เปิดสงครามชิงน้ำ คำเตือนจาก "เอดีบี" อีกไม่นานน้ำจืดอาจแพงกว่าเบียร์

พนิดา สงวนเสรีวานิช  มติชนรายวัน  วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546

อะไรก็เกิดขึ้นได้ เมื่อประชากรโลกเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน แย่งกันกินแย่งกันใช้ แล้วยังไม่ช่วยกันดูแลเรื่องมลภาวะ ทำให้เรามีน้ำสะอาดเหลือใช้กันน้อยลงทุกที

ปัญหาของน้ำนับว่าก้าวมาถึงจุดวิกฤตแล้ว นอกจากเรื่องของน้ำท่วม น้ำแล้ง ยังเกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำในหลายพื้นที่ เช่น การแย่งชิงน้ำระหว่างคนต้นน้ำและปลายน้ำที่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ รุนแรงถึงขนาดคนพื้นราบรุกขึ้นไปทุบทำลายท่อน้ำของชาวกะเหรี่ยงบนพื้นที่ต้นน้ำ

ล่าสุด นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เตรียมประกาศใช้ระบบการจัดการน้ำแบบใหม่ในวันที่ 19 ธันวาคมที่จะถึงนี้ โดยเปลี่ยนระบบการจัดการน้ำเป็นแบบลุ่มน้ำ(River Basin) ให้องค์กรประชาชนเข้ามามีส่วนสำคัญในการจัดการน้ำในระยะยาว

เอนก นาคะบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ทรรศนะว่า การเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเรื่องของน้ำไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงกับคน หรือเศรษฐกิจ แต่มีผู้ใช้ทั้งในภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว

"คนล้านนานับถือน้ำเสมือนแม่ จึงมีการทำพิธีสืบตำนานแม่น้ำน่าน เป็นการให้ความสำคัญกับน้ำสูงสุด ขณะที่คนภาคกลางมองน้ำเป็นการจัดการความสะอาด นั่นคือความต่างของมิติการมองน้ำ

ในอดีตรัฐบาลจัดการน้ำแบบแยกส่วน แบ่งการจัดการน้ำออกจากเรื่องของดิน ป่า คน การเข้ามามีส่วนร่วมของภาคประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ ในระบบการจัดการน้ำแบบใหม่ แบ่งการจัดการเป็น 25 ลุ่มน้ำ โดยมีลุ่มน้ำปิงเป็นโครงการนำร่อง ร่วมกับลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ซึ่งจะมีการบูรณาการทั้งในส่วนของการจัดการทรัพยากร ในส่วนของคน และบูรณาการในส่วนของกระทรวงทรัพยากรเอง"

นับเป็นครั้งแรกที่คณะรัฐมนตรีมีนโยบายน้ำใหม่ โดยแยกการดูแลออกมาต่างหาก ลดหน่วยงานระดับกรม อย่างกรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน กรมอุทกศาสตร์ กรมเจ้าท่า กรมขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี เข้ามาทำงานร่วมกันเป็นกรมทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2545

ทว่า แม้จะมีการปรับโครงสร้างหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน ก็ยังมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวกับน้ำอยู่ตามกระทรวง เช่น กรมชลประทานอยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมโยธาธิการ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมพัฒนาที่ดิน รวมทั้งหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ฉะนั้นจึงยังต้องมีคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ซึ่งมีมาตั้งแต่ ปี 2532 เป็นผู้ประสานงาน และกำหนดกรอบการทำงานเป็นภาพรวมของประเทศ

ทั้งนี้ ในส่วนภูมิภาคจะแบ่งให้มี 8 ภูมิภาค โดยขอบเขตความรับผิดชอบของแต่ละภูมิภาคจะแบ่งตามลุ่มน้ำ เช่น ภาค 1 เป็นแม่น้ำเจ้าพระยาตอนบน ภาค 2 แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ภาค 3 ลุ่มน้ำโขง ภาค 4 ลุ่มน้ำชี ภาค 5 ลุ่มน้ำมูล ภาค 6 ดูแลลุ่มน้ำในภาคตะวันออกทั้งหมด ภาค 7 ดูแลลุ่มน้ำในภาคตะวันตก และภาค 8 ดูในส่วนของภาคใต้

ปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างการคัดสรรคณะกรรมการลุ่มน้ำจากทั้งตัวแทนจากราชการ จากผู้มีส่วนได้/เสีย และผู้ทรงคุณวุฒิ/เอ็นจีโอ มีการให้ความรู้สนับสนุนทำให้กลุ่มผู้ใช้น้ำมีความเข้าใจมากขึ้น

ขณะเดียวกันก็ให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้ยกร่างพระราชบัญญัติน้ำฉบับใหม่ พร้อมทั้งทำประชาพิจารณ์ซึ่งจะต้องแล้วเสร็จภายในไม่กี่เดือนข้างหน้าตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี

หลังจากที่ เอดีบี หรือ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย เดินสายจัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่องน้ำ ที่เวียดนามและกัมพูชา ก็มาถึงคิวประเทศไทย เชิญสื่อมวลชนจากหลากสำนักมาประชุมร่วมกันที่เชียงใหม่ เพื่อสร้างความเข้าใจ และตระหนักในความสำคัญของน้ำ รวมทั้งกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กันอย่างกว้างขวาง

ขณะเดียวกันก็ปลุกจิตสำนึกในการจัดการน้ำอย่างถูกวิธี สอดรับกับกระแสการปรับระบบการจัดการน้ำแบบใหม่

กระนั้นก็ยังมีกระแสความคับข้องใจกรุ่นอยู่ในบรรยากาศของการสัมมนา

เอดีบีหวังอะไรจากการสัมมนาครั้งนี้กันแน่ เหมือนกับเมื่อ 4 ปีก่อนที่ให้เงินกู้ประเทศไทยแล้ววางเงื่อนไขให้มีการเก็บภาษีน้ำ

ในการสัมมนาครั้งนี้ เอดีบียังเสนอว่าควรมีการเก็บภาษีน้ำ ด้วยเหตุผลที่ว่า จะได้ตระหนักรู้ว่าน้ำนั้นมีราคาค่างวด ควรใช้อย่างรู้คุณค่า

น่าสนใจที่ว่า ข้อมูลที่ทางเอดีบีได้จากการสำรวจพบว่า แท้ที่จริงแล้วปัญหาน้ำที่เกิดจากเกษตรกรมีมากถึง 70% เช่น ชาวนาที่ทำนาปลัง หลังข้าวตั้งท้องแล้วจะมีการวิดน้ำออกจากนา ซึ่งน้ำที่ออกจากนานี่เอง ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมลภาวะทางน้ำ

"เกษตกรคิดว่าน้ำมาจากพระเจ้า ไม่มีต้นทุน เรามีตัวเลขต้นทุนการกระจายน้ำเพื่อเกษตรกรรมถึง 70% เราคิดว่า ชาวนาควรจะต้องจ่ายค่าน้ำ โดยที่ผู้บริโภคจะต้องมีส่วนแบ่งปัน ความรับผิดชอบนี้ด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการรั่วไหล และเห็นคุณค่าของน้ำ ถ้าเรายังให้คนไทยได้ใช้น้ำฟรี ผลก็คือ จะทำให้คนอีก 30% ไม่มีน้ำใช้"

ทั้งนี้ จากการสำรวจคุณภาพของน้ำทั่วประเทศเมื่อปี พ.ศ.2543 พบว่าน้ำในแม่น้ำสายหลักๆ 43 สาย มีคุณภาพแย่ลงทุกปี โดยที่ 35% ไม่เหมาะกับการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิตในน้ำ

ถ้ายังไม่มีการจัดการน้ำอย่างถูกต้อง อีก 25 ปี สองในสามของโลกจะพบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำ ประชากรจำนวนถึง 1.1 พันล้านคน จะไม่มีน้ำสะอาดใช้ เนื่องจากใน 215 ลุ่มน้ำทั่วโลกมีการใช้น้ำบาดาลร่วมกัน ซึ่งมีเกือบ 70 จุดที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดสงครามแย่งชิงน้ำ

"มลพิษทางน้ำในเอเชียจะเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า ในที่ประชุมน้ำทั่วโลกเมื่อปีกลาย จึงวางเป้าหมายไว้ว่า จะลดปริมาณประชากร ที่ไม่มีน้ำสะอาดใช้ลงให้เหลือเพียงครึ่งหนึ่ง"

แม้แต่น้ำประปาที่เคยมีการยืนยันความสะอาดจนดื่มจากก๊อกได้ มาวันนี้การประปาส่วนภูมิภาค ก็ยังแจ้งว่า ในอนาคตน่าเป็นห่วง เพราะท่อส่งน้ำประปาความยาว 3 หมื่นกว่ากิโลเมตรทั่วประเทศนั้นใช้มา 70 ปี โดยยังไม่มีการเปลี่ยนท่อแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่อายุการใช้งานของท่อเพียง 20 ปี

ฉะนั้นน้ำที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนแล้ว ถ้ามาผ่านท่อประปาที่มีปัญหา น้ำก็ไม่ปลอดภัยอยู่ดี

นอกจากนี้เรากำลังอยู่ในภาวะของการขาดแหล่งน้ำดิบในการผลิตน้ำประปา อย่างลำน้ำปิงวันนี้ในหน้าแล้ง ก็แห้งเสียจนทำอะไรไม่ได้ ต้องย้ายไปหาแหล่งน้ำอื่น ขุดเจาะน้ำบาดาลกันจนในหลายพื้นที่น้ำใต้ดินมีไม่พอใช้แล้ว

ทำไม?

ขณะที่ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ใช้น้ำกันแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ภาครัฐเองก็ไม่รู้จักการจัดการน้ำที่ถูกต้อง ในแผนรวมของกรมทรัพยากรน้ำ เมื่อการประชุมครั้งที่ผ่านมา ยังมีการเสนอของบประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เพื่อทำการเจาะภูเขาผันน้ำจากแม่น้ำสาละวินมาเติมลงในเขื่อนภูมิพล แก้ปัญหาน้ำในเขื่อนที่คงเหลืออยู่น้อยเต็มที!

บนลำน้ำปิง กระทงหลงทางหลายต่อหลายใบคว่ำปริ่มอยู่กลางลำน้ำ ผลพวงจากการแสดงคำขมาต่อแม่น้ำ ที่เราได้อาศัยใช้ประโยชน์มาตลอดทั้งปี แต่สิ่งที่เหลือกลับสร้างมลภาวะให้กับแม่น้ำ

ลำน้ำปิงเมื่อก่อนเคยกว้าง 200 เมตร แต่มาวันนี้เหลือเพียง 50 เมตร บางจุดกว้างแค่ 20 เมตร เนื่องจากมีการรุกพื้นที่ริมตลิ่ง แปรเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล บ้างก็ใช้กลยุทธ์ของการปักป้าย "มีหน้าดินขาย" เพื่อเป็นข้ออ้างของการกองดินกองทรายริมตลิ่ง แล้ววันดีคืนดีดินทรายเหล่านั้นก็ค่อยๆ ร่วงลงไปแทนที่พื้นที่น้ำ ที่สุดเป็นพื้นที่งอก เป็นกรรมสิทธิที่ถูกต้อง ของเจ้าของพื้นที่ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในปัจจุบันที่ว่า

"ที่ดินใดเกิดที่งอกริมตลิ่ง เจ้าของที่ดินมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น"

วันนี้การมองเรื่องน้ำต้องเปลี่ยนไป การจัดการน้ำต้องไม่ใช่แค่การอิงที่พื้นที่อย่างแต่ก่อน แต่ต้องหันมาอิงกับระบบนิเวศ นั่นคือ การจัดการน้ำแบบลุ่มน้ำ เพราะน้ำมีทั้งน้ำใต้ดิน บนดินและบนท้องฟ้า

ถ้าเรายังปล่อยให้มีการใช้น้ำกันอย่างเรื่อยเปื่อย แล้วตามแก้ปัญหากันที่ปลายเหตุ ไม่ต้องถึง 25 ปี อย่างที่เอดีบีทำนาย แค่ 5 ปีข้างหน้า เกิดสงครามแย่งชิงน้ำแน่ จึงมีการรณรงค์ให้ภายในปี 2548 ทุกประเทศต้องมีแผนการจัดการน้ำแบบผสมผสาน

นั่นคือ จะต้องมีการส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาพูดคุยกันโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกัน ที่สำคัญคือจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากนัก

หน้า 17

 

กลับหน้าแรก