั้งนี้ โดยผ่านการจัดการของเอดีบี ในช่วง 1 มกราคม 2544 ถึง 31 ธันวาคม 2545 เงินกู้ร่วมมีค่อนข้างสูง ดังปรากฏเป็นโครงการจำแนกตามแหล่งการจัดหาเงินทุนในตารางที่ 3 และจำแนกตามสาขาการเกษตรและการส่งออกในตารางที่ 4 แผนการกู้เงินและรับความช่วยเหลือทางวิชาการ รัฐบาลไทยมีแผนการกู้เงินและแผนการรับความช่วยเหลือทางวิชาการจากเอดีบีดังที่ปรากฏตามข้อมูลในตารางที่ 5, 6 และ 7 ผลประโยชน์ของภาคธุรกิจเอกชนในไทย การจัดหาสินค้าและบริการ จากตารางที่ 8 ชี้ว่า ภาคธุรกิจเอกชนไทยได้รับผลประโยชน์จากโครงการของเอดีบีในการจัดหาสินค้า บริการ งานโยธา และบริการที่ปรึกษาในตัวเลขสะสม (ตั้งแต่เริ่มต้น) ณ 31 ธันวาคม 2545 รวมทั้งสิ้น 1,925.96 ล้านดอลลาร์ ดูแล้วเป็นจำนวนมากทีเดียว แต่หากคิดเป็นสัดส่วนแล้วเพียงแค่ร้อยละ 3.93 ของยอดรวมทั้งหมดของกิจกรรมด้านนี้ ของเอดีบีเท่านั้น สัดส่วนของผลประโยชน์ส่วนใหญ่ ตกกับบรรษัทประเทศพัฒนาแล้วมากกว่า มี 10 บริษัทไทยที่เป็นผู้ทำสัญญา/จัดหาสินค้าและบริการในช่วง 1 มกราคม 2541 - 31 ธันวาคม 2545 ดังปรากฏในตารางที่ 9 เห็นได้ว่าเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ในภาคบรรษัทไทยทั้งสิ้นที่ได้รับโอกาสนี้ ซึ่งเป็นงานในสาขาขนส่งและสื่อสารเป็นส่วนใหญ่ งานของที่ปรึกษา ช่วง 1 มกราคม 2528 ถึง 31 ธันวาคม 2545 ที่ปรึกษาจากประเทศไทยได้งานจากโครงการเงินกู้เอดีบีรวม 31 สัญญา (คิดเป็นร้อยละ 0.84 ของสัญญาทั้งสิ้นของเอดีบี) มูลค่า 19.20 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็นร้อยละ 0.95 ของมูลค่างานที่ปรึกษาทั้งสิ้นของเอดีบี) ในช่วง 1 มกราคม 2541 - 31 ธันวาคม 2545 บริษัทจากไทยที่ได้ค่าที่ปรึกษาสูงสุดได้แก่ บริษัท De Leuw Cather Int"l / Thai DCI จำนวน 1.44 ล้านดอลลาร์จากหนึ่งโครงการเงินกู้ ส่วนโครงการความช่วยเหลือทางวิชาการนี้ บริษัทที่ปรึกษาจากไทยได้รับมอบหมายงานรวม 156 สัญญา (คิดเป็นร้อยละ 1.93 ของสัญญาทั้งสิ้น) มูลค่ารวม 17.90 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็นร้อยละ 1.32 ของยอดรวมมูลค่าที่ปรึกษาทั้งสิ้นของเอดีบี) ตารางที่ 10 แสดงรายชื่อบริษัทสำคัญๆ จากไทยที่ได้งานที่ปรึกษาจากโครงการความช่วยเหลือทางวิชาการของเอดีบีในช่วง 1 มกราคม 2540 - 31 ธันวาคม 2544 บางบริษัทเป็นสาขาของบรรษัทข้ามชาติซึ่งมาเปิดกิจการในเมืองไทย
หน้า 28 โฉมหน้าเอดีบีกับเศรษฐกิจไทย และโครงการคลองด่าน (3) บทความพิเศษ วิวัฒน์ชัย อัตถากร มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1217 วิเคราะห์ผลทางเศรษฐกิจและสังคมต่อประเทศไทย 1. การพัฒนาภาคธุรกิจเอกชนได้รับความสำคัญในลำดับสูงสุด เงินกู้และเงินช่วยเหลือจากเอดีบีทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ถูกจัดสรรเพื่อพัฒนาภาคธุรกิจเอกชนในลำดับสูงสุด ทั้งนี้ เป็นไปตามอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ที่เอดีบียึดถือ แนวทางหลักของเสรีนิยมใหม่เน้นการนำทรัพยากรทุกชนิดในระบบเศรษฐกิจ มุ่งไหลสู่การลงทุนภาคเอกชนมากที่สุด ด้วยมาตรการทุกวิถีทาง เพื่อกระตุ้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยรัฐเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนเต็มที่ (วิวัฒน์ชัย อัตถากร : 2546) ดังนั้น มากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 53.2) ของหนี้เงินกู้เอดีบีถูกจัดสรรให้สองสาขาคือพลังงาน ขนส่งและสื่อสาร (ตารางที่ 2 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว) รวมทั้งสนับสนุนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (ADB : A) ล้วนเป็นรากฐานสำคัญของการลงทุนภาคเอกชนในประเทศไทย ในช่วงสามปี (2545-2547) ไทยมีแผนการกู้เงินจากเอดีบีรวม 13 โครงการ (ตารางที่ 5) และแผนการรับความช่วยเหลือทางวิชาการจากเอดีบีอีกรวม 16 โครงการ (ตารางที่ 7 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว) ปรากฏว่าสาขาโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมได้รับเงินกู้สูงสุด และได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการสูงสุดเป็นลำดับสอง โครงการบำบัดน้ำเสียที่ "คลองด่าน" จังหวัดสมุทรปราการ ถูกจัดรวมอยู่ในสาขานี้ด้วย ตัวอย่างโครงการที่ได้รับการจัดสรรในสาขานี้ที่สำคัญได้แก่ โครงการปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งมุ่งสนับสนุนแนวทางการออกนอกระบบราชการของมหาวิทยาลัย บรรดาผู้บริหารระดับสูงในแวดวงอุดมศึกษาไทยมักเอามาเป็นข้ออ้างที่สำคัญมากอยู่เนืองๆ ว่าการรับเงินกู้และความช่วยเหลือต้องทำตามข้อกำหนดของเอดีบี โดยมหาวิทยาลัยไทยต้องบริหารภายใต้ระบบใหม่ เป็นที่น่าแปลกใจว่าด้วยจำนวนเงินกู้เพียงเล็กน้อยก็สามารถเปลี่ยนโครงสร้างอุดมศึกษาไทยได้ทั้งระบบทั้งประเทศ ด้วยสำนึกที่เพี้ยนของนักอุดมศึกษาไทย โดยเฉพาะผู้บริหารของชาติ เดินตามความคิดภายนอกอย่างไม่จำแนกอย่างไม่ประยุกต์ ขาดการศึกษาทำความเข้าใจกับบริบทไทย และระบบทุนนิยมอย่างชัดเจนและลุ่มลึกสะท้อนความเป็นจริงพอ การออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยดูจะอิงกับปรัชญาเสรีนิยมใหม่ของเอดีบี เรื่องทำ "การศึกษา" ให้มีลักษณะเป็น "เชิงพาณิชย์" มากขึ้น พิจารณา "การศึกษา" คล้ายเป็น "สินค้าเอกชน" มากกว่า "สินค้าสาธารณะ" สำหรับประชาชนของประเทศ ผลที่จะตามมาก็คือการศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐ จะต้องเสียค่าใช้จ่ายและค่าเล่าเรียนสูงขึ้น คนชั้นกลางระดับล่างและคนจนอาจมีโอกาสทางการศึกษาน้อยลง มหาวิทยาลัยจะมุ่งเน้นผลิตกำลังคนเพื่อสนองตอบการผลิต/การลงทุนภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น สาขาใดไม่รับใช้ภาคเอกชนจะถูกทำให้ลดความสำคัญลง หรืออาจเลิกการผลิตในท้ายที่สุด การนำมหาวิทยาลัยไทยออกนอกระบบอย่างไม่จำแนกและไม่เข้าใจบริบทสังคมเชิงเปรียบเทียบจะทำให้เป้าหมาย และศักยภาพของมหาวิทยาลัยไทยในการรับใช้ชุมชนอันหลากหลายในสังคมไทยแห้งเหือด เลือนหาย และถูกทำลายไปในที่สุด ส่วนโครงการให้ความช่วยเหลือทางวิชาการที่เอดีบีจัดสรรให้ไทยอีกหนึ่งโครงการคือ การปฏิรูปการศึกษาระดับมัธยมศึกษานั้น มุ่งเน้นปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการใช้คอมพิวเตอร์ เอดีบีไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านสังคมศึกษา, มนุษยศาสตร์ และประวัติศาสตร์เท่าใดนัก ทั้งๆ ที่เป็นฐานภูมิปัญญาของชาติเลยทีเดียว จริงอยู่ ความสำคัญในการสร้างนักวิทยาศาสตร์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นเรื่องจำเป็น แต่ก็ควรสร้างดุลยภาพในการพัฒนาเชิงปริมาณและคุณภาพทั้งสายวิทยาศาสตร์และสายสังคมพร้อมกันไปด้วยจะดีกว่า ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนนี้ควรมีเนื้อหาสาระที่เอื้อต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในระดับชุมชนท้องถิ่นจึงจะเพิ่มศักยภาพให้ชุมชนท้องถิ่นยืนอยู่บนขาตัวเองได้ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากโครงการที่กล่าวถึงแล้วยังมีโครงการอื่นๆ เช่น โครงการก่อสร้างถนนจากมุกดาหารเข้าลาวและเวียดนาม โครงการยุทธศาสตร์และนโยบายหนี้ของเทศบาล โครงการพัฒนาตลาดทุน โครงการนโยบายสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีสำหรับการลงทุนต่างประเทศ เป็นต้น โดยสรุปโครงการต่างๆ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นการเสริมสร้างพื้นฐานแวดล้อมสำคัญ ในการสนับสนุนการพัฒนาการลงทุน ภาคเอกชนทั้งทุนไทย และทุนข้ามชาติเป็นสำคัญ 2. การแก้ไขปัญหาความยากจน-สิ่งแวดล้อม-และธรรมาภิบาลได้รับความสำคัญในลำดับต่ำ และเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุมากกว่า เอดีบีมักอ้างอยู่เนืองๆ ว่าสนใจการแก้ไขปัญหาความยากจน สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล แต่ในข้อเท็จจริงปรากฏว่าเอดีบีจัดสรรเงินกู้และเงินช่วยเหลือแก่ไทยด้านดังกล่าวในลำดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับด้านอื่น (ตารางที่ 6 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว) ยิ่งไปกว่านี้โครงการเอดีบีขนาดใหญ่อย่างกรณี "คลองด่าน" กลับส่งผลกระทบต่อชุมชน ชาวบ้าน และสิ่งแวดล้อม ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากถึงความไม่โปร่งใสอย่างต่อเนื่อง หรือกรณีโครงการเงินกู้จากเอดีบีเพื่อการปรับโครงสร้างทางสังคมด้านแรงงานและสวัสดิการสังคม ด้านการศึกษา และด้านสาธารณสุข ในปี 2542 ที่มุ่งแก้ไขปัญหาการว่างงานและความยากจน จากงานวิจัยการประเมินผลโครงการดังกล่าวพบว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุแบบชั่วคราวฉาบฉวย จึงประสบกับความล้มเหลว (โปรดดู สพบ. : 2543) โครงการเงินกู้นี้จำนวนถึง 100 ดอลลาร์ 3. การชำระหนี้เงินกู้ ภาระงบประมาณแผ่นดิน และภาระต่อประชาชนผู้เสียภาษีอากรจากความไม่เหมาะสมและความไม่โปร่งใสของโครงการ โครงการเงินกู้และความช่วยเหลือส่วนใหญ่มักเริ่มต้นจากองค์การเงินกู้ หรือผู้บริหารระดับสูงของรัฐ บ่อยครั้งเกิดขึ้นจากความต้องการภายนอก (แนวทาง/นโยบายองค์การเงินกู้) หรือไม่ก็เป็นความต้องการจากระดับสูงของกรมหรือกระทรวง ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับ "ความจำเป็นแท้จริง" ของประเทศชาติและประชาชน มีการจ้างบริษัทที่ปรึกษา (ค่าจ้างแพงมากๆ !!) อาจเป็นชาวต่างชาติและหรือคนไทย ทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ เพื่อสรุปผลออกมาให้ใช้อ้างอิงได้ว่า "เหมาะสม" ควรดำเนินการ จากนั้นจึงตามมาด้วยการกู้เงิน รับความช่วยเหลือ และตั้งงบประมาณแผ่นดินสมทบ ดังนั้น ในกระบวนการดังกล่าวนี้ "ผู้เชี่ยวชาญ" กลายเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ สามารถชี้ว่าจะทำหรือไม่ก็ได้ หากจริงๆ แล้วถ้า "ไม่เหมาะสม" ไม่สมเหตุสมผล การตัดสินใจที่ขึ้นอยู่กับบริษัทที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ โดยการเปิดทางให้องค์การเงินกู้และรัฐ จึงสร้าง "ความเสี่ยง" ให้กับสังคมทันทีตั้งแต่เริ่มต้น ผู้เขียนเห็นว่าเรื่องนี้เป็น "จุดอ่อน" ที่สำคัญของโครงการรัฐ ซึ่งผู้เขียนได้เคยวิเคราะห์วิจารณ์ และเสนอแนะให้รัฐไทย ปรับเปลี่ยนโครงสร้างความคิด และกระบวนวิธีการใหม่หมด ในเรื่องการศึกษาความเป็นไปได้ ของโครงการและการวิเคราะห์ประเมินโครงการ (โปรดดู วิวัฒน์ชัย อัตถากร : 2545 ก.) เมื่อพิจารณาถึงที่มาของเงินกู้ จะเห็นว่าประมาณร้อยละ 75 ของเงินกู้เอดีบีมาจากกองทุนธรรมดา นอกจากนี้ ต้องจัดหาเงินทุนจากแหล่งอื่นด้วย โดยกู้เพิ่มจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และรัฐบาลต่างประเทศ ถือเป็น "การกู้ร่วม" รวมทั้งต้องจัดสรรจากงบประมาณแผ่นดินของประเทศผู้กู้สมทบอีก (Counterpart Fund) ตัวเลขของเอดีบีปี 2543 ชี้ว่า ทุกๆ 1 ดอลลาร์ของเงินกู้จากเอดีบี ต้องหาเงินเพิ่มเสริมจากแหล่งอื่นอีก 51 เซ็นต์ จึงจะสามารถดำเนินการโครงการนั้นๆ ได้ ดังนั้น ประเทศผู้รับเงินกู้และความช่วยเหลือจากเอดีบีต้องมีภาระพึ่งพาเงินทุนจากหลายแหล่ง รัฐบาลไทยต้องอาศัยการกู้ร่วมจำนวนมาก (ตารางที่ 3 และ 4 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว) อีกทั้งต้องควักจ่ายสมทบ จากเงินงบประมาณแผ่นดิน คิดแล้วประมาณร้อยละ 40 ของวงเงินยอดรวมของโครงการ (ตารางที่ 5 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว) นับว่าไม่น้อยเลย นั่นหมายความว่าหากพิจารณาโครงการใดไม่รอบคอบและรอบด้านพอก่อนตัดสินใจดำเนินการ แล้วเกิดพบว่ามีความไม่เหมาะสมในภายหลัง ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง หลังจากเบิกเงินไปจนหมดหรือเกือบหมดแล้ว อย่างนี้จะสร้างภาระหนี้ในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย ย่อมเป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินและภาษีของประชาชนทั้งเงินกู้และดอกเบี้ยส่วนนั้นของเอดีบีรวมทั้งเงินสมทบ ยิ่งหากสิ่งก่อสร้างของโครงการใช้การไม่ได้หรือเกือบไม่ได้เลย ผลเสียหายก็ยิ่งอาจมหาศาลอย่างคาดไม่ถึง กรณีโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียที่คลองด่านน่าจะเป็นตัวอย่างที่เป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกฝ่ายได้เป็นอย่างดี 4. ภาคบรรษัทข้ามชาติได้รับผลประโยชน์จากการค้าและการลงทุนในสัดส่วนสูงสุด ส่วนกลุ่มบรรษัทไทยและกลุ่มอื่นๆ ได้ส่วนแบ่งลดหลั่นกันไป สืบเนื่องจากการอภิปรายในหัวข้อ 3 ผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการเอดีบีแยกเป็นสองส่วน 4.1 ประเทศผู้กู้ ประกอบด้วย ข้าราชการและนักการเมือง (กรณีโครงการไม่โปร่งใส) ผู้เชี่ยวชาญ บริษัทที่ปรึกษา และบริษัทของไทยขนาดใหญ่ สำหรับบริษัทในไทยได้รับส่วนแบ่งในสัดส่วนน้อยกว่าบรรษัทข้ามชาติอย่างมากเห็นได้ชัด (ตารางที่ 8, 9 และ 10 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว) 4.2 ประเทศผู้ให้กู้ ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่ในเอดีบี ประเทศผู้บริจาคเงินเข้ากองทุนพิเศษของเอดีบี ได้แก่ รัฐบาลประเทศใหญ่ เช่น ญี่ปุ่นและอื่นๆ การให้เงินกู้และเงินช่วยเหลือมักมาพร้อมกับเงื่อนไข ข้อผูกมัด (Tied Aid) ที่ประเทศผู้กู้/รับความช่วยเหลือ ต้องซื้อสินค้า และบริการจากประเทศใหญ่ดังกล่าวนั้น เท่ากับเป็นการหางานให้กับบรรษัทข้ามชาติของตนทั้งในกิจกรรม "ที่ปรึกษา" "การค้าและการลงทุน" ดังนั้น เม็ดเงินจึงหมุนเวียนอยู่ในเศรษฐกิจประเทศผู้ให้กู้ เป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้ประชาชนของตน การผูกมัดลักษณะนี้ทำให้มูลค่าเงินกู้และความช่วยเหลือสุทธิที่ได้รับจริงต่ำกว่าจำนวนที่ตกลงกันไว้ ผู้กู้เสียเปรียบในประเด็นสำคัญ หากผลของการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนั้น มีควาามไม่เหมาะสมอย่างแท้จริง แต่การได้ทำโครงการเท่ากับการเข้ามามีอิทธิพลทางความคิดและขยายตลาดของประเทศใหญ่ โดยเฉพาะการขายเครื่องจักร/เทคโนโลยีที่อาจไม่เหมาะสมกับความเป็นจริงในการใช้งาน เช่น เป็นแบบใช้ทุนเข้มข้น (Capital Intensive) แทนที่จะเป็นแบบใช้แรงงานเข้มข้น (Labor Intensive) จึงลดการจ้างงานลงไปมาก จนทำให้คนตกงานมากขึ้น เป็นต้น นอกจากนี้ สินค้าประเภททุนที่นำเข้าอาจแพงเกินจริงจากตลาดผูกขาดเทคโนโลยีระดับโลกและในประเทศผู้ให้กู้ (ญี่ปุ่นและประเทศทุนนิยมก้าวหน้าอื่นๆ) รวมทั้งการตั้งราคาตามระบบโอนราคา (Transfer Pricing) ที่ไทยและประเทศผู้กู้ต้องเสียเปรียบในสภาวะ "ซื้อแพง-ขายถูก" เงื่อนไขข้อผูกมัดข้างต้นจะนำไปสู่การ "ซื้อซ้ำ" พวกอะไหล่ ส่วนประกอบเมื่อเครื่องจักรสึกหรอ ถ้าไม่มีเงินตราต่างประเทศไปซื้อ ก็ต้องกู้หนี้เพิ่มไม่หยุดหย่อน เพราะโครงสร้างการวิจัยและพัฒนาภายในประเทศที่อ่อนแอ ฐานการพัฒนาเทคโนโลยีของไทยและประเทศผู้กู้จึงอ่อนแอ ตกเป็นเบี้ยล่าง ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวเกิดขึ้นปีแล้วปีเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเป็นสาเหตุหนึ่งของวิกฤตหนี้สินในประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งไทย 5. ยุทธศาสตร์เอดีบีในกรอบเสรีนิยมใหม่กับภาคประชาชนคนชั้นล่างถูกทอนกำลังในโลกาภิวัตน์ เอดีบีถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเล่นบทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจตามกรอบกระแสหลัก การผลิตซ้ำทางอุดมการณ์ (Ideological Reproduction) ในแนวทางเสรีนิยมใหม่ หนุนช่วยการเติบใหญ่ของระบบทุนนิยมโลก ซึ่งสอดรับกับบทบาทของธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และแกตต์ (GATT) หรือข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าและศุลกากร (General Agreement on Trade and Tariff) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นดับเบิลยูทีโอ (WTO) หรือองค์การการค้าโลก (World Trade Organization) ในปัจจุบัน สถาบันระหว่างประเทศทั้งหมดนี้มีกระบวนทัศน์การพัฒนาแนวเดียวกัน เพียงแค่แบ่งบทกันเล่นในเวทีโลกาภิวัตน์ จึงไม่น่าแปลกใจว่าวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่ไทยต้องรับเงินช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟนั้น เอดีบีและธนาคารโลก ได้ร่วมลงขันเงินกู้ (รวม 2,700 ล้านดอลลาร์) ให้ไทยด้วย เป็นที่มาของการต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขอันเข้มงวด และเปิดทางเต็มเหนี่ยวให้ทุนข้ามชาติ จนส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และภาคประชาชนอย่างกว้างขวาง เป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่สังคมต้องจ่ายราคาแพงมากแบบ "ได้ไม่คุ้มเสีย" ตามมาด้วยหนี้สินมหาศาล (โปรดดู วิวัฒน์ชัย อัตถากร : 2545 ข.) กล่าวได้ว่า สถาบันเหล่านี้แบ่งบทกันเล่นในเวทีโลกาภิวัตน์ ธนาคารโลกเล่นบทให้เงินกู้ด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกับเอดีบี เพื่อสร้างความพร้อม ในสิ่งอำนวยความสะดวก ถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ บำบัดน้ำเสีย ฯลฯ เพื่อจูงใจให้บรรษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุน ไอเอ็มเอฟเล่นบทพิทักษ์เสถียรภาพการเงินโลก หากประเทศใดเกิดวิกฤตหนี้สิน/วิกฤตดุลการชำระเงิน/วิกฤตค่าเงิน ก็เข้ารับเงินกู้ไอเอ็มเอฟที่มักมาพร้อมกับ "เงื่อนไข" บีบให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ออกกฎหมายเปิดทางต่างชาติแบบไร้พรมแดน ส่วนองค์การการค้าโลกเล่นบทสร้างกฎเกณฑ์ให้การค้าระหว่างประเทศทั้งสินค้าและบริการเป็นไปโดยเสรีให้มากที่สุด วัตถุประสงค์ของเอดีบีในมาตรา 1 แห่งความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเอดีบีระบุว่าเอดีบีมีวัตถุประสงค์มุ่งให้กู้ยืมเงิน ส่งเสริมการลงทุนและให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการแก่ประเทศกำลังพัฒนา เร่งรัดการพัฒนาเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความร่วมมือทางการพัฒนาระหว่างประเทศในภูมิภาค (อ้างใน ศุภชัย ศิริสุวรรณางกูร : 2510 น.55-61) นั้น สาระดังกล่าวสอดคล้องกับกรอบทฤษฎีการพัฒนาเศรษฐกิจกระแสหลัก กล่าวคือ แนวความคิด วัฏจักรแห่งความยากจนอธิบายว่าประเทศโลกที่สามยากจนด้วยพัฒนา เพราะขาดแคลนปัจจัยด้านทุนเทคโนโลยี และการจัดการสมัยใหม่ จึงควรนำเข้าสิ่งขาดแคลนจากประเทศพัฒนาแล้ว ทฤษฎีนี้ชี้ว่าการรับ "ทุนจากต่างประเทศ" จะส่งผลด้านบวกต่อการพัฒนา ทำให้ประเทศยากจนเจริญก้าวหน้าขึ้น ช่องว่างทางรายได้ระหว่างกลุ่มประเทศรวยกับจนจะน้อยลง นำมาสู่การพัฒนาที่ให้ประโยชน์อย่างเป็นธรรมกับทั้งสองกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ข้อคาดการณ์เรื่องช่องว่างสองกลุ่มจะลดน้อยลงกลับไม่เป็นจริง หากยังถูกถ่างให้ห่างกว้างมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ผลวิจัยเชิงประจักษ์ชี้ว่า ทุนจากต่างประเทศช่วยสร้างความเจริญและความทันสมัยขึ้นจริง แต่เป็นความเจริญเฉพาะบางส่วนบางภาคเศรษฐกิจที่ตามมา พร้อมกับการสร้างความเหลื่อมล้ำ และการเสื่อมโทรมของสังคม- วัฒนธรรมและการทำลายสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ ฯลฯ (Atthakor : 1982) โลกที่ประเทศใหญ่มีอำนาจเหนือกว่า สร้างกติกากฎเกณฑ์ที่ตนได้เปรียบเสมอ ประเทศเล็กก็สู้ไม่ได้ ถูกกระทำให้อ่อนด้อยกว่า จึงได้รับส่วนแบ่งน้อยกว่าจากการเข้าสู่โลกาภิวัตน์ เสียเปรียบแทบทุกประตูในระบบโลกใบนี้ ก็เพราะระบบโลกได้ถูกออกแบบให้โครงสร้างไม่เท่าเทียม ดังนั้น จึงควรปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ ด้วยการรจัดระเบียบทางเศรษฐกิจของโลกใหม่ (โปรดดู วิวัฒน์ชัย อัตถากร : 2546) ยุทธศาสตร์การให้เงินกู้และความช่วยเหลือของเอดีบีมักจะปรับตามแนวคิดทฤษฎีการพัฒนากระแสหลักแต่ละยุค (ตารางที่ 11) ซึ่งธนาคารโลกมีบทบาทปรับเปลี่ยน/ตกแต่งแนวคิดเป็นระยะให้ดูใหม่ และฟังดูดีขึ้น เมื่อแนวคิดเดิมล้มเหลวไม่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความยากจน และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ในประเทศกำลังพัฒนา อย่างน้อยก็เพื่อให้เกิดความหวังใหม่ๆ และเกิดทัศนคติทางบวกต่อ "ทุนต่างประเทศ" และบทบาท "สถาบันการเงินข้ามชาติ" ทั้งหลายอยู่ไม่สร่างซา ทั้งๆ ที่เนื้อหาหลักของจุดมุ่งหมาย และแนวทางการให้กู้ และเงินช่วยเหลือ ไม่เคยแปรเปลี่ยนบนฐานคิดทุนนิยมโลกาภิวัตน์นั่นแหละ ทฤษฎีทำบุญโปรยทาน (Trickle-Down Theory) ของธนาคารโลกถือว่าล้มเหลวมากที่สุด เพราะยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบไม่สมดุล ที่เน้นการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการเป็นตัวนำ และภาคเกษตร/ ชนบทเป็นตัวตาม หาได้เกิดการกระจายตัวของดอกผลการพัฒนาทั่วถึงไปสู่ทุกภาคส่วนไม่ ธนาคารโลกจึงมีการปรับแต่งแนวคิดพัฒนาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา (ตารางที่ 11)
ดังนั้น ยุทธศาสตร์ความช่วยเหลือจึงสร้างถ้อยคำ หรือวาทกรรมทางการพัฒนาให้แลดูดี ฟังรื่นหูและเกิดความหวังขึ้นเสมอๆ โดยเฉพาะล่าสุดบอกว่าจะดูแลความยากจน สิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาล ประชาสังคม การมีส่วนร่วม ความโปร่งใส การศึกษา ฯลฯ แต่ประเด็นเหล่านี้ต่างก็เป็นความคิดอยู่ในกรอบเสรีนิยมใหม่ทั้งสิ้น ที่ไม่แตะปัญหาเชิงโครงสร้างรากเหง้าต้นตอของปัญหา เอดีบีและธนาคารโลก น่าจะเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ทำไม ธรรมาภิบาล ประชาสังคม การมีส่วนร่วม ความโปร่งใส ฯลฯ จึงเกิดขึ้นไม่ได้ในประเทศกำลังพัฒนาแม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ก็เกิดขึ้นได้ยากมิใช่หรือ ดังนั้น จะเห็นได้ว่ายุทธศาสตร์ของเอดีบี และธนาคารโลกไม่ได้พัฒนาขึ้น บนฐานความจริงในบริบท สังคมวัฒนธรรมของประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากสภาพแวดล้อมทางสังคม ของประเทศทุนนิยมที่ก้าวหน้าทั้งหลาย แทนที่จะช่วยปรับโครงสร้างความเหลื่อมล้ำให้ดีขึ้น แต่กลับสนับสนุน และสร้างความชอบธรรมให้โครงสร้างรายได้และทรัพย์สินกระจุกตัวรวมศูนย์อยู่ในมือชนชั้นสูงในสังคมไทย ดำรงอยู่และเพิ่มมากขึ้นต่อไป จึงทำให้ภาคประชาชนคนชั้นล่าง และคนชายขอบถูกทอนกำลังลงไปในโลกาภิวัตน์ด้วยยุทธศาสตร์เอดีบีดังกล่าวนั้น
หน้า 36 โฉมหน้าเอดีบีกับเศรษฐกิจไทย และโครงการคลองด่าน (จบ) บทความพิเศษ วิวัฒน์ชัย อัตถากร มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1218 เอดีบีกับโครงการคลองด่าน 1 ค่าใช้จ่ายของโครงการ โครงการนี้เป็นการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียที่จังหวัดสมุทรปราการ เอดีบีประมาณการค่าใช้จ่ายโครงการทั้งสิ้นไว้ที่ 750 ล้านดอลลาร์ เป็นการประมาณการเมื่อปี 2538 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการลอยตัวค่าเงินบาท (เมื่อ 2 กรกฎาคม 2540) แหล่งที่มาของค่าใช้จ่าย (ตารางที่ 12) ประกอบด้วย จากเงินกู้เอดีบี 230 ล้านดอลลาร์ (ร้อยละ 28 ของมูลค่าโครงการ)
จากเจบิค (JBIC) หรือธนาคารความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan Bank for International Cooperation) จำนวน 1,750 ล้านบาท (ร้อยละ 7) และจากงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาลไทยที่ต้องรับผิดชอบส่วนที่ขาดเหลือทั้งหมด (ร้อยละ 66) จากข้อมูลเอดีบี (ADB : G) เอดีบีอนุมัติเงินกู้ (Loan No.1410 -Thailand) เมื่อ 7 ธันวาคม 2538 จำนวน 150 ล้านดอลลาร์ และเพิ่มเติม (Supplementary Loan No.1646) อีก 80 ล้านดอลลาร์ เมื่อ 3 ธันวาคม 2541 เงินกู้ดังกล่าวมาจากกองทุนธรรมดาของเอดีบี เงื่อนไขชำระคืนใน 25 ปี ระยะปลอดหนี้ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยเป็นแบบผันแปรตามระบบเงินกู้ของเอดีบีตามข้อมูลปี 2541 อัตราดอกเบี้ยตกร้อยละ 6.91 ต่อปี ซึ่งต้องจ่ายทุก 6 เดือน ยิ่งไปกว่านั้น หากรัฐบาลไทยเบิกเงินกู้ล่าช้ากว่ากำหนดเวลา ต้องเสียเงินค่าปรับ (Commitment Charge) ในอัตราร้อยละ 0.75 ของเงินที่เบิกมาไม่ทัน ความก้าวหน้าของการดำเนินการจนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2545 เสร็จไปแล้วร้อยละ 73 เงินกู้ในส่วนของเอดีบีปรากฏว่ามีค่าใช้จ่ายแล้วร้อยละ 82 และเบิกเงินกู้ตามสัญญาไปแล้วร้อยละ 99 คาดการณ์ว่าโครงการทั้งหมดกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 31 ธันวาคม 2546 ในการประชุมเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2538 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการในการว่าจ้างเหมารวม (Turn Key) กำหนดสถานที่ตั้งโครงการใช้ทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตจังหวัดสมุทรปราการ ฝั่งตะวันออกที่ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมือง และฝั่งตะวันตกที่ตำบลบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2540 ให้เพิ่มวงเงินงบประมาณเป็น 22,950 ล้านบาท (ซึ่งเพิ่มขึ้นจากตัวเลขเดิมร่วมหนึ่งหมื่นล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ได้มีการเปลี่ยนแปลงแผนงานการก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียยุบรวมเป็นแห่งเดียวโดยย้ายไปที่ตำบลคลองด่าน (หมู่ 11, 12 และหมู่ 14) อำเภอบางบ่อ เป็นที่น่าสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงแผนงานดังกล่าวไม่ได้ถูกนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบในตอนแรก เพิ่งมารับทราบในภายหลัง การย้ายสถานที่ตั้งทำให้ค่าใช้จ่ายของโครงการเพิ่มมากขึ้น ต้องใช้ท่อรวบรวมน้ำเสียยาวไกลกว่าแผนเดิม ค่าท่อจึงมีสัดส่วนสูงมาก และต้องซื้อที่ดินแถวคลองด่านเกือบสองพันไร่ (ตารางที่ 13) ในเรื่องการย้ายสถานที่ไปคลองด่านนั้น ทางเอดีบีรับทราบเรื่องราวและเห็นชอบด้วย
2 ความล้มเหลวของโครงการ 2.1 เอดีบีผลักดันและมีอิทธิพลทุกขั้นตอน โครงการนี้เกิดขึ้นด้วยการผลักดันจากเอดีบีอย่างต่อเนื่อง เอดีบีเอ่ยอ้างเป็นงานชิ้นโบแดง โฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างแพร่หลายเสมอว่า โครงการบ่อบำบัดน้ำเสียที่คลองด่าน เป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุด ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่าที่มีมา อีกทั้งรัฐไทยเปิดทาง ผู้บริหารระดับสูงขานรับ อ้างภัยคุกคามจากมลพิษ ในจังหวัดสมุทรปราการ ที่ซึ่งมีโรงงานอุตสาหกรรมกว่าห้าพันแห่ง และมีประชากรนับล้านคน เอดีบีให้เงินช่วยเหลือสำหรับการศึกษาความเป็นไปได้สามครั้งรวมเป็นเงิน 31.4 ล้านบาท โดยผ่านสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สองครั้ง) และกรมควบคุมมลพิษ (1 ครั้ง) แล้วสรุปว่าจำเป็นต้องสร้างระบบบำบัดน้ำเสียรวม ในจังหวัดสมุทรปราการ จากนั้นจึงอนุมัติเงินกู้ตามมา เอดีบีเข้ามามีอิทธิพลสำคัญทุกขั้นตอน การประกวดราคาแบบสากลเพื่อคัดเลือกผู้รับเหมา การกำหนดรูปแบบโครงการ วิธีการก่อสร้าง ลักษณะการว่าจ้าง เอื้ออำนวยต่อบรรษัทข้ามชาติไม่ให้เสียเปรียบ (กลุ่มศึกษา และรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม : 2545 น. 189 -194) รัฐบาลมอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักของ "โครงการจัดการน้ำเสียเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดสมุทรปราการ" 2.2 ความผิดพลาด โครงการคลองด่านเป็นโครงการเงินกู้จากเอดีบีที่มีผู้คัดค้านและมีข้อร้องเรียนมากที่สุดโครงการหนึ่ง ได้ยินไปกว้างไกลทั่วโลก จึงมีกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระดับโลกอย่างกรีนพีซ (Greenpeace) ก็เป็นพันธมิตร ฝ่ายร้องเรียนคัดค้านไม่เห็นด้วย ประกอบด้วย ชาวบ้านตำบลคลองด่านและตำบลสองคลอง องค์กรเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในงานศึกษาวิจัยและในเวทีวิชาการ และวุฒิสมาชิก (102 ท่าน) ขบวนการคัดค้านเป็นไปอย่างสันติและอย่างมีเหตุผล คณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร เสนอรายงานเมื่อ 30 มีนาคม 2543 ว่า การดำเนินการของโครงการไม่ถูกขั้นตอนและไม่โปร่งใส ส่วนคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ได้เสนอรายงานเมื่อ 26 เมษายน 2544 ต่อรัฐบาลให้พิจารณา ระงับการดำเนินงานตามโครงการทั้งหมด และใช้กฎหมายบังคับโรงงานแต่ละแห่ง มีระบบบำบัดน้ำเสียของตนเอง หลังจากการเรียกร้องกดดันอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลจึงตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2544 ข้อสรุป คณะกรรมการชุดนี้ยืนยันถึงการมีเหตุไม่ปกติวิสัยเกิดขึ้นในการจัดทำโครงการนี้ทุกขั้นตอน จนก่อให้เกิดความสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ในหลายจุด การศึกษาความเป็นไปได้ การกู้เงินเอดีบี การประกาศประกวดราคา การจัดซื้อที่ดิน การจัดทำสัญญาการก่อสร้าง และการเบิกจ่ายเงิน (กลุ่มศึกษาและรณรงค์มลภาวะอุตสาหกรรม : 2545 น. 179 -185) หน้า 37 โฉมหน้าเอดีบีกับเศรษฐกิจไทย และโครงการคลองด่าน (จบ) บทความพิเศษ วิวัฒน์ชัย อัตถากร มติชนสัปดาห์ วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1219 ผู้เขียนได้รวบรวมข้อร้องเรียนและคำชี้แจงของเอดีบีไว้ 8 ประเด็น จากเอกสารของทั้งสองฝ่าย เนื่องจากโครงการนี้มีความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนเป็นอย่างยิ่ง เพื่อความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ผู้เขียนจึงจับประเด็นสำคัญๆ หลักๆ มานำเสนอโดยสรุปไว้ในตารางที่ 14
ล่าสุด รัฐบาลมอบหมายให้กองปราบปรามทำการสอบสวน จากรายงานของพนักงานสอบสวนพบหลักฐานที่มั่นใจได้ว่า มีเจ้าหน้าที่ทางราชการมีส่วนพัวพันกับการทุจริตโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ซึ่งทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เตรียมส่งรายชื่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อสอบสวนการทุจริตครั้งนี้ด้วย ส่วนการดำเนินคดีกับบริษัทเอกชนนั้นยังไม่มีผลสรุปชัดเจน (มติชนรายวัน 6 ตุลาคม 2546 น.1 และ12) อีกทั้งการสอบสวนยังอาจโยงถึงนักการเมืองได้ด้วย จากหนี้สู่หนี้ ยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบไม่สมดุลของไทยห้าสิบปีที่ผ่านมา เป็นยุทธศาสตร์นำโดยหนี้ (Debt-Led Development) ใช้แนวนโยบายอุตสาหกรรมนิยม เพื่อสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จนได้ก่อให้เกิดมลพิษ ทำลายสิ่งแวดล้อมลงไปมาก จังหวัดสมุทรปราการได้กลายเป็นเขตอันตรายเรื่องมลพิษ ก็เป็นผลพวงจากยุทธศาสตร์ดังกล่าวด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่า แนวทางเงินกู้ในยุคแรกของเอดีบีและธนาคารโลกไม่เคยเอ่ยถึงมิติสิ่งแวดล้อมเลย ดังนั้น เงินกู้จากทั้งสองสถาบันจึงนับว่าเป็นการเกื้อหนุนอุตสาหกรรมแบบสร้างมลพิษไม่มากก็น้อยไม่โดยตรงก็โดยอ้อม มาบัดนี้เอดีบีมาบอกว่าเขาจะช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมสะอาดขึ้น แต่เราต้องกู้เงิน เป็นหนี้ (จากหนี้เงินกู้สร้างมลพิษ นำไปสู่หนี้เงินกู้เพื่อล้างมลพิษ ทั้งขึ้นทั้งล่อง) รัฐบาลไทยต้องออกเงินก่อน สร้างระบบและโรงบำบัดนำเสียเสร็จแล้ว ค่อยไปคิดเก็บค่าบำบัดจากประชาชนในภายหลัง แล้วจึงค่อยใช้หนี้เงินกู้คืนเขาไป หากเมืองไทยมีโรงบำบัดน้ำเสียเป็นเรื่องเป็นราว ภาคบรรษัทย่อมประหยัดต้นทุนในการลงทุน ไม่ต้องเสียเงินทำเครื่องบำบัดเองซึ่งแพงกว่า ถือเป็นการดีกับนักลงทุนอุตสาหกรรมแน่ ประชาชนอาจได้รับอานิสงส์บ้าง หากแต่ความล้มเหลวของโครงการคลองด่าน ถ้าเป็นจริงดังข้อร้องเรียน (ตารางที่ 14) และถ้ามีผู้กระทำผิดจริงจากผลการสอบสวน นับเป็นเคราะห์กรรมของชาวบ้านคลองด่านผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ต้องตกเป็น "เครื่องเซ่นสังเวย" ในนาม "การพัฒนา" อีกทั้งเงินกู้และงบประมาณแผ่นดินมหาศาลจะต้องตกเป็นภาระของคนไทยทั้งชาติ คงเหลือแค่เพียงซากโรงบำบัดน้ำเสียไว้ให้เป็น "เครื่องประจานความสูญเสีย" และ "ความล้มเหลว" ของทุกฝ่ายก็ไม่แน่ สรุปและข้อเสนอแนะ เอดีบีเป็นสถาบันเงินกู้ระหว่างประเทศที่ทรงอิทธิพลในเอเชีย ผู้กู้ประเทศใดที่ภาครัฐและภาคประชาชนอ่อนแอ การแทรกตัวของเอดีบีเข้ามาเพื่อกำกับทิศทางการพัฒนาย่อมทำได้ง่ายขึ้น หากถามว่า เอดีบี เป็น "สถาบันเพื่อการพัฒนา" ไม่ใช่หรือ ก็ต้องตั้งคำถามตอกกลับไปว่า แล้วเป็น "การพัฒนาแบบไหน" กันล่ะ เป็นการพัฒนาแบบที่มี "ภาคบรรษัท" เป็นศูนย์กลาง มุ่งการพัฒนาเติบใหญ่ของภาคบรรษัทเป็นลำดับหนึ่งหรือไม่ ทำ "ภาครัฐ" และ "ภาคประชาชน" ให้เล็กลงอย่างแนบเนียน ดูเหมือนว่าเอดีบีเป็นจักรกลในการเคลื่อนย้ายระบายทุนส่วนเกินจากประเทศใหญ่ตอบสนองผลประโยชน์แก่ประเทศใหญ่ มากกว่าประเทศเล็ก แก่ทุนผูกขาดมากกว่าทุนแข่งขัน แก่ภาคอุตสาหกรรมมากกว่าภาคเกษตรกรรม แก่คนรวยมากกว่าคนจน คำกล่าวที่ว่าจะเชิดชู "ธรรมาภิบาล" "สิ่งแวดล้อม" "ความยากจน" เป็นเพียงแค่วาทกรรมหรือ "คำสั่งสอนเทศนาที่ไม่ได้ปฏิบัติ" (Preaching but not Practice) หรือไม่ เอดีบีก็ให้น้ำหนักในลำดับหลังสุดเสมอ กรณีคลองด่านถือเป็นกรณีตัวอย่างรูปธรรมที่เห็นเด่นชัดในการเปิดโฉมหน้าแท้จริงของเอดีบี "ปากกับใจไม่ตรงกัน" หรือ "พูดอย่างทำอย่าง" ขนาดมีหลักฐานของรัฐบาลไทยส่อไปทางว่ามีผู้กระทำการทุจริต เกิดขบวนการไม่ชอบมาพากลในสายสัมพันธ์ของคนใน "ภาคบรรษัท-ภาคการเมือง-ภาคราชการ" ส่วนหนึ่งที่ดำเนินการอย่างแยบยลเป็นขั้นเป็นตอน แต่เอดีบีก็ยังออกมาแก้ต่างอย่างน้ำขุ่นๆ บางครั้งก็ดูเฉยเมยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ถูกชาวบ้านกระทุ้งแล้วกระทุ้งเล่าให้สร้างความโปร่งใสเปิดเวทีสาธารณะ สร้างกระบวนการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือได้ ทบทวนและยุติการให้เงินกู้แก่โครงการ แต่เอดีบีก็สนองตอบล่าช้าอย่างไม่น่าเชื่อ เอดีบีทำเป็น "ลอยตัว" เหนือปัญหา หากยอมรับผิดย่อมเกรงเสียหน้า ถือเป็นการเสียหน้าระดับโลก ซึ่งอาจถึงกับสั่นสะเทือนองค์การทีเดียว ผู้เชี่ยวชาญชื่อ Wiert Wiertsema (2003) ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้ตรวจสอบมืออาชีพที่เอดีบีแต่งตั้ง ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในบทความทางวิชาการของเขาชื่อ "The Asian Development Bank (ADB) Inspection of the Smut Prakarn Wastewater Management Project, Thailand" เขาย้ำถึงจุดอ่อนของเอดีบีในความล่าช้า ของกระบวนการตรวจสอบ ยกตัวอย่างเช่น ใช้เวลาร่วม 16 เดือนกว่าจะมีคำตอบถึงชาวบ้านผู้ร้องเรียน เขาวิจารณ์ว่าเอดีบีขาดความโปร่งใส การเปิดเผยข้อมูลไม่เต็มที่ ขาดความกระฉับกระเฉง เนื่องเพราะโครงสร้างของเอดีบีเป็นแบบราชการ เขากล่าวว่า เป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งที่คณะผู้ตรวจสอบถูกกีดกันการเข้าหาข้อมูลจากผู้ร้องเรียน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการทั้งหลาย (ชาวบ้าน) จึงทำให้การค้นคว้าหาความจริงและการประเมินไม่สมบูรณ์ เขาเสนอแนะว่าเอดีบีจำเป็นต้องปรับปรุงนโยบายและกระบวนการทำงานครั้งใหญ่ โครงการคลองด่านน่าจะเป็นกรณีศึกษา ถือเป็นบทเรียนที่ควรเรียนรู้ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายเอดีบี ไม่เพียงแค่นักวิชาการ แต่รวมถึงคนไทยทั่วไป ในหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมชุมชน สิ่งแวดล้อม อำนาจ ความฉ้อฉล จนถึงเงินกู้ข้ามชาติโลกาภิวัตน์ เรา "เสียท่า" โลกาภิวัตน์มาหลายเรื่องแล้ว เพราะปัญหาอยู่ที่คนของเราเอง หากแต่เรามี "ภูมิปัญญาที่เป็นไท" แล้วละก็ โอกาสการเสียท่าจะยากขึ้นอีกเยอะ ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ สำหรับแนวทางการพิจารณาตัดสินใจโครงการลงทุนของรัฐขนาดใหญ่ - ควรรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างกว้างขวาง ให้ข้อมูลตรงไปตรงมาครบถ้วนมากที่สุดก่อนการมีโครงการรัฐ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ทุกโครงการ - ผู้บริหารระดับสูงด้านสิ่งแวดล้อมควรมีโลกทัศน์หลายมิติแบบสหวิทยาการ นอกเหนือจากความรู้เชิงเทคนิค ซึ่งเมืองไทยเรามีผู้บริหารเชิงเทคนิคแบบ "มนุษย์หุ่นยนต์" เต็มไปหมด เข้าทำนอง "ผู้บริหารดีเจ." ก็เยอะ ควรเปลี่ยนกรอบคิดและวิธีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ และประเมินโครงการจากแบบแยกส่วนเป็นแบบรวมส่วน เครื่องมือเชิงเทคนิคต้องทำภายใต้กรอบคิดใหญ่คือ "การพัฒนาที่ยั่งยืน" มี "คนและชุมชน" เป็นศูนย์กลาง - ควรมีคณะกรรมการอิสระ ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ชาวบ้าน และสื่อสารมวลชน ทำหน้าที่ดูความเหมาะสม และพิจารณาข้อร้องเรียนของผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการ หากรัฐไม่รื้อโครงสร้างระบบการตัดสินใจโครงการของชาติขนาดใหญ่อย่างจริงจัง ความขัดแย้งแบบกรณีคลองด่าน กรณีบ่อนอก-หินกรูด และกรณีท่อก๊าซที่จะนะ อาจตามมาอีกมากมาย สิ่งแวดล้อมไม่ใช่ปัญหาธรรมดาที่สามารถแก้ได้ด้วยวิธีธรรมดา มันอาจจะกลายเป็น "สงครามสิ่งแวดล้อม" ก็ได้ ไม่ควรมองข้ามหรือมองว่าเป็นปัญหาแบบง่ายๆ ปัญหาคลองด่านยังไม่ยุติ จนถึงวันที่จบบทความนี้ (14 ตุลาคม 2546) รัฐมีหลักฐานระดับหนึ่งชี้ถึงความไม่ชอบมาพากล แต่รัฐก็ยังไม่สามารถสาวถึงขบวนการเบื้องลึกผู้กระทำความผิด รัฐจะทำความจริงให้ปรากฏได้แค่ไหน หรือจะสูญเปล่าไปกับเงินกว่าสองหมื่นล้านบาทหรือไม่ หรือจะมีทางออกประการใดบ้างนั้น คงต้องติดตามดูกันต่อไป
หน้า 37
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| กลับหน้าแรก | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||