การกีดกันทางการค้า

คอลัมน์ ระดมสมอง  โดย เพสซิมิสต์  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2   วันที่ 27 พฤศจิกายน 2546   ปีที่ 27 ฉบับที่ 3535(2735)

แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดยิ่งขึ้น และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวสูงถึง 4% ในปี 2004 ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวที่สูงกว่าประเทศใหญ่อื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น และยุโรป แต่สหรัฐก็มีแนวโน้มว่า จะดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า ที่จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอเมริกานั้น เกิดขึ้นพร้อมกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการขาดดุลงบประมาณมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ หมายความว่า สหรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจของตนให้ขยายตัว โดยการกู้ยืมเงินจากประเทศอื่น เพื่อใช้ในการบริโภค จึงมีปัญหาว่าสักวันหนึ่งสหรัฐจะต้องหยุดพฤติกรรมดังกล่าว เพราะสหรัฐคงจะก่อหนี้ปีละ 500,000 ล้านเหรียญอย่างไม่มีที่สิ้นสุดไม่ได้

หากคิดง่ายๆ คือ ขณะนี้เศรษฐกิจสหรัฐ กำลังขยายตัวปีละ 3-4% โดยการสร้างหนี้สินปีละ 5% นั่นเอง เมื่อหนี้สินเพิ่มสูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจ หนี้ต่อจีดีพีย่อมจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เจ้าหนี้เกิดความไม่มั่นใจ และจะต้องชะลอการปล่อยกู้ในที่สุด ซึ่งในขณะนี้การใช้จ่ายเกินตัวของสหรัฐนั้น ทำโดยการขายพันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้ของบริษัทเอกชน ให้กับนักลงทุนและรัฐบาลต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลเอเชีย เป็นผู้ที่ซื้อทั้งเงินดอลลาร์ และพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน การเพิ่มขึ้นของหนี้สินดังกล่าวนั้น นอกจากจะเพิ่มมูลค่าหนี้แล้ว ยังเพิ่มภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ให้กับเจ้าหนี้อีกด้วย ดังนั้น หากเวลาผ่านไป แล้วมูลหนี้เพิ่มขึ้นต่อไป การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐ จะขยายตัวขึ้นอย่างหยุดยั้งไม่ได้ เพราะส่วนที่เป็นภาระดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และส่วนที่ใช้จ่ายเกินตัวก็ไม่ยอมลดลง

ดังนั้น จึงเป็นที่ทราบกันดีว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐนั้น ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ ที่สำคัญคือ แนวทางการปรับตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และเศรษฐกิจโลกให้เกิดความสมดุลนั้น มีทางเลือกประการใดบ้าง ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว จะเห็นว่ามีทางเลือก 4 ทาง คือ

1.สหรัฐลดการใช้จ่ายเกินตัว โดยนโยบายการเงิน และการคลังที่มีวินัยมากยิ่งขึ้น คือ การเพิ่มดอกเบี้ย พร้อมกับการเพิ่มภาษี และ/หรือ การลดรายจ่ายของภาครัฐ แนวทางนี้จะทำให้อุปสงค์ในสหรัฐโดยรวมลดลง ซึ่งจะทำให้การนำเข้าลดลงไปด้วย แต่การเลือกแนวทางนี้เป็นไปได้น้อยมาก เพราะจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลง และอาจเข้าสู่สภาวะถดถอย ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะเป็นช่วงใกล้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปลายปี 2004 นอกจากนั้น ประเทศส่วนใหญ่ (รวมทั้งทวีปเอเชียด้วย) ก็ยังพึ่งพาตลาดสหรัฐ ดังนั้น การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจสหรัฐ จึงก่อให้เกิดความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่สภาวะถดถอยด้วย

2.ประเทศคู่ค้าของสหรัฐจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจของตน เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น อันจะทำให้ประเทศดังกล่าวส่งออกน้อยลง และนำเข้า (โดยเฉพาะจากสหรัฐ) มากขึ้น หมายความว่าประเทศอื่นๆ จะต้องหันมาทำหน้าที่เป็นหัวจักร ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก แทนสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ หมายรวมถึงยุโรป (ที่จะต้องปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยเฉพาะตลาดแรงงาน) ญี่ปุ่น และประเทศเอเชียส่วนใหญ่ แต่ทั้งนี้หมายความว่า ประเทศดังกล่าวจะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจของตนอย่างต่อเนื่อง และยอมแบ่งสันปันส่วนการขยายตัวของเศรษฐกิจตน ให้กับสหรัฐด้วย

3.หากไม่กระตุ้นเศรษฐกิจของตนโดยตรง ประเทศคู่ค้าที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ ก็จะต้องยอมให้เงินของตนแข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ กล่าวคือ ประเทศคู่ค้าจะต้องปรับราคาสินค้าของตนเพิ่มขึ้น เพื่อให้การส่งออกไปอเมริกาลดลง และในขณะเดียวกันสินค้าจากอเมริกา จะสามารถนำมาขายในประเทศตนมากขึ้น เพราะราคาขายคิดเป็นเงินสกุลท้องถิ่นถูกลง แนวทางนี้หากมองอย่างเป็นกลาง ก็น่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด เพราะการลดลงของค่าเงินดอลลาร์ จะเป็นการแก้ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐ ที่ตรงกับแก่นสารของปัญหามากที่สุด

อย่างไรก็ดี ประเทศคู่ค้าสหรัฐไม่ต้องการให้ค่าเงินของตนแข็งขึ้น เพราะหลายประเทศยังหวังพึ่งการส่งออก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของตน นอกจากนั้น ประเทศส่วนใหญ่ยังเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำมาก (อัตราเงินเฟ้อที่ญี่ปุ่นเข้าสู่สภาวะติดลบมานาน 3 ปีแล้ว) ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องปล่อยให้ค่าเงินของตนแข็งขึ้น เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ เพราะหากค่าเงินแข็งขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำก็จะต้องลดลงไปอีก

4.เนื่องจากไม่มีการดำเนินการตามแนวทาง 1, 2 หรือ 3 ดังกล่าวข้างต้น และเนื่องจากสหรัฐยังมีปัญหาการว่างงาน ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง นักการเมืองของสหรัฐจึงเร่งเร้า ให้มีการแก้ปัญหาโดยการกีดกันทางการค้ามากขึ้น เช่น การเสนอร่างกฎหมายให้เก็บภาษีศุลกากร ในอัตรา 27.5% กับสินค้าจีน เพราะจีนเกินดุลการค้ากับสหรัฐมากกว่า 100,000 ล้านเหรียญ การออกคำสั่งเพิ่มภาษีการนำเข้าเหล็กกล้า การกำหนดโควตาการนำเข้าสิ่งทอจากจีนในบางรายการ และการเรียกร้องจากภาคอุตสาหกรรมในสหรัฐ ให้รัฐบาลเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้าบางประเภท เช่น กุ้ง และเฟอร์นิเจอร์ไม้ เป็นต้น

ทั้งนี้ จะต้องเข้าใจว่าสหรัฐนั้นไม่ได้มองว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของตนนั้น เป็นเพราะสหรัฐใช้จ่ายเกินตัว ซึ่งเป็นความผิดของตัวเองเป็นหลัก แต่กลับโทษว่าประเทศคู่ค้ากีดกันสินค้าสหรัฐ และกำหนดให้ค่าเงินของตนอ่อนผิดปกติ ทำให้สินค้าสหรัฐไม่สามารถแข่งขันได้ ทั้งนี้ ประเทศที่จะถูกกระทบจากนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐมากที่สุด คือ จีน เพราะจีนเกินดุลการค้ากับสหรัฐมากที่สุด กล่าวคือ สหรัฐคงจะมองจีนเป็นผู้ร้ายหมายเลข 1 ซึ่งแตกต่างจากเมื่อ 18-19 ปีที่แล้ว ซึ่งสหรัฐมองญี่ปุ่นเป็นผู้ร้ายหมายเลข 1 ในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐสภาสหรัฐออกกฎหมายการค้าที่ทำการสอบสวน และสรุปว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่กีดกันสินค้า และการบริการของสหรัฐ จึงกล่าวหาญี่ปุ่นว่า เป็นประเทศที่ทำการค้าอย่างไม่เป็นธรรม  และรัฐบาลสหรัฐจะต้องตอบโต้ญี่ปุ่น ตามตัวบทของกฎหมายการค้าของสหรัฐ

ในปัจจุบัน เช่นเดียวกับเมื่อ 17-18 ปีที่แล้ว นโยบายการค้าของสหรัฐ จะถูกหล่อหลอม โดยแรงกดดันจาก 2 กลุ่มหลักๆ คือ ฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) ซึ่งต้องการเปิดตลาดสหรัฐ และปกป้องระบบการค้าเสรีกับฝ่ายรัฐสภา ซึ่ง ส.ส.และวุฒิสมาชิก จะเกาะกลุ่มกันเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมของเขต หรือมลรัฐของตน โดยการออกกฎหมายกีดกันทางการค้า ในการต่อต้านการกีดกันทางการค้า ฝ่ายรัฐบาลจะเรียกร้องให้ประเทศคู่ค้า ต้องเปิดตลาดสินค้าและบริการให้กับสหรัฐ เป็นการตอบแทนที่สหรัฐ จะต่อต้านการกีดกันทางการค้า และเปิดตลาดของตนให้นำเข้าโดยเสรีต่อไป กล่าวคือ การขายสินค้า และบริการให้กับสหรัฐนั้น จะทำโดยไม่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนไม่ได้ โดยเฉพาะสำหรับประเทศคู่ค้าของสหรัฐ ที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐอย่างมาก จะต้องจัดการกับความไม่สมดุลดังกล่าว ให้เป็นที่พอใจสำหรับสหรัฐว่า ได้ทำให้การค้าดำเนินอย่างเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

แต่ที่แตกต่างจากอดีต คือ ในอดีตรัฐบาลสหรัฐ จะกดดันประเทศคู่ค้าโดยการลิดรอนสิทธิ์จีเอสพี (การลิดรอนสิทธิ์พิเศษทางการค้า ที่สหรัฐให้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยการยกเว้นการเก็บภาษีศุลกากร) การรับคำฟ้องของเอกชน ให้ตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ไม่ยอมเปิดตลาดให้กับสินค้า หรือบริการของสหรัฐ (หรือที่เรียกกันว่า มาตรา 301) และการผลักดันให้ร่วมมือกับสหรัฐในการเปิดตลาด และสร้างกฎเกณฑ์ที่เป็นประโยชน์กับสหรัฐ ในการเจรจาการค้าในระดับพหุภาคี (เช่น การผลักดันให้การเจรจาการค้ารอบอุรุกวัยประสบความสำเร็จโดยเร็ว)

ในปัจจุบันนั้น รัฐบาลสหรัฐยึดมั่นต่อหลักการของการค้าเสรีน้อยกว่าแต่ก่อน จึงออกคำสั่งเพิ่มภาษีนำเข้าเหล็ก และกำหนดโควตานำเข้าสิ่งทอบางชนิดจากจีน นอกจากนั้น ก็ยังหันมากดดันประเทศจีน ให้ปล่อยให้ค่าเงินหยวนแข็งขึ้น ซึ่งเป็นการแทรกแซงนโยบายการเงินของประเทศคู่ค้า ไม่เพียงแต่เรียกร้องการเปิดตลาดสินค้า และบริการเช่นแต่ก่อน นอกจากนั้น รัฐบาลสหรัฐปัจจุบัน ยังไม่ยึดมั่นการเจรจาการค้าในกรอบพหุภาคีเช่นแต่ก่อน และยินยอมให้การเจรจาการค้ารอบโดฮา ล่มสลายไปโดยปริยาย เพื่อหันมาเจรจาเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ แบบตัวต่อตัวเป็นหลัก ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐคงจะคาดหวังว่าการเจรจากับประเทศต่างๆ ที่เล็กกว่าสหรัฐ และต้องพึ่งพาตลาดสหรัฐนั้น จะทำให้สหรัฐมีอำนาจต่อรองสูง และสามารถเรียกร้องผลประโยชน์ได้มากกว่า และรวดเร็วกว่าการเจรจาในกรอบพหุภาคีที่สหรัฐจะต้องเผชิญ กับประเทศกำลังพัฒนา ที่สามารถเกาะกลุ่มกัน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของตน กับประเทศใหญ่ๆ เช่น สหรัฐ

การยกตัวอย่างประเทศไทย จะทำให้เห็นว่าสหรัฐ มีอำนาจต่อรองมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ขณะนี้ไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐ คิดเป็นมูลค่า 14,000 ล้านเหรียญ (560,000 ล้านบาท) เท่ากับ 20% ของการส่งออกของไทยทั้งหมด และเกือบ 10% ของจีดีพีประเทศไทย สหรัฐนั้นส่งออกสินค้ามาไทยเพียง 7,000 ล้านเหรียญ เมื่อเทียบกับการส่งออกทั้งหมดประมาณ 700,000 ล้านเหรียญ ดังนั้น ตลาดไทย จึงมีความสำคัญกับสหรัฐน้อยมาก กล่าวคือ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 1% ของการส่งออกของสหรัฐทั้งหมด นอกจากนั้น สินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากไทยนั้น น่าจะเป็นสินค้าที่ ทดแทนจากประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ได้โดยง่าย

และหากเปรียบเทียบการส่งออกสินค้าสหรัฐมายังตลาดไทย กับจีดีพีของสหรัฐแล้ว ก็จะยิ่งเห็นว่า ความสำคัญของตลาดไทย มีน้อยมาก คือ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.07% ของจีดีพีสหรัฐเท่านั้นเอง ในขณะที่สินค้าไทย ที่ส่งออกไปขายที่สหรัฐนั้น คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 10% ของจีดีพีไทยดังที่กล่าวข้างต้น

ดังนั้น การเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหรัฐนั้น ต้องยอมรับว่าสหรัฐมี อำนาจต่อรองสูงมาก และคงต้องการเรียกร้องผลประโยชน์มากมายจากไทย เพื่อให้ "คุ้มค่า" กับการเจรจา โดยไม่ต้องจำกัดขอบเขตว่า จะต้องอยู่ในกรอบของการค้าขายสินค้าเพียงอย่างเดียว หมายความว่า สหรัฐคงจะต้องเรียกร้องผลประโยชน์อื่นๆ เช่น การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การเปิดการค้าบริการ สิทธิต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของคนสหรัฐในไทย หรือแม้กระทั่งความร่วมมือด้านการเมือง และความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิด ในการปราบปรามการก่อการร้ายอีกด้วย ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าความร่วมมือดังกล่าวจะไม่เป็นประโยชน์กับไทย แต่จะต้องเข้าใจว่า สหรัฐคงจะมีข้อเรียกร้องมากมาย เพราะสหรัฐทราบดีว่าตลาดของตนมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2

 

กลับหน้าแรก