ความยากจน

โดย ผู้จัดการออนไลน์  โดย เกษม ศิริสัมพันธ์ ,  โลกกว้าง - ทางแคบ  วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546

สังคมปัจจุบันเป็นสังคมที่ก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีต่างๆ มนุษย์สามารถเดินทางไปในอวกาศออกไปนอกโลก สามารถประดิษฐ์เครื่องมือสื่อสารผ่านดาวเทียมไปได้กว้างไกลจนสุดขอบฟ้าจักรวาล สามารถผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีสมองกลสามารถทำงานได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง

แต่มนุษยชาติก็ยังไม่สิ้นความยากจนไปได้

วิชาเศรษฐศาสตร์ ซึ่งความจริงเป็นวิชาที่ว่าด้วยทรัพยศาสตร์ ได้ทำการศึกษาวิจัยกันมากมาย แต่เศรษฐศาสตร์ ก็ยังไม่สามารถหาสูตรสำเร็จ ในการขจัดความยากจนให้หมดไปจากโลกนี้ได้

ได้มีรางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์มาหลายปีแล้ว แต่มีนักเศรษฐศาสตร์เพียงคนเดียวที่ได้รับรางวัลนี้ จากผลงานการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับความทุกข์ยากอันเกิดจากความยากจน คือ ศาสตราจารย์อมาตย เซน จากอินเดีย ซึ่งได้รับรางวัลนี้เมื่อปี 1998

นี่แสดงว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ ทั้งสายมหภาคและจุลภาค ต่างหันไปให้ความสนใจแต่เรื่องของความมั่งคั่ง แต่เมินหนีเรื่องความยากจนกันทั้งนั้น

อีกมิติหนึ่ง ลัทธิทุนนิยมสามารถสร้างความมั่งคั่งได้! แต่ไม่สามารถขจัดความยากจนได้!

ข้อสมมติฐานของทุนนิยมอยู่ที่การแข่งขันกันเพื่อแสวงหากำไร แต่ขณะเดียวกันทุนนิยม ก็ตกอยู่ภายใต้กฎของวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ที่ว่าด้วยการอยู่รอดของสัตว์โลก มีความเข้มแข็งเท่านั้น ปลาใหญ่ต้องกินปลาเล็ก

ฝ่ายที่อ่อนแอจึงจมอยู่แต่ในปลักของความยากจน ขณะที่ฝ่ายเข้มแข็งยิ่งผูกขาดความมั่งคั่งมากยิ่งขึ้น!

ฉะนั้นลัทธิทุนนิยมสามารถทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้น แต่ทำให้คนจนยิ่งจนลง!

แต่อีกปลายสุดของอีกด้านหนึ่ง คือสังคมนิยมแบบสุดขั้วที่เชื่อว่า เมื่อเอาปัจจัยการผลิตมาเป็นของส่วนกลาง จะเป็นการกระจายความมั่งคั่งให้เสมอหน้ากันได้

แต่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าแนวคิดแบบสังคมนิยมดังกล่าว แทนที่กระจายความมั่งคั่ง กลับเป็นการกระจายความยากจน ให้แผ่กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

สังคมอเมริกันเป็นสังคมที่เจริญก้าวหน้ามากที่สุด แต่สังคมอเมริกันก็ยังมีความยากจนให้เห็นได้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งเขาไม่ได้ปิดบังซ่อนเร้น

ในแถวดาวน์ทาวน์ ซานฟรานซิสโก ในเวลากลางวันมีผู้คนแต่งตัวหรูหรา ไปเดินชอปปิ้งหรือไปทำธุรกิจกันอย่างแน่นขนัด แต่พอตกค่ำในละแวกนั้น ตามทางเดินเท้าข้างถนน มีผู้คนประเภทพเนจรอาศัยหลับนอนกันเต็มไปหมด

คนพเนจรเหล่านี้เฉพาะเมืองซานฟรานซิสโกแห่งเดียว มีจำนวนมากกว่า คนที่อาศัยหลับนอนกลางสนามหลวงของกรุงเทพฯ เสียอีก!

เมื่อผู้ใจบุญนำอาหารไปแจกจ่าย ผู้คนเหล่านี้จะกลุ้มรุมแย่งชิงอาหารเหมือนสัตว์ที่หิวโหยแย่งชิงอาหารกัน!

ความยากจนมีมิติหลากหลาย เมื่อหลายปีมาแล้วนิตยสารนิวสวีค ลงบทความเรื่องพวกคนพเนจร ที่กินอยู่หลับนอนข้างถนนในเมืองใหญ่ๆ ในอเมริกา

มีรายหนึ่งน่าสนใจ เขาเคยเป็นแพทย์ที่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพ มีคลินิกส่วนตัว วันดีคืนดีเขาก็เดินออกจากบ้านหายตัวไป มาเป็นคนพเนจร กินนอนข้างถนน

เขาให้เหตุผลว่า เขาเบื่อหน่ายวิถีชีวิตที่ตกอยู่ในกรอบของสังคม เขาเบื่อภรรยาที่จุกจิกจู้จี้ เขาขี้เกียจทำงานหาเงิน รักษาคนไข้ เพียงเพื่อต้องเสียภาษีจำนวนมาก ให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯ จึงเลือกใช้ชีวิตเป็นคนพเนจร

นี่เป็นเสรีภาพที่จะเลือกเอาความยากไร้เป็นวิถีชีวิต!

ในกรุงเทพฯ เคยมีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า มีขอทานคนหนึ่งนอนตายอยู่ข้างถนน เมื่อไปเก็บศพ ก็พบว่าขอทานคนนั้น มีเงินซุกซ่อนอยู่ตามตัวถึงเกือบล้านบาท

ตามปกติคนที่สามารถมีเงินออมได้ถึงล้านบาท ก็ไม่ถึงกับนับว่าเป็นเศรษฐี! แต่จะถือว่าเป็นคนยากจนก็ไม่ถนัดนัก! แต่เขาก็มานอนตายอยู่ข้างถนน!

จะเรียกว่าเป็นยาจกผู้เป็นเศรษฐี แบบผ้าขี้ริ้วห่อทองก็คงได้!

ขณะนี้นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งตัวเองเป็นมหาเศรษฐี ได้ประกาศสงคราม กับความยากจนของคนไทยทั่วประเทศ

ท่านยืนยันว่าท่านจะสามารถขจัดความยากจนจากผืนแผ่นดินไทยได้ภายใน 6 ปี

ท่านบอกว่าท่านพูดเรื่องนี้จากหัวใจ และสมอง ไม่ใช่พูดด้วยริมฝีปาก! คือไม่ใช่เป็นการพูด เพื่อการหาเสียงหาความนิยม!

ใครที่ได้ชมรายการถ่ายทอดโทรทัศน์ปาฐกถาของนายกรัฐมนตรี เมื่อมีการประชุมมอบนโยบาย การสำรวจความต้องการ ของประชาชน เพื่อแก้ปัญหาสังคม และความยากจนเชิงบูรณาการ จะเห็นได้ว่านายกรัฐมนตรีพูดถึง เรื่องการขจัดความยากจนในสังคมไทยให้หมดสิ้นภายใน 6 ปีนี้ ด้วยลักษณะหนักแน่น และเอาจริงเอาจัง

ท่านเริ่มต้นด้วยโครงการนำร่องเรื่องนี้ในพื้นที่ 8 จังหวัด  ท่านย้ำให้จัดการสำรวจความยากจน ในพื้นที่จังหวัดเหล่านี้ ให้ครบถ้วนทุกด้าน เมื่อได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว ท่านจะสามารถจัดระเบียบความยากจนได้ถูกต้อง

พวกที่เป็นคนยากจนเพราะความบกพร่องทางกายและทางจิตใจท่านจะได้จัดส่งไปรับการรักษาเยียวยาในสถานพยาบาล

อีกพวกหนึ่งเป็นคนยากจน เพราะไม่มีอาชีพ ท่านก็จัดให้ไปอบรมฝึกอาชีพ

พวกที่สามเป็นพวกยากจนเพราะไม่มีที่ดิน ที่ทำกิน ท่านก็แจกที่ดินสำหรับทำกินให้

ถึงตรงนี้ก็มีข้อสงสัยแทรกเข้ามา!

ความยากจนจากเหตุอื่นๆ อย่างเช่น ยากจนเพราะความเกียจคร้าน หรือยอมยากจนเพราะเบื่อหน่ายที่จะทำมาหากิน อย่างกรณีคุณหมอในเมืองอเมริกาที่เล่ามาแล้ว บอกว่าขี้เกียจทำมาหากิน เพราะเบื่อเมียและขี้เกียจทำงานหาเงินแล้ว ต้องถูกหักภาษีจำนวนมาก กรณีอย่างนี้ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ จะจัดการอย่างไรกับคนยากจนประเภทนี้?

นับว่านายกรัฐมนตรีมีความกล้าหาญทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง ที่ประกาศเรื่องนโยบายขจัดความยากจน ให้หมดประเทศภายใน 6 ปี

ไม่มีนักการเมืองระดับผู้บริหารประเทศคนใดที่กล้าหาญประกาศยืนยันได้เช่นนี้!

ท่านบอกว่า "ถ้าไม่มั่นใจ จะพูดทำไม เมื่อก่อนไม่ทำไม่พูดอยู่อย่างสบาย แต่วันนี้ทั้งทำทั้งพูด ไม่กลัวอะไรด้วย!"

อันที่จริง ก็เคยมีรัฐบาลประกาศสงคราม กับความยากจนของคนไทยมาก่อนเหมือนกัน แต่เป้าหมายไม่ได้ไปไกลเหมือนนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

รัฐบาลผสมที่มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ระบุไว้ในคำแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2518 ว่าจะทำสงครามกับความยากจนเหมือนกัน

แต่เป้าหมายของรัฐบาลคึกฤทธิ์ ไม่ได้ไปไกลถึงขนาดกำจัดความยากจนให้หมดสิ้นจากพื้นแผ่นดินไทยภายใน 6 ปี อย่างรัฐบาลทักษิณในปัจจุบัน

ครั้งนั้นรัฐบาลคึกฤทธิ์ประกาศแต่เพียงว่า จะ "ถมช่องว่าง" ระหว่างความมีกับความยากจนให้ "แคบ" เข้าเท่านั้น

นอกจากนี้รัฐบาลคึกฤทธิ์ครั้งนั้น ยังประกาศด้วยว่า "....โดยมุ่งให้ประชาชนที่บรรลุนิติภาวะทุกคนที่ทำงาน มีรายได้อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,000 บาท ทั่วทุกคน"

ต้องรำลึกไว้ด้วยว่า จำนวนเงิน 1,000 บาทเป็นค่าของเงินเมื่อ 28 ปีก่อน!

แสดงว่ารัฐบาลคึกฤทธิ์ในสมัยนั้นได้ลาก "เส้นความยากจน" หรือ Poverty Line ไว้ที่มีรายได้เดือนละ 1,000 บาท

ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า "เส้นยากจน" คือรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 1,000 บาท รัฐบาลคึกฤทธิ์ในสมัยนั้นได้สัญญาว่า จะจัดบริการสังคมต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เช่นขึ้นรถเมล์ฟรี เรียนหนังสือฟรี และรักษาพยาบาลฟรี

รัฐบาลคึกฤทธิ์ในสมัยนั้นคิดไปไกลได้เพียงเท่านี้! แต่ยังถูกหลายฝ่ายในสมัยนั้นโจมตีว่าเป็นรัฐบาลเพ้อฝัน!

แต่รัฐบาลคึกฤทธิ์ไม่สามารถเทียบได้กับรัฐบาลทักษิณในยุคนี้ได้เลย!

รัฐบาลคึกฤทธิ์ในครั้งนั้นเป็นรัฐบาลผสมถึง 8 พรรค พรรคของนายกรัฐมนตรีคือพรรคกิจสังคมมีเพียง 18 ที่นั่ง

รัฐบาลทักษิณเป็นรัฐบาลผสมเพียงสองพรรค และพรรคแกนนำของนายกรัฐมนตรีทักษิณ คือพรรคไทยรักไทย คุมเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาอีกด้วย!

รัฐบาลคึกฤทธิ์มีชีวิตอยู่ได้เพียง 10 เดือน ก็ต้องยุบสภา และตัวนายกรัฐมนตรีก็ยังสอบตกเสียอีกด้วย!

แต่คุณทักษิณสามารถทอดสายตาไปได้ยาวไกลอีก 6 ปี ข้างหน้า แล้วยังคุยด้วยว่าเมื่อลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว พรรคไทยรักไทยของท่านจะอยู่เป็นรัฐบาลได้ติดต่อกันถึง 20 ปี

นี่คือเรื่องของความแตกต่างของบุญวาสนา!

ถึงอย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่านายกรัฐมนตรีทักษิณ เป็นผู้นำประเทศที่มีความกล้าหาญ ที่ลุกขึ้นประกาศว่า จะกวาดล้างความยากจน ให้หมดจากเมืองไทยภายใน 6 ปี ท่านพูดเรื่องนี้ด้วยความมั่นใจเสียด้วย!

ถ้านโยบายเรื่องนี้ประสบความสำเร็จขึ้นมา ลัทธิ "ทักษิโณมิกส์" หรือลัทธิเศรษฐกิจแบบทักษิณก็จะโด่งดังไปทั่วโลก! ประเทศไทยจะเป็นดินแดนพระศรีอาริย์ที่มีแต่ความมั่งคั่งสุขสบายกันถ้วนหน้า! ไม่มีความยากจนทุกข์ยากซุกซ่อนหลงเหลืออยู่เลย!

หกปีข้างหน้า ไม่นานเกินรอ! แล้วจะได้เห็นความจริงในเรื่องนี้ปรากฏขึ้นมา!

 

กลับหน้าแรก