ระวัง! ประเทศถังแตก

อุไรวรรณ ภู่วิจิตรสุทินม โต๊ะข่าวการเงิน  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 28 พฤศจิกายน 2546

นักลงทุนอาจจะมีเหตุผลที่ดี กับความกังวลว่า จะเกิดภาวะผิดนัดชำระหนี้ ในหลายประเทศ ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ในชณะที่"ดิ อีโคโนมิสต์" ได้ส่งสัญญาณเตือนนักลงทุน อย่าวางใจ กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว เพราะชาติร่ำรวยเหล่านี้ กำลังก่อปัญหาภาระหนี้ซ่อนเร้น ชี้การไม่วางแผน ใช้งบประมาณรอบคอบระยะยาว ไม่น้อยกว่า 25 ปี อาจนำประเทศเหล่านี้ สู่ภาวะล้มละลายได้ในอนาคต

ดิ อีโคโนมิสต์ นิตยสารเศรษฐกิจชั้นนำของอังกฤษ รายงานเชิงวิเคราะห์ที่ชี้ถึงปัญหาของเศรษกิจโลกในอนาคตในเรื่อง "ระยะยาวเราถังแตก:ทำอย่างไรจะหยุดยั้งไม่ให้ประเทศสู่ภาวะล้มละลาย" หรือ "How to stop governments going bust" ด้วยการตั้งคำถามว่า นักลงทุนจะแน่ใจหรือวางใจได้หรือไม่ว่ากลุ่มประเทศก้าวหน้าพัฒนาแล้ว ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและไม่มีภาระหนี้ จะไม่เกิดปัญหาเช่นเดียวกับเศรษฐกิจในประเทศเกิดใหม่อย่างอาร์เจนตินาหรือรัสเซีย

ในเมื่อหนี้สุทธิของประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ มาจากการออกตราสารหนี้และซื้อขายทุกวันในตลาดเงิน แม้อยู่ในระดับที่เทียบกับจีดีพีแล้วสามารถบริหารได้ แต่นโยบายการใช้งบประมาณและภาษีปัจจุบัน เป็นพันธะผูกพันซึ่งรัฐบาลของหลายประเทศยังไม่ได้เตรียมรับมือกับปัญหานี้ไว้อย่างชัดเจน

ภาระหนี้ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจาก การใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในอนาคตเพื่อการสาธารณสุขและบำเหน็จบำนาญ หากรวมภาระหนี้ในอนาคตข้างต้นแล้ว หนี้โดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างมาก จะขึ้นถึงระดับช่วงเกิดสงคราม รัฐบาลของหลายประเทศมักจะจมอยู่กับการขาดวินัยอันเลวร้าย เพราะในกรณีหนี้ประเทศเพิ่มขึ้นมาก ประเทศนั้นๆจะใช้วิธีการพิมพ์เงิน และใช้เงินเฟ้อเพื่อตัดลดมูลค่าหนี้แท้จริง

บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือหลายแห่ง กระตุ้นให้ลูกค้าของบริษัทให้ตื่นตัวและระวังอันตรายเกิดจากหนี้ซ่อนเร้นในอนาคต โดยสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอส แอนด์ พี) เตือนไว้ตั้งแต่ปีที่แล้วว่า รัฐบาลของหลายประเทศในยุโรปจะถูกจำกัดให้เป็นลูกหนี้มีความเสี่ยง หากไม่จัดการกับพันธะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นตามอายุประชากรที่มากขึ้น

นายปีเตอร์ เฮลเลอร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายการคลังของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวว่าความเสี่ยงที่เกิดกับงบประมาณแผ่นดินในระยะยาวปรากฏให้เห็นมากขึ้น ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่จะมาจากสาธารณสุขและเงินบำนาญที่จะให้กับประชากรสูงวัย แต่จะเกิดจากโลกาภิวัตน์ ความมั่นคงปลอดภัย ภาวะโลกร้อน และเทคโนโลยีการแพทย์ ความก้าวทางเทคโนโลยีการแพทย์มีแนวโน้มจะฉุดให้การใช้จ่ายภาครัฐด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้น สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไป อาจทำให้ภาระด้านภาษีเพิ่มขึ้น

ภัยธรรมชาติทั้งความแห้งแล้งพายุและน้ำท่วม หลังจากรัฐบาลของหลายประเทศมักก้าวเข้ามารับประกันเป็นแหล่งทุนสุดท้าย รัฐบาลบางประเทศตกอยู่ภายใต้แรงกดดันที่ต้องใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อปกป้องประเทศ แต่โลกาภิวัตน์อาจจำกัดความสามารถของรัฐบาลที่หาประโยชน์จากฐานภาษีในประเทศ เมื่อเงินทุนและแรงงานมีอยู่กระจัดกระจายภายนอกประเทศ

นายเฮลเลอร์ ยอมรับว่า ความไม่แน่นอนมีอยู่มาก การคาดการณ์ด้านการคลังระยะ 1 ปีข้างหน้าส่วนใหญ่มักจะผิดพลาด และความเสี่ยงรออยู่ข้างหน้าอยู่ในช่วงขาลง และยิ่งเลวร้ายไปกว่านั้น ความเสี่ยงอาจกระทบการเงินของภาครัฐด้วยเช่นกัน

เขายกตัวอย่างเช่น รัฐบาลของหลายประเทศในยุโรป อาจพบการใช้จ่ายงบประมาณโป่งพองอันเนื่องมาจากความเสียหายเกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติรวมทั้งประชากรสูงอายุ นายเฮลเลอร์ สงสัยในความสามารถของรัฐบาลที่จะบีบคั้นเก็บภาษีมากขึ้นจากประชาชน ซึ่งอัตราภาษีเพิ่มขึ้นอาจหมายถึงเศรษฐกิจมืดขยายวง หรือมีการจัดเก็บภาษีมากเกินไป เพื่อชดเชยการลดหย่อนภาษีให้คนบางกลุ่มเพื่อสนองนโยบายรัฐบาล

เพื่อหาทางแก้ปัญหาภาระหนี้รัฐบาลโป่งพองในอนาคต อีโคโนมิสต์เสนอว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องทำอันดับแรก คือรัฐบาลต้องมองไปให้ไกลกว่าที่ดำเนินการขณะนี้ และแม้กลุ่มประเทศตะวันตกหลายประเทศกำลังวางแผนการเงินจากพื้นฐานระยะ 3-5 ปี แต่นายเฮลเลอร์แย้งว่ายังไม่เพียงพอ

โดยกลุ่มประเทศตะวันตก จำเป็นต้องมองงบประมาณประเทศในระยะยาวอย่างน้อย 25 ปีหรือมากกว่านั้น ถัดมาโครงการต่างๆของรัฐบาลควรได้หน่วยงานอิสระเข้ามาดูแล เช่น สำนักงบประมาณสภาคองเกรสของสหรัฐ (Congressional Budget Office) เนื่องจากหน่วยงานลักษณะนี้มองหาสิ่งเป็นอนาคตไม่ใช่ความคลุมเครือ การคาดการณ์ระยะยาวข้างต้น จะกระตุ้นให้ทั้งนักการเมืองและสาธารณชนทั่วไปตื่นตัว เพื่อดำเนินการล่วงหน้าตามความจำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการคลังในอนาคต และการเสนอหนทางหนึ่งในอนาคตที่ทำได้ คือการบริหารแบบงบประมาณเกินดุลตลอด 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อเปิดโอกาสให้มีการกู้ยืมมากขึ้นในอนาคต

แต่นายเฮลเลอ ร์มองอย่างรอบคอบ และไม่เห็นด้วยกับการฝากความหวังไว้กับแนวทางข้างต้นมากเกินไป เพราะเคยมีการลองใช้กันมาก่อนหน้านี้ โดยช่วงปลายทศวรรษหลังปี 2533 เมื่อสวัสดิการสังคมมีอยู่มากเกินไปของสหรัฐเจอทางตัน กดดันให้เกิดปัญหางบประมาณส่วนกลางที่มีอยู่เปลี่ยนแปลงไปเป็นการขาดดุลงบประมาณ

ปัญหาดังกล่าวคล้ายคลึงกับนอร์เวย์ มีการแยกทุนไว้ใช้ในยามขาดแคลน โดยมีทุนอุดหนุนจากการขายน้ำมันและรายได้จากก๊าซ แต่ในปี 2544 กลับเกิดปัญหาแบบตั้งตัวไม่ทัน รัฐบาลเผชิญแรงกดดนในงบประมาณแบบฉับพลัน งานวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า หากรัฐบาลจะเลี่ยงภาวะล้มละลาย บรรดานักการเมืองจะต้องทำหน้าที่ให้มีการอภิปรายถกเถียงกัน และพวกเขาต้องถอนคำสัญญามากมายที่ให้ไว้กับประชาชน รวมถึงสัญญาให้ไว้ด้านสาธารณสุขและในกลุ่มผู้สูงวัย โดยต้องทำให้เร็วขึ้นมากกว่าจะมัวชักช้า

ความล่าช้าหมายถึงคนรุ่นใหม่ในอนาคต จะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงระยะสั้น ด้วยการถูกตัดลดผลประโยชน์อย่างไม่ทันตั้งตัว การปฏิรูปบำเหน็จบำนาญของรัฐบาลหลายประเทศในยุโรป เป็นเพียงก้าวเล็กๆ ในทิศทางที่ถูกต้อง แต่จะดีกว่ามากน้อยเพียงใดนั้น จะขึ้นอยู่กับรัฐบาลเหล่านี้เผยแพร่โครงการด้านการคลังในระยะยาวแบบครอบคลุม และได้รับการพิจารณาจากองค์กรอิสระ และเปิดกว้างให้สาธารณชนอภิปรายกัน เว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลเหล่านี้ถูกกดดันให้ซื่อสัตย์กับหน้าที่ตัวเอง ก็จะเป็นเรื่องยากลำบากที่จะหยุดยั้งประเทศเข้าสู่ภาวะล้มละลาย

 

กลับหน้าแรก