นักรัฐศาสตร์ ที่นักเศรษฐศาสตร์ยอมแพ้

วิถีทุน : จุมพฏ สายหยุด  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ทำให้ผมหวาดเสียวและนึกย้อนว่า ถ้าผมไม่เชื่อท่านอาจารย์นรนิติ นำเงินไปซื้อตั๋วโดยไม่มีอาวัล ความเสียหายจะเกิดขึ้น กับคณะเศรษฐศาสตร์และมหาวิทยาลัยแค่ไหน

ท้ายบทความของผมคราวก่อน ได้ขออนุญาตส่งข่าวไปยังลูกศิษย์ และผู้ให้ความเคารพนับถือ ท่านอาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร ขอเชิญร่วมงาน ?รวมพลคนรักนรนิติ? ในบ่ายวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้ ณ โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง (ถนนพระราม3)

วันนี้จึงถือโอกาสบอกเล่าเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อ 6 ปีก่อน ซึ่งเผอิญมาประจวบเหมาะ กับการที่อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติท่านหนึ่ง กำลังจะพ้นมลทินเรื่องการปกป้องค่าเงินบาทที่โยนมาให้ท่านผู้เดียว และดูเหมือนจะเป็นอุทาหรณ์ของการลงทุน ในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นได้เหมือนกัน

เหตุการณ์ที่ว่านี้ช่วยให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รอดพ้นจากความเสียหายอันเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าเสียดายว่า ในเมืองไทยนั้น เกียรติประวัติของผู้ที่ป้องกันความวิบัตินั้น มักจะได้รับการกล่าวขานถึง น้อยกว่าการหาคนผิด และแพะรับบาป ในกรณีของ มธ. ผู้บันทึกเรื่องนี้ไว้คือ ดร.นริศ ชัยสูตร อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ผศ.จารุพร ไวยนันท์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี

เรื่องมีอยู่ว่า ก่อนมีวิกฤตการณ์ทางการเงิน สถาบันการเงินโดยเฉพาะบริษัทเงินทุนและกองทุนรวมต่างๆ เป็นที่เฟื่องฟูมาก มีการให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝากธนาคาร แต่อาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร อธิการบดี มธ. ในยุคนั้น (2534-2537, 2538-2541) ถูกกล่าวหาว่าเป็นคน Conservative ไม่ยอมให้ลงทุนในบริษัทเงินทุนโดยไม่มีการอาวัล และไม่ยอมให้ลงทุนในกองทุนรวม

มีอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งแจ้งว่า มหาวิทยาลัยของตนได้ไปลงทุนในกองทุนต่างๆ และชวนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปลงทุนด้วย ในขณะที่ภายในมหาวิทยาลัยเอง มีบางคณะต้องการให้มหาวิทยาลัย เปลี่ยนหลักเกณฑ์เป็นไม่ต้องมีการอาวัล เนื่องจากจะทำให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ในที่สุดจึงมีการนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย ซึ่งก็ได้มีการอนุมัติให้เปลี่ยนหลักเกณฑ์

แต่มีเงื่อนไขว่า บริษัทเงินทุนที่มหาวิทยาลัยจะนำเงินไปลงทุน ต้องเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มียอดสินทรัพย์ตั้งแต่ 50,000 ล้านบาทขึ้นไป และถูกจัดอันดับความน่าเชื่อถือไม่ต่ำว่าระดับ BBB (ซึ่งวิกฤติเกิดขึ้นจริง เงื่อนไขเหล่านี้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย)

เมื่อสภามหาวิทยาลัยอนุมติหลักเกณฑ์นี้แล้ว อาจารย์นรนิติได้ขอให้สภามอบอำนาจการฝากเงินโดยวิธีดังกล่าว กับคณะ/ สำนัก /สถาบัน (เดิมเป็นอำนาจของอธิการบดี) เพราะคณะเป็นผู้ขอมา สำหรับส่วนกลางนั้น อาจารย์นรนิติได้สั่งการดิฉัน ในฐานะประธานคณะกรรมการลงทุนของมหาวิทยาลัย ไม่ให้ฝากเงินโดยไม่มีอาวัล --- ผศ.จารุพร ไวยนันท์ อดีตรองอธิการบดีฝ่ายการคลังและทรัพย์สิน มธ.บันทึกไว้

ในขณะที่ ดร.นริศ ชัยสูตร ระบุว่า

ผมยังจำได้ว่า ขณะนั้นผมเป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ผมร่ำๆ จะนำเงินคณะไปซื้อตั๋วเงินบริษัทเงินทุน ที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด โดยไม่มีการอาวัล เดชะบุญผมได้พบท่านอาจารย์นรนิติ ที่งานเลี้ยงแห่งหนึ่ง ผมเล่าให้ท่านฟังทั้งๆ ที่ท่านอยู่ในสภามหาวิทยาลัย แต่ท่านเตือนผมสามข้อ หนึ่งเงินของคณะไม่ใช่เงินของเรา ต้องคิดให้ดีว่าจะบริหารอย่างไร สองถึงจะได้ดอกเบี้ยเพิ่มจากการไม่อาวัลแต่ก็เพิ่มไม่มาก สามรู้ได้อย่างไรว่าสถาบันการเงินจะไม่ล้ม"

ผมเห็นด้วยข้อหนึ่งกับข้อสอง แต่ในข้อสามผมยอมรับว่า ยังไม่เชื่อท่าน 100% เพราะผมก็อดนึกเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่า ผมเป็นนักเศรษฐศาสตร์ แถมยังเชี่ยวชาญเรื่องการเงินอีกด้วย นักรัฐศาสตร์จะไปรู้ดีกว่าผมได้อย่างไร

โดยในขณะนั้น ผมออกจะเชื่อว่าสถาบันการเงินไทยมั่นคงที่สุด แต่ในที่สุดผมก็ได้ไตร่ตรอง ดูแล้วเห็นว่า ท่านเป็นผู้ใหญ่ เมื่อท่านเอ่ยปาก เชื่อแน่ว่าท่านต้องคิดดีแล้ว และที่สำคัญท่านหวังดีกับผมเสมอมา ผมจึงตัดสินใจนำเงินคณะเศรษฐศาสตร์ ไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินโดยมีอาวัล (ทั้งๆ ที่ตอนซื้อยังเสียดายค่าธรรมเนียมที่เสียแก่ธนาคาร)

ปรากฏว่า พอผมพ้นตำแหน่งคณบดีเศรษฐศาสตร์ ได้ไม่ถึงเดือนในปี 2540 บริษัทเงินทุนล้มระเนระนาด รวมถึงบริษัทที่สภามหาวิทยาลัย มีมติให้ซื้อตั๋วเงินได้โดยไม่ต้องมีอาวัล ผลก็คือทำให้ผู้ฝากเงินถอนเงินต้นไม่ได้ แถมยังไม่ได้ดอกเบี้ยด้วย มีผู้นำเรื่องนี้ไปออกจดหมายเวียนโจมตีผม แต่เมื่อผมชี้แจงว่า ผมได้ซื้อตั๋วเงินโดยมีการอาวัล ทำให้คณะได้ทั้งเงินต้น และดอกเบี้ยคืนครบถ้วนในเวลาที่กำหนด ทำให้ผมรอดตัวไป

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ทำให้ผมหวาดเสียวและนึกย้อนว่า ถ้าผมไม่เชื่อท่านอาจารย์นรนิติ นำเงินไปซื้อตั๋วโดยไม่มีอาวัล ความเสียหายจะเกิดขึ้น กับคณะเศรษฐศาสตร์ และมหาวิทยาลัยแค่ไหน และที่สำคัญถ้าเหตุการณ์เสียหายนี้เกิดขึ้น ผมไม่แน่ใจว่า ผมจะได้ยืนอยู่จุดตรงนี้หรือไม่

เป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อ สภามอบอำนาจการฝากเงินให้กับคณะ/สำนัก/สถาบันตามข้อเสนอของอาจารย์นรนิติแล้ว กลับไม่มีหน่วยใดใน มธ. นำเงินไปฝากโดยไม่มีอาวัล ธรรมศาสตร์จึงรอดพ้นความเสียหายทางการเงินมาได้

แต่เมืองไทย กลับไม่โชคดีอย่างที่ธรรมศาสตร์เป็น เพราะคงไม่มีนักเศรษฐศาสตร์แบงก์ชาติคนไหน คิดจะฟังคนสาขาอื่น ในขณะที่ภาพของลงทุนขององค์กรต่างๆ ที่ถือเงินของสมาชิกหน่วยงานนั้นๆ ก็เริ่มหวนกลับคืนมาอีกครั้งแล้ว ซึ่งเป็นทั้งความย่ามใจ และความจำเป็นเมื่อผลตอบแทนจากการฝากเงินในธนาคารลดต่ำลงมากๆ

 

กลับหน้าแรก