|
รัฐที่โปร่งใส
: ขายดอนเมืองโทลล์เวย์
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2 วันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3534 (2734) ในเรื่องความโปร่งใสของรัฐ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มารา แฟกซิโอ (Mara Faccio) ของคณะบริหารจัดการ แห่งมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ ได้ศึกษาและตีพิมพ์ในนิตยสารบิสซิเนส ไทม์เมื่อเร็วๆ นี้ว่า รัฐบาลหลายๆ ประเทศ ในเอเชียมีความบกพร่องในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก การศึกษาของศาสตราจารย์แฟกซิโอ ได้ยกตัวอย่างความไม่โปร่งใสใน 4 ประเทศในเอเชียมาเปรียบเทียบกัน โดยศึกษาจากกรณีความเชื่อมโยงพัวพันของบริษัทในตลาดหุ้น กับนักการเมืองในแต่ละประเทศเหล่านี้ บรรทัดฐานที่ศาสตราจารย์แฟกซิโอใช้ คือศึกษาว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือผู้บริหารระดับสูงเป็นสมาชิกของรัฐสภาจำนวนเท่าใด เป็นรัฐมนตรีจำนวนเท่าใด เป็นผู้นำรัฐบาล หรือมีความสัมพันธ์บุคคลเหล่านี้ บริษัทที่มีความเชื่อมโยงพัวพันใกล้ชิด กับนักการเมืองจะมีโอกาสได้รับเงินกู้ ในสัดส่วนที่สูงมากของทรัพย์สินที่มีอยู่ หรือสามารถกู้เงินได้ง่ายกว่า จ่ายภาษีน้อยกว่า และสามารถยึดครองตลาดได้มากกว่า โดยเมื่อใช้หลักบัญชีเข้าตรวจสอบประเมินผล บริษัทเหล่านี้จะมีมาตรฐานต่ำกว่า แต่กลับสามารถกู้เงินได้มากกว่า ศาสตราจารย์แฟกซิโอกล่าวว่า ความพัวพันเชื่อมโยงกับนักการเมือง เป็นเรื่องปกติในประเทศที่มีการคอร์รัปชั่นสูง และขาดระบบการตรวจสอบที่โปร่งใส ความเชื่อมโยงพัวพันใกล้ชิดกับนักการเมือง ได้ขยายตัวไปทั่วโลกไม่ละเว้นแม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยนักการเมืองที่มีสายสัมพันธ์กับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทในตลาดหุ้น มีสูงถึงร้อยละ 59.5 นักการเมืองอีกร้อยละ 40.5 ถือหุ้นจำนวนมากในบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ผลของการศึกษาระบุออกมาอีกว่า ร้อยละ 15.5 ของบริษัทในตลาดหุ้น มีความสัมพันธ์แนบแน่น กับนักการเมืองระดับผู้นำสูงสุด และระดับรัฐมนตรี ส่วนอีกร้อยละ 59.9 มีสายสัมพันธ์กับนักการเมืองระดับรองๆ ลงมาระดับสมาชิกรัฐสภา ส่วนการศึกษาเชิงเปรียบเทียบในเอเชีย 4 ประเทศอันได้แก่ ประเทศไทย อินโดนีเชีย มาเลเซียและสิงคโปร์ ได้ตัวเลขที่น่าสนใจออกมาดังนี้ ร้อยละ 22 ของบริษัทในตลาดหุ้นของประเทศอินโดนีเซีย ล้วนมีความเชื่อมโยงพัวพันใกล้ชิดกับนักการเมือง ร้อยละ 20 ของบริษัทในตลาดหุ้นของประเทศมาเลเซีย ล้วนมีความเชื่อมโยงพัวพันใกล้ชิดกับนักการเมือง ในขณะที่ประเทศไทยก็ยังไม่เสียหน้ามากนัก คือ ตัวเลขที่ศาสตราจารย์แฟกซิโอศึกษามาระบุว่า มีเพียงร้อยละ 15 ของบริษัทในตลาดหุ้น ที่มีความเชื่อมโยงพัวพันใกล้ชิดกับนักการเมือง ผมเองไม่แน่ใจในตัวเลขนี้ว่า พิมพ์สลับเลขกันหรือเปล่า หรือว่าได้ข้อมูลหลอกจากนักการเมืองไทยคือ ตัวเลขจริงน่าจะอยู่ที่ 51 มากกว่า ส่วนสิงคโปร์นั้นครองแชมป์ในความโปร่งใสคือ มีเพียงร้อยละ 8 เท่านั้น ของบริษัทในตลาดหุ้น ที่มีความเชื่อมโยงพัวพันใกล้ชิดกับนักการเมือง การศึกษานี้น่าสนใจมาก และสามารถนำมาเป็นบรรทัดฐาน ในการตรวจสอบประเมินผลคำพูดของนักการเมือง ว่าพูดจริงหรือพูดเท็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ตลาดหุ้นกำลังฮอตสุดขีด และรัฐวิสาหกิจจำนวนมาก กำลังถูกนำทยอยเข้ามาขายในตลาดหุ้น บรรทัดฐานของความเชื่อมโยงพัวพันระหว่างนักการเมือง กับผู้บริหารของบริษัทในตลาดหุ้น หรือในทางกลับกัน รวมทั้งอัตราสัดส่วนการถือหุ้น ของนักการเมืองในบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ สามารถเป็นตัวชี้วัดถึงความโปร่งใสของรัฐบาล ได้ดีกว่าฟังแต่เพียงคำพูด หรือคำให้สัมภาษณ์ กรณีศึกษาในประเทศไทย เรื่องความโปร่งใสของรัฐ ซึ่งน่าจะติดตาม คือ ข่าวที่ไม่ใหญ่และอาจจะไม่มีใครสนใจมากนัก เรื่องการทางพิเศษได้รับข้อเสนอ จากบริษัททางด่วนกรุงเทพให้ซื้อกิจการ และรับหนี้ของเส้นทางดอนเมืองโทลล์เวย์ นับว่าเป็นข่าวที่ประชาชนจะมองข้ามง่ายๆ ไม่ได้ เพราะเงินที่ซื้อ และหนี้ที่รับมา เมื่อกล่าวให้ถึงที่สุดแล้วก็คือ เงินที่มาจากภาษีอากรของประชาชนนั่นเอง การตัดสินใจของรัฐบาลในกรณีนี้ไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อย สามารถใช้บรรทัดฐานข้างต้นไปตรวจสอบได้ว่า มีนักการเมืองกี่คน และใครบ้างที่ถือหุ้นอยู่ในบริษัททางด่วนกรุงเทพ ประเด็นนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ดี ถ้าเส้นทางที่เสนอนี้เป็นเส้นทางทางด่วนขั้นที่ 1 และ 2 ซึ่งมีประชาชนใช้มากที่สุด อันที่จริงทางด่วนขั้นที่ 1 ก็เป็นของประชาชนอยู่แล้ว เพราะสร้างด้วยเงินภาษีอากรของประชาชน และค้ำประกันเงินกู้โดยกระทรวงการคลัง แต่ผลประโยชน์กลับต้องไปแบ่งให้กับบริษัทเอกชน อันที่จริงเคยมีนักวิชาการเสนอให้รัฐซื้อกิจการทางด่วน คืนมาจากบริษัทเอกชนแล้ว ในราคาตลาดของกิจการที่ประสบภาวะขาดทุน (ตามที่อ้าง) เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจร โดยเปิดให้ประชาชนใช้ฟรี หรือใช้ในราคาถูก โดยไม่ต้องจ่ายหลายทอดหลายต่ออย่างไม่เป็นธรรมในปัจจุบัน อัตราค่าทางด่วนในประเทศเพื่อนบ้านเรา ล้วนแต่อยู่ในระดับ 10-15 บาทเท่านั้น บางประเทศค่าครองชีพต่ำกว่าของเราด้วยซ้ำ เช่น ประเทศมาเลเซีย อันความสูญเสียทั้งเวลา และน้ำมันที่ถูกเผาผลาญไปโดยไร้ประโยชน์ ทำให้เกิดมลพิษตามมาบั่นทอนสุขภาพ ของประชาชนอีกนั้น เป็นความสูญเสียที่ไม่อาจจะประเมินค่า เป็นตัวเงินได้ เพราะมีความสูญเสียทางอ้อมหรือ แฝงมากมายที่รัฐต้องใช้งบประมาณไปแก้ไข เช่น ปัญหาสุขภาพของประชาชน และงบฯ ที่ต้องใช้ในการแก้ไขด้านมลพิษ ข้อเสนอเชิงหลักการที่ดีแต่กำลังจะถูกนำมาใช้กับกรณีที่ผิด อย่างเช่นกรณีทางด่วนโทลล์เวย์ เพราะเหตุว่า ภายใน 2-3 ปีข้างหน้าสนามบินสุวรรณภูมิก็จะเปิดใช้ ดังนั้นทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ ก็จะมีคนใช้น้อยลง หรือไม่มีเลย การทำธุรกิจทุกประเภทล้วนมีความเสี่ยง และมีความไม่แน่นอน การลงทุนในด้านการสร้างทางด่วน ก็ไม่แตกต่างจากธุรกิจอื่น คือ มีความเสี่ยง แต่ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือ ภาวะการขาดทุนที่กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อปิดสนามบินดอนเมือง กำลังจะถูกปัดมาให้ประชาชน เป็นผู้รับภาระ โดยการเสนอขายให้การทางพิเศษฯ การตัดสินใจของรัฐบาลในกรณีนี้จะเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่ง ถึงความโปร่งใสของรัฐบาล และหวังว่าจะไม่มีการใช้กองทุนวายุภักษ์ ไปซื้อกิจการทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ก็แล้วกัน ผมยังไม่อยากเห็นคนฆ่าตัวตาย โดยการกระโดดลงจากทางด่วน ครับ ประชาชาติธุรกิจ หน้า 2
|
| กลับหน้าแรก |