ทุนมนุษย์ หวย และปัญหาความยากจน

รศ.ดร. วิมุต วานิชเจริญธรรม   กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 

นักวิชาการไม่ว่าจะสังกัดสำนักใด ไม่ว่าจะเป็นขาประจำหรือขาจร ต่างเห็นด้วยกับการที่ รัฐบาลหยิบยื่นโอกาสทางการศึกษาให้กับเหล่านักเรียนที่ด้อยโอกาส และขาดแคลนทุนทรัพย์ด้วยกันทั้งสิ้น เพราะการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนนั้น ถือเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน และเป็นปัจจัยที่สำคัญในอันที่จะยกระดับความเป็นอยู่ของคนในสังคมให้สูงขึ้นอย่างถาวร

นอกจากนี้ บุคคลที่ได้ผ่านการบ่มเพาะทางการศึกษาแล้วนั้น ยังสามารถช่วยเผยแพร่ความรู้ให้กระจายไปสู่บุคคลรอบข้าง และช่วยยกระดับการพัฒนาของผู้อยู่ในแวดวงใกล้เคียงได้อีกด้วย การศึกษาจึงอาจมองได้ว่า เป็นเสมือนการลงทุน โดยเรามักเรียกเป็นการลงทุนในทุนมนุษย์ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการที่เราจัดสรรทรัพยากร สำหรับการพัฒนามนุษย์ให้มีศักยภาพในการทำงานสูงยิ่งขึ้น

การศึกษานั้นไม่ต่างไปจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ที่มีต้นทุนในการดำเนินการ และต้นทุนในรูปของทรัพยากร และเวลาที่ใช้ไปในการพัฒนาคนๆ หนึ่ง ตลอดกระบวนการ "ผลิต" มีมูลค่าไม่ใช่น้อยเลย แต่หากจะมองถึงผลตอบแทนการลงทุนในทุนมนุษย์นี้ จะพบว่าผลตอบแทนมีช่วงของค่าที่เป็นไปได้กว้างมาก เพราะความสำเร็จของการลงทุนนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถภายในของตัวผู้ได้รับการศึกษาด้วย

เป็นที่ทราบกันดีว่า คนเรานั้นมีความสามารถไม่เท่าเทียมกัน บางคนเก่ง บางคนไม่เก่ง ดังนั้น ความสามารถในการรับรู้ ซึมซับสิ่งที่ได้รับการสั่งสอนจึงแตกต่างกัน ความสามารถในการนำสิ่งที่ได้เรียนไปประยุกต์ใช้ ก็ไม่เท่าเทียมกันด้วย ดังนั้น ความสามารถในการสร้างรายได้ จึงอาจแตกต่าง หรือมีความเหลื่อมล้ำกันได้มาก

จะเห็นได้ว่า การลงทุนในทุนมนุษย์นั้นเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีต้นทุนสูง และมีความแปรปรวนในผลตอบแทน ของการลงทุนสูงด้วยเช่นกัน ความแปรปรวนในผลตอบแทน และความยากลำบากในการเฟ้นคัดบุคคลที่น่าให้การสนับสนุนนี้ เป็นอุปสรรคสำคัญในการหาแหล่งทุนมาจุนเจือการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระดมทุนผ่านตลาดการเงิน การลงทุนในทุนมนุษย์จึงมิได้ปรากฏแพร่หลายดังเช่นการลงทุนในกิจกรรมอื่นๆ

อย่างไรก็ดี ยังมีเอกชนที่พอมองเห็นถึงช่องทางการสร้างรายได้จากการลงทุนในทุนมนุษย์อยู่บ้าง ดังจะเห็นได้จากการที่มีภาคเอกชนยินดีให้ทุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษา หรือสูงกว่าแก่บุคคลทั่วไป หากแต่การให้ทุนเหล่านี้มักจะเปิดกว้างเฉพาะผู้ที่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่า "มีความสามารถ" และมีแววว่าจะเป็น "หน่วยลงทุน" ที่ให้ผลตอบแทนดี ความเสี่ยงต่ำ เท่านั้น

เราจึงสรุปได้ว่า กลไกตลาดสามารถสนับสนุนการลงทุนในทุนมนุษย์ได้บ้าง แต่ไม่สามารถช่วยกระจายโอกาสการลงทุน ให้ครอบคลุมถึงทุกๆ คนในสังคม ดังนั้น ช่องว่างนี้จึงควรจะถูกปิดลงด้วยภาครัฐ ในฐานะผู้ให้ทุนการศึกษาโดยอาศัยความขาดแคลน หรือความยากจนเป็นเกณฑ์ในการจัดสรร

เมื่อรัฐเป็นผู้ทำการจัดสรรทรัพยากร รัฐสามารถกระทำโดยการโอนถ่ายทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ ในระบบมายังผู้ด้อยโอกาส ซึ่งวิธีการที่รัฐเลือกใช้แหล่งเงินทุนสำหรับสนับสนุนการศึกษานี้นี่เอง ที่ทำให้เกิดความเห็นที่ขัดแย้ง และเกิดเสียงคัดค้านจากหลายๆ ฝ่าย เพราะรัฐเลือกใช้เงินที่ได้จากการดำเนินธุรกิจอบายมุข ที่เรียกกันแบบชาวบ้านว่า "หวยบนดิน" มาเป็นเงินทุนหลัก

ผู้เขียนขอตั้งโจทย์ในบทความนี้ว่า "ผิดด้วยหรือ ที่รัฐบาลจะเป็นเจ้ามือหวยเสียเอง" และจะขอตอบแบบฟันธงโดยไม่เกรงใจรัฐบาลเลยว่า "ผิด" ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

หนึ่ง การที่รัฐเป็นผู้นำธุรกิจอบายมุขนี้มาดำเนินการเอง เป็นเสมือนการสร้างความชอบธรรมให้กับอบายมุข และเป็นเสมือนตราประทับว่า นี่คือกิจกรรมที่ใครก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ เราอาจกล่าวได้ว่า รัฐบาลกำลังสร้างให้การพนันเป็น อีก "สถาบัน" หนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่า มีตัวตนอยู่อย่างภาคภูมิในสังคมไทย ความชอบธรรมที่เกิดขึ้นนี้ สร้างความต่างขึ้นในแง่ความรู้สึกของผู้เล่นพนันเช่นกัน หากการพนันเป็นสิ่งที่สังคมไม่ยอมรับ ผู้ที่เล่นมักต้องหลบซ่อน และจะมีความละอายหากถูกเปิดเผยว่าติดการพนัน

แต่เมื่ออบายมุขนี้เป็นสิ่งที่รัฐนำมาดำเนินการเองแล้ว ความกลัวหรือความละอายดังกล่าวก็จะหมดไป อีกหน่อยผู้ใหญ่คงไม่สามารถหาเหตุผล ที่จะไปยับยั้งเยาวชนมิให้ไปข้องแวะกับการพนันได้แล้ว

สอง การพนันนั้นไม่ต่างกับสิ่งเสพติด รัฐบาลสมควรรณรงค์ให้ประชาชนละเว้นจากอบายมุข มิใช่ทำการส่งเสริมให้คนหมกมุ่น จมปลักอยู่กับการพนัน โดยธรรมชาติของการพนันนั้นคือการเสี่ยงโชค ผู้ที่ลุ่มหลงกับการพนัน ย่อมไม่ต่างจากผู้ที่งอมืองอเท้า รอโอกาสให้โชคชะตาพลิกผัน เปลี่ยนฐานะตนให้กลายเป็นเศรษฐี เพียงชั่วข้ามคืน โดยมิได้ลงทุนลงแรงสร้างความมั่งคั่งด้วยหยาดเหงื่อ และกำลังสมอง

กิจกรรมเช่นนี้ไม่ควรได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวท่านนายกฯ เพราะในฐานะของคนไทยที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงที่สุดในทางธุรกิจ ฯพณฯ นายกฯ ควรเชิดชูคุณค่าของการทำงานหนัก และความมุ่งมั่นที่จะสร้างฐานะด้วยตนเอง มิใช่ส่งเสริมให้คนพึ่งโชคชะตาเช่นนี้

ท่านควรจะใช้ความสำเร็จของตัวเองเป็นต้นแบบให้ผู้ติดการพนันเอาเป็นเยี่ยงอย่าง และพยายามสร้างค่านิยมของ "การไม่เล่นพนัน" ให้กับสังคมไทย เพื่อให้ประชาชนไทยหันมาทำงานอย่างมุ่งมั่นเหมือนตัวท่านเอง และเพื่อประเทศไทยจะได้เป็นเมืองปลอดอบายมุขโดยเด็ดขาด

สาม การทำตัวเป็นเจ้ามือหวยของภาครัฐนั้น ไม่ต่างอะไรกับการตีสองหน้า หรือการมีสองมาตรฐานทับซ้อน ในด้านหนึ่งรัฐบาลต้องการมอบสิ่งดีๆ ให้กับเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นการให้ทุนการศึกษา หรือความพยายามที่จะให้มีรายการโทรทัศน์ เพื่อเด็กๆ แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็สร้างสภาพแวดล้อม ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาคนด้วยเช่นกัน การเป็นเจ้ามือหวยบนดิน จัดได้ว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่เป็น "พิษ" ต่อเยาวชน พฤติกรรมเช่นนี้สมควรจะถูกสังคมตำหนิเป็นอย่างยิ่ง

คุณความดีที่รัฐบาลสมควรเก็บเกี่ยวได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย จากการมอบทุนการศึกษาแก่ผู้ด้อยโอกาส กลับถูกลดค่าลงอย่างน่าเสียดาย เพียงเพราะรัฐบาล "เลือก" ใช้ธุรกิจอบายมุขเป็นวิถีแห่งการแสวงหาเงินทุน วิธีการที่ "ผิด" นี้ ไม่สามารถหักล้างได้ด้วย "ผล" ดี ที่ตามมาจากการใช้เงินนั้น

บทความนี้ใคร่ขอให้ ฯพณฯ นายกฯ ได้ทบทวนถึงวิธีการที่ได้มาซึ่งเงินทุนอีกครั้ง อยากให้ลองพิจารณานโยบายทางด้านภาษี เช่น การจัดเก็บภาษีจากฐานรายได้ผู้มีอันจะกินในอัตราที่สูงขึ้น และนำเงินภาษีนั้น มากระจายสู่ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ให้ทั่วถึง เพราะวิธีการเช่นนี้จะส่งผลในทางบวก ต่อการกระจายรายได้ในประเทศ เป็นการถ่ายโอนทรัพยากร จากผู้มีทรัพย์สินเหลือเฟือ มาสู่ผู้ที่มีความขาดแคลน และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ได้เป็นอย่างดี กลยุทธ์เช่นนี้น่าจะถูกรวมเข้าไว้ในแผนปฏิบัติการ ที่รัฐบาลจะขจัดความยากจนให้หมดสิ้นไป ภายในระยะเวลาหกปีด้วยซ้ำ หาก ฯพณฯ นายกฯ กล้าดำเนินการตามที่เสนอนี้ รับรองว่า ทั้งประชาชนในระดับรากหญ้า และนักวิชาการในระดับหอคอย จะประสานเสียงชื่นชมผลงานท่านเป็นแน่แท้

 

กลับหน้าแรก