|
โอกาสที่คนไทยจะมีระบบบริการสุขภาพที่ดีที่สุด
จาก 30 บาท รักษาทุกโรค
สู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
โดย ประเวศ วะสี มติชนรายวัน วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 การมีระบบบริการสุขภาพที่ดีเป็นมงคลชีวิต ดังที่พระให้พรทุกวันๆ ว่า อายุ วัณโณ สุขัง พลัง ซึ่งหมายถึงว่า ขอท่านจงมีสุขภาพดี สุขภาพดีเป็นคุณภาพชีวิต เป็นโอกาสแห่งชีวิต และเป็นฐานของการพัฒนาทั้งปวง ตรงกันข้าม สุขภาพเสียนำไปสู่การสูญเสียทั้งปวง เช่น เสียความสุข เสียโอกาสชีวิต เสียเศรษฐกิจ เสียการงาน เสียอวัยวะ เสียชีวิต เสียคนที่เรารัก สุขภาพดีเกิดจากความถูกต้องทุกประการ จึงเป็นบรมธรรม และควรเป็นอุดมการณ์ของชาติ ระบบสุขภาพนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เลยการสาธารณสุขออกไปมาก หมายรวมถึงการพัฒนามนุษย์ สังคม สิ่งแวดล้อมอย่างมีบูรณาการ บูรณาการสภาวะนำไปสู่สุขภาวะ ระบบบริการสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพ ไม่มีประเทศใดในโลกมีระบบบริการสุขภาพที่ดีที่สุด รวมทั้งสหรัฐอเมริกาที่ใช้เงินถึง 12-14 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีเพื่อสุขภาพ ประธานาธิบดีคลินตัน กับฮิลลารี่ คลินตัน พยายามปฏิรูประบบสาธารณสุขอเมริกา แต่ไม่สำเร็จ เพราะระบบบริการสุขภาพซับซ้อนมาก และมีความขัดแย้งในตัวเอง แต่ประเทศไทยน่าจะช่วยกันทำได้สำเร็จ ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น ที่กล่าวเช่นนั้นก็เพราะเรามีปัจจัยที่เป็นหัวใจของความสำเร็จ 3 ประการพร้อมแล้ว รอการประกอบองค์ประกอบทั้งสามเข้าด้วยกัน องค์ประกอบทั้ง 3 ได้แก่ 1.ความรู้เชิงระบบของระบบสุขภาพ 2.ความเคลื่อนไหวทางสังคม 3.รัฐบาลที่มีเจตนารมณ์อันแรงกล้าและความสามารถในการจัดการ ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมไม่สำเร็จ สำหรับเรื่องความรู้เชิงระบบนั้น ถ้าขาดก็ปฏิรูประบบไม่ได้ ส่วนใหญ่มีความรู้ทางเทคนิค แต่ไม่มีความรู้เชิงระบบ ประเทศไทยโชคดีที่มีสถาบันที่สร้างความรู้เชิงระบบต่อเนื่องกันมา 10 ปีแล้ว ได้แก่ สวรส.(สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข) โครงการปฏิรูประบบบริการสุขภาพ ซึ่งเป็นฐานของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปรส.(สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ) และเร็วๆ นี้ มี สสส.(สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ขึ้นอีก เรื่องความเคลื่อนไหวทางสังคมนั้น เกิดขึ้นอย่างมโหฬารด้วยการเคลื่อนไหวของสถาบันต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น และด้วยนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคของรัฐบาล เรื่องเจตนารมณ์ทางการเมืองและความสามารถในการจัดการของรัฐบาลก็มีอย่างแรง นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เบื้องหลังก็คือเจตนารมณ์อันแรงกล้าที่จะมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า "30 บาทรักษาทุกโรค" เป็นลูกเล่นหรือกิมมิกส์ทางการเมือง แต่เบื้องหลังก็แข็งแรงและมั่นคงพอที่จะทำสิ่งดีๆ ที่ตามปกติทำไม่ได้ โดยหันไปหาหลักการใหญ่เบื้องหลัง "30 บาทรักษาทุกโรค" เห็นไหมครับ เรามีองค์ประกอบ 3 อย่างพร้อมแล้วที่จะสังเคราะห์และจัดการไปสู่สิ่งที่ดีที่สุด ในสิ่งที่สลับซับซ้อนและยาก การวิเคราะห์และวิจารณ์ไม่เพียงพอ แต่ต้องการการสังเคราะห์และการจัดการ การวิเคราะห์และวิจารณ์ยังเป็นการเข้าไปเกี่ยวข้องเป็นชิ้นๆ ส่วนๆ หรือแยกส่วน ยังไม่เป็นพลังพอ การสังเคราะห์ทำให้เห็นทั้งหมด การจัดการทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้ กุญแจของความสำเร็จอยู่ที่การสังเคราะห์และการจัดการ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าการวิเคราะห์ไม่สำคัญ การวิเคราะห์เพื่อสังเคราะห์กับการวิเคราะห์เพื่อวิจารณ์ไม่เหมือนกัน นายช่างที่ถอดเครื่องเพื่อวิเคราะห์หาส่วนที่เสีย ย่อมบรรจงวางชิ้นส่วนต่างๆ ไว้อย่างประณีต เพื่อประกอบหรือสังเคราะห์กลับเข้าไปใหม่ ไม่ได้เหวี่ยงชิ้นส่วนทิ้งอย่างไม่ปราณีปราศรัย ถึงเวลาที่เราจะสังเคราะห์และจัดการองค์ประกอบอันมีค่าที่เรามีไปสู่การมีระบบสุขภาพและระบบบริการสุขภาพที่ดีที่สุด สิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณควรทำ คือ 1.ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีให้องค์กร 4 แห่ง รวมตัวกันทำข้อเสนอแนะให้นายกรัฐมนตรีภายใน 6 เดือน ว่า ระบบบริการสุขภาพที่ดีที่สุดนั้นคืออย่างไร พร้อมทั้งกลไกขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จ องค์กรทั้ง 4 นั้นคือ (1) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) (2) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) (3) สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ(สปรส.) (4) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) 2.รีบผ่านร่าง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ออกใช้เป็นกฎหมายโดยเร็ว ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ สปรส. ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการโดยตำแหน่ง ได้ประสานงานทุกฝ่ายให้ช่วยกันสังเคราะห์ความรู้เชิงระบบขึ้น และสร้างเครื่องมือการจัดการ เมื่อ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติประกาศใช้ รัฐบาลจะมีเครื่องมือขึ้นมาช่วยทำงานในเชิงนโยบายและยุทธศาสตรืเพื่อสร้างระบบสุขภาพที่ดีที่สุด เครื่องมือนั้น คือ (1) คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน (2) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่ทำหน้าที่สังเคราะห์ความรู้มาสู่การขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ สังคมไทยมักใช้ความเห็นมากกว่าความรู้ จึงทะเลาะกันมากและไม่มีพลังแห่งความสำเร็จ สำนักงานนี้จะทำหน้าที่สังเคราะห์ความรู้ เครื่องมือตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ จะทำหน้าที่ประกอบองค์ประกอบ 3 ประการที่กล่าวถึงข้างต้นนั่นเอง คือ (1) สังเคราะห์ความรู้ (2) การเคลื่อนไหวสังคม (3) สานเจตนารมณ์ทางการเมืองและการจัดการระดับสูง มาเป็นพลังขับเคลื่อนไหวบรรลุผลสำเร็จ ประธานาธิบดีคลินตัน และฮิลลารี่ ปฏิรูประบบบริการสุขภาพอเมริกันไม่สำเร็จ เพราะองค์ประกอบดังกล่าวไม่ครบ ผมอยากเห็นนายกฯทักษิณมีความสำเร็จมากกว่าคลินตัน ในการทำเรื่องดีๆ ให้บ้านเมือง "หน้าต่างแห่งโอกาส" เปิดให้เราทำเรื่องดีๆ แต่ยากที่ตามปรกติทำไม่ได้ เราควรจะใช้โอกาสนี้ร่วมกันทำเรื่องดีๆ ให้บ้านเมืองให้ได้ เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขและการพัฒนาอย่างยั่งยืน หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |