|
จีนจะไม่ปล่อยค่าเงินหยวนลอยตัว
มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 ประเด็นความขัดแย้งทางการค้าล่าสุดระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน คือ ฝ่ายสหรัฐขาดดุลการค้ากับจีนกว่าหนึ่งแสนล้านดอลลาร์ในปี 2545 และมีทีท่าว่าจะขาดดุลมากยิ่งขึ้นในปี 2546 รัฐบาลสหรัฐกล่าวหาจีนว่า ใช้กลยุทธ์ทางการค้าที่ "ไม่เป็นธรรม" คือจีนกำหนดค่าเงินของตนต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้สินค้าจีนมีราคาถูกและเข้ายึดครองตลาดสหรัฐอเมริกาได้ รวมทั้งการที่จีนใช้มาตรการที่มิใช่ภาษีสารพัดวิธี เพื่อกีดกันสินค้านำเข้า ทำให้จีนมีการค้าเกินดุลกับต่างประเทศรวมกันสูงถึง 30.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2545 ฉะนั้น รัฐบาลสหรัฐจึงกดดันให้จีนยอมปล่อยค่าเงินหยวนลอยตัว เพื่อลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐลงบ้าง ปัจจุบัน จีนใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ ซึ่งกำหนดให้หนึ่งดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 8.28 หยวน (หรือชื่อทางการคือ "เหรินหมินปี้") โดยธนาคารกลางของจีนจะรับซื้อหรือขายดอลลาร์ในอัตราดังกล่าวโดยไม่จำกัดจำนวน นอกจากนั้น จีนยังควบคุมการปริวรรตเงินตราต่างประเทศอย่างเข้มงวด ประชาชนทั่วไปไม่สามารถถือเงินตราต่างประเทศไว้ในมือ แม้แต่วิสาหกิจที่ทำธุรกิจนำเข้าและส่งออก ก็ได้รับอนุญาตให้ถือเงินตราต่างประเทศไว้ในจำนวนที่จำกัด และต้องแลกกลับเป็นเงินหยวนภายในเวลาที่กำหนด ในขณะที่นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาต่างประเทศ ก็ได้รับอนุญาตให้ถือเงินตราต่างประเทศในจำนวนน้อยมาก เนื่องจากจีนมุ่งส่งเสริมการค้าและการส่งออกเพื่อเร่งการพัฒนาประเทศ จีนจึงยอมผ่อนคลายการปริวรรตเงินตราในขอบขีดจำกัดคือ เฉพาะธุรกรรมในดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและนำเข้าเป็นหลัก โดยให้วิสาหกิจและบุคคลที่ทำธุรกรรม สามารถแลกเปลี่ยนเงินตราได้อย่างไม่จำกัดจำนวน แต่โดยการควบคุมดูแลจากทางการ แต่อีกส่วนหนึ่งของดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ คือ ดุลบัญชีทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งรวมเงินลงทุนและเงินกู้ระหว่างประเทศนั้น รัฐบาลจีนกำกับควบคุมอย่างแน่นหนา วิสาหกิจใดจะกู้เงินหรือใช้หนี้เป็นเงินตราต่างประเทศได้ ต้องได้รับอนุญาตจากทางการจีนเท่านั้น การเกินดุลการค้าและเงินทุนไหลเข้าจำนวนมหาศาลในระยะสิบปีมานี้ ทำให้จีนมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสะสมไว้สูงถึง 370 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นไตรมาสสามปี 2546 เทียบกับไทยที่มีเพียง 38 พันล้านดอลลาร์ ข้อกล่าวหาของสหรัฐมีเหตุผลอ่อนมาก เพราะแม้ว่าจีนจะเกินดุลการค้ากับสหรัฐเป็นจำนวนนับแสนล้านดอลลาร์ในปี 2545 แต่ส่วนใหญ่มาจากการที่สินค้าจีนเข้าไปแย่งส่วนแบ่งตลาดสินค้าอุตสาหกรรมอุปโภคในสหรัฐจากประเทศอื่น ฉะนั้น ยอดขาดดุลการค้ารวมที่แท้จริงของสหรัฐจึงมิได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ประเทศที่สูญเสียประโยชน์จริง คือ ประเทศคู่แข่งของจีน เช่น กลุ่มประเทศอาเซียน เกาหลีใต้ และไต้หวัน เป็นต้น ไม่ใช่สหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกัน จีนก็ขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และกลุ่มประเทศอาเซียน รวมกันกว่าห้าหมื่นล้านดอลลาร์ในปีเดียวกัน โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง เช่น พืชผลเกษตร ยางพารา อาหาร สินแร่ เคมี เหล็ก ปิโตรเคมี เป็นต้น เพื่อป้อนอุตสาหกรรมของจีนที่กำลังขยายตัวในอัตราสูง จีนยังทวงบุญคุณได้อีกว่า ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียปี 2540 ประเทศต่างๆ รวมทั้งสหรัฐอเมริกา ได้ขอร้องมิให้จีนลดค่าเงินหยวนของตน เพราะการลดค่าเงินหยวนจะทำให้วิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติเงินตราต่างประเทศในเอเชียยิ่งเลวร้ายลงไปอีก ในเวลานั้น จีนก็ได้ยอมกล้ำกลืนตรึงค่าเงินหยวนของตนไว้ แม้ว่าสินค้าออกของตนกำลังขยายตัวช้าลง เนื่องจากเงินสกุลเอเชียอื่นๆ พากันลดค่าลงอย่างมาก ทำให้สินค้าออกของประเทศเหล่านี้มีราคาถูกลงเมื่อเทียบกับสินค้าจีน ผลก็คือ การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2541 และ 2542 ชะลอตัวลงด้วย ฉะนั้น การที่สหรัฐอเมริกากลับมากดดันให้จีนยอมเสียผลประโยชน์อีกครั้งด้วยการปล่อยค่าเงินหยวนลอยตัวในวันนี้ จึงดูจะเป็นการเห็นแก่ตัวเอาแต่ได้ของสหรัฐ ถึงกระนั้น ทางการจีนก็แสดงท่าทีอ่อนข้อให้เล็กน้อย ด้วยการผ่อนคลายการควบคุมการปริวรรตเงินตราเป็นบางข้อ เช่น ผ่อนคลายให้นักท่องเที่ยวจีนสามารถแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้เพิ่มขึ้น ให้วิสาหกิจจีนที่มีธุรกรรมกับต่างประเทศ สามารถถือเงินตราต่างประเทศไว้ในบัญชีได้ในจำนวนที่มากขึ้นและนานขึ้น ผ่อนคลายให้วิสาหกิจที่ค้าขายกับประเทศข้างเคียง สามารถใช้เงินตราสกุลของประเทศข้างเคียง เงินตราสกุลอื่นๆ หรือเงินหยวนของจีนในการทำธุรกรรมได้ รวมทั้งจะค่อยๆ ขยายช่วงอัตราแลกเปลี่ยนทางการให้ขยับขึ้นลงได้ในกรอบร้อยละ 3-5 แต่เหตุผลสำคัญที่สุดที่จีนจะไม่มีทางปล่อยค่าเงินหยวนลอยตัวในอนาคตอันใกล้ก็คือ จีนเรียนรู้จากประสบการณ์ของไทยในการเปิดเสรีเงินทุนเคลื่อนย้ายช่วงปี 2532-2538 ที่นำไปสู่วิกฤติการเงินและเศรษฐกิจปี 2540 จีนรู้ดีว่า เงินทุนต่างประเทศมาง่ายก็ไปง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงินทุนระยะสั้น และเกรงว่าประสบการณ์อันเลวร้ายของประเทศไทยจะเกิดซ้ำกับจีน เมื่อเปิดเสรีด้านเงินทุนแล้ว วิสาหกิจจีนซึ่งยังไม่มีประสบการณ์ในการบริหารเงินทุนและหนี้ต่างประเทศ จะเร่งกู้เงินตราต่างประเทศเข้ามาอย่างไม่ระวัง นำไปสู่การก่อหนี้ต่างประเทศจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะคือ เงินทุนระยะสั้นที่จะเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพเงินทุนสำรองของจีนได้ ระบบสถาบันการเงินของจีนในปัจจุบันยังล้าหลังอยู่มาก เป็นระบบราชการ ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลไปปล่อยกู้อุ้มรัฐวิสาหกิจที่อ่อนแอและขาดทุน เต็มไปด้วยคอรัปชั่น และมีหนี้เสียสะสมไว้มากมายถึงกว่า 1 ล้านล้านหยวน ระบบการเงินที่อ่อนแอและล้าหลังเช่นนี้ ไม่มีทางรับมือได้กับการไหลเวียนอย่างเสรีของเงินตราต่างประเทศจำนวนนับหมื่นล้านดอลลาร์ต่อวัน รวมทั้งการกู้ยืมในรูปของเงินตราต่างประเทศ ภาระหนี้ต่างประเทศจะกลายเป็นวิกฤติเงินตราทันทีถ้าถูกจุดระเบิดด้วยเหตุการณ์เชิงลบ เช่น การขยายตัวของเศรษฐกิจและการส่งออกของจีนเริ่มชะลอตัวลง เป็นต้น ซึ่งในเวลานั้น แม้แต่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว ก็ไม่อาจทนทานต่อวิกฤติค่าเงินได้ ฉะนั้น จีนจะยังคงควบคุมการปริวรรตเงินตรา และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด ต่อไปอีกหลายปี
|
| กลับหน้าแรก |