|
การพนัน กับ เล่นฟุตบอล
เป็นคนละเรื่องกัน (1)
ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 การแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกนัดที่แฟนบอลเรียกกันว่า "วันแดงเดือด" จบลงด้วยชัยชนะของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้กองเชียร์และผู้ที่แทงพนันฟุตบอลทีม "ผีแดง" ในบ้านเรายินดีปรีดากันถ้วนหน้า ทุกวันนี้ ธุรกิจการพนันฟุตบอลมีเงินได้เสียหมุนเวียนมหาศาล เพราะมีการถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมเกือบทุกวัน โดยเฉพาะในคืนวันศุกร์-เสาร์ จะมีการแข่งขันฟุตบอลยุโรปกว่า 20 คู่ต่อคืน ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลอังกฤษ อิตาลี เยอรมนี สเปน ฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังมีฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรป ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ฯลฯ กลุ่มคนที่เล่นพนันฟุตบอล ส่วนใหญ่เป็นเยาวชน วัยรุ่น นักศึกษา และคนหนุ่มในวัยทำงาน เพราะผู้เล่นพนันฟุตบอลต้องติดตามข่าวสารจากต่างประเทศ ต้องรู้จักนักฟุตบอลดังๆ ของแต่ละสโมสร เพื่อเปรียบเทียบฟอร์มการเล่น ชั่งน้ำหนักอัตราต่อรอง ยิ่งกว่านั้น วงการพนันฟุตบอลในบ้านเรา ยังสร้างระบบอัตราต่อรองได้อย่างแยบยล ได้-เสีย ถึงอกถึงใจนักพนันยิ่งกว่าในต่างประเทศมาก กำหนดให้มีการ "ต่อลูก" แก่ทีมฟุตบอลที่เป็นรองมากๆ เช่น ต่อ 1 ลูก หมายความว่า ให้ทีมรองมีประตูตุนไว้ก่อนเลย 1 ลูก หากผลการแข่งขันออกมาเสมอกันศูนย์ต่อศูนย์ เท่ากับว่า ทีมรองชนะไป 1 : 0 ประตู หรือหากผลการแข่งขันทีมต่อชนะหนึ่งต่อศูนย์ ก็เท่ากับว่า ทั้งสองทีมเสมอกันไป 1 : 1 ประตู เป็นต้น และเพื่อให้ถึงใจนักเล่นได้เสีย ยังได้ย่อยอัตราต่อรองออกเป็นครึ่งลูก เช่น ต่อครึ่งลูก หมายความว่า ให้ทีมรองมีประตูตุนไว้ก่อนเลย 0.5 ลูก หากผลการแข่งขันออกมาเสมอกันศูนย์ต่อศูนย์ เท่ากับว่า ทีมรองชนะไป 0.5 : 0 ประตู หรือหากผลการแข่งขันออกมาทีมต่อชนะหนึ่งต่อศูนย์ ก็เท่ากับว่า ทีมต่อชนะไป 1 : 0.5 ประตู เป็นต้น ซึ่งหมายความว่า จะต้องมีการได้-เสียอย่างแน่นอน ยิ่งกว่านั้น ยังได้มีการซอยย่อยอัตราต่อรองออกไปอีก เป็นอัตราได้-เสียของเงินว่าได้ครึ่งเดียว หรือเสียครึ่งเดียวของอัตราต่อรองหลัก เรียกกันในวงการพนันว่า "ควบครึ่ง" หรือ "ครึ่งควบ" เช่น ต่อเสมอควบครึ่ง (หรือ ปป.), ต่อครึ่งควบลูก, ต่อลูกควบลูกครึ่ง, ต่อลูกครึ่งควบสองลูก, ต่อสองลูกควบสองลูกครึ่ง ฯลฯ ซึ่งจะลดความเสี่ยงแต่เพิ่มอัตราการได้เสียให้คึกคักยิ่งขึ้น โดยอาจจะเสียครึ่งเดียว หรือได้ครึ่งเดียวของอัตราต่อรองหลัก เป็นต้น ปัจจุบัน การเล่นพนันฟุตบอลกระทำได้โดยง่าย ผู้เล่นสามารถถือเงินสดเดินเข้าไปเลือกเล่นตามอัตราต่อรองได้ตาม "โต๊ะพนันบอล" หรือหากผู้เล่นมีเครดิต หรือรู้จักคนในวงการอยู่บ้าง ก็จะสามารถโทรศัพท์สอบถามอัตราต่อรองแล้ว สั่งแทงพนันได้ง่ายยิ่งกว่าโทรศัพท์สั่งอาหารจานด่วนเสียอีก รอจนทราบผลได้-เสียแล้ว จึงค่อยจัดการโอนเงินได้-เสียผ่านทางธนาคารหรือตู้เอทีเอ็มทั่วไป ด้วยวิธีการเล่นพนันดึงดูดใจนักเล่น ด้วยสิ่งแวดล้อมทางเทคโนโลยี และการถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมที่ทันสมัย และด้วยความชอบกีฬาฟุตบอลของเด็กไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้การพนันฟุตบอล แพร่ขยายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในหมู่นักศึกษาและคนทำงานออฟฟิศ จึงเกิดแนวคิดบางกระแสว่า อย่ากระนั้นเลย ในเมื่อหวยใต้ดินภาครัฐยังรับแทงมาแล้ว เหตุใดไม่รับแทงพนันฟุตบอลเสียด้วย เพราะจะทำให้มีเงินเข้ารัฐอีกจำนวนมาก รัฐบาลจึงได้มอบหมายให้สำนักงานสลากกินแบ่งฯ รับไปศึกษาแนวทางการเปิดรับแทงพนันฟุตบอลอย่างเสรีและถูกกฎหมาย โดยจะใช้เวลาศึกษาไม่เกิน 1 ปี ข้อเขียนชิ้นนี้ จะพยายามชี้ให้เห็นว่า การเปิดพนันฟุตบอลอย่างถูกกฎหมาย จะมีผลดี-ผลเสียอย่างไร? มีผลกระทบต่อเนื่องอย่างไร? 1) หากรัฐรับแทงพนันฟุตบอลเสียเอง รัฐย่อมมีรายได้จำนวนหนึ่ง มาจากประชาชนที่เสียการพนัน ส่วนหนึ่งมาจากส่วนต่างอัตราต่อรองส่วนหนึ่ง (ในวงการเรียกกันว่า "ค่าน้ำ") และมาจากค่าภาษี ค่าธรรมเนียม อีกส่วนหนึ่ง 2) มีผู้อ้างว่า วงเงินหมุนเวียนในการพนันฟุตบอลสูงมาก ดังนั้น หากรัฐเปิดพนันฟุตบอลแล้ว จะช่วยให้ GDP เพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะเงินได้-เสียจากการพนันถือเป็น "เงินโอน" (tranfer) มิใช่ "รายได้" (income) กล่าวคือ เป็นเงินที่ถ่ายโอนจากคนที่เล่นเสียไปสู่คนที่เล่นได้ โดยมิได้มีการผลิตสินค้าขึ้นมาใหม่ ยอดรวมของรายได้ในระบบจึงยังเท่าเดิม เพราะแม้คนหนึ่งได้เงินเพิ่มแต่คนอื่นก็เสียเงินไป 3) มีผู้อ้างว่า หากมีการพนันฟุตบอลอย่างถูกกฎหมาย จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาด้านกีฬาฟุตบอลในบ้านเรา เพราะช่วยสร้างความคึกคักและการติดตามเชียร์ฟุตบอล คุณปิยะพงษ์ ผิวอ่อน อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยระดับดาราเอเชีย สตาฟฟ์โค้ชฟุตบอลทีมชาติไทยได้ให้ทัศนะไว้ว่า "การพนันฟุตบอลกับการพัฒนาการเล่นฟุตบอลเป็นคนละเรื่องกัน" ผู้เขียนเห็นด้วยกับคุณปิยะพงษ์เป็นอย่างยิ่ง และยังเห็นว่า นอกจากไม่ได้ช่วยพัฒนาฟุตบอลแล้ว การพนันฟุตบอลยังจะทำลายคุณค่า และจิตวิญญาณของกีฬาฟุตบอลลงไปเสียด้วย เพราะการพนันฟุตบอล จะมุ่งเน้นผลการแข่งขันเหนือสิ่งอื่นใด ไม่เน้นรูปแบบการเล่นที่สวยงาม สนุกสนาน ไม่เน้นการพัฒนาเทคนิค และความสามารถทางการกีฬา และที่สำคัญไม่สนใจความมีน้ำใจนักกีฬา) เล่นสกปรก เอาเปรียบคู่แข่ง ตบตาผู้ตัดสิน มุ่งเอาชนะอย่างเดียว บางกรณีเมื่อมีผู้เล่นฝั่งตรงข้ามบาดเจ็บ ต้องหยุดการแข่งขันชั่วคราวเพื่อปฐมพยาบาล กลับถูกนักพนันโห่ เพราะเกรงว่าตนจะแพ้พนัน หรือบางกรณีแม้ทีมจะชนะ 1:0 แต่กลับถูกนักพนันก่นด่า เพราะอัตราพนันต่อรองเปิดให้เป็นต่อมากกว่า 1 ลูก เป็นต้น 4) มีผู้อ้างว่า คนไทยมีนิสัยชอบเล่นการพนัน ห้ามอย่างไรก็ไม่อยู่ ปราบอย่างไรก็ไม่หมด จึงควรอนุญาตให้เล่นการพนันอย่างถูกกฎหมาย น่าสนใจว่า หากใช้ความเชื่อและหลักวิธีการให้เหตุผลนี้กับปัญหาอื่นๆ ในบ้านเราแล้วบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร เพราะเมื่อคนเราชอบกามารมณ์ ก็คงต้องปล่อยให้การข่มขืนถูกกฎหมาย หรือเมื่อคนเราติดยาบ้า ก็คงต้องปล่อยให้ยาบ้าถูกกฎหมาย หรือเมื่อคนเราชอบความรุนแรง ก็คงต้องแก้กฎหมายให้คนในสังคม ใช้ความรุนแรงเข่นฆ่ากันได้? ผู้เขียนเห็นว่า กฎหมายไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องรับรองสันดานดิบของคน แต่รัฐควรใช้เป็นเครื่องมือขัดเกลาสันดานดิบ ของคนในสังคมให้ละเอียดยิ่งขึ้น ++++++++++++++++ การพนัน กับ เล่นฟุตบอล เป็นคนละเรื่องกัน (จบ)ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 ผู้เขียนเห็นว่า กฎหมายไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องรองรับสันดานดิบของคน แต่รัฐควรใช้เป็นเครื่องมือ ขัดเกลาสันดานดิบของคนให้ละเอียดขึ้น 5) ปัจจุบัน เราสามารถแบ่งคนที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอล และการพนันฟุตบอลได้ 3 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นผู้เล่นพนันฟุตบอลอย่างจริงจัง ไม่สนใจว่าฟุตบอลจะ "ทำเกม" สวยงามอย่างไร สนใจแค่ว่าจะ "ทำเงิน" ได้มากแค่ไหน อีกกลุ่มหนึ่งเป็นผู้รักกีฬาฟุตบอล และติดตามเชียร์ฟุตบอล โดยไม่สนใจเล่นการพนันฟุตบอล จะมีนักฟุตบอลคนโปรด มีทีมในดวงใจ ส่วนกลุ่มสุดท้ายจะเป็นผู้ที่สนใจ และติดตามเชียร์ฟุตบอลอยู่เป็นทุนเดิม และเล่นการพนันติดปลายนวมเอาไว้บ้าง เพื่อตามเชียร์ ตามลุ้น ดังนั้น หากรัฐเปิดพนันฟุตบอลถูกกฎหมาย ย่อมจะทำให้การเล่นพนันฟุตบอลขยายตัวอย่างแน่นอน โดยจะมีคนในลักษณะกลุ่มสุดท้ายเพิ่มขึ้นอีกมาก เพราะคนที่มีใจรักกีฬาฟุตบอล ชื่นชอบทีมฟุตบอล และชื่นชมนักกีฬาฟุตบอลอยู่เป็นทุนเดิม เมื่อมีช่องทางเล่นพนันได้โดยสะดวก ต่อไปนอกจากการตามเชียร์แล้ว ก็จะมีการตามลุ้น ตามเล่น หรือตามถือหางทีมโปรด หรือนักฟุตบอลคนโปรด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เยาวชน นักศึกษา ที่มีนักฟุตบอลดังๆ เป็นดาราในดวงใจ ผ่านกระบวนการเร่งเร้าโฆษณาข้ามชาติ อาทิ เดวิด เบ็คแฮม, ไมเคิล โอเว่น ฯลฯ ก็จะตามเชียร์ฮีโร่ในดวงใจ ด้วยการถือหางพนันฟุตบอลในที่สุด 6) หากรัฐรับรองให้การพนันฟุตบอลถูกกฎหมายเสียแล้ว ฝ่ายครอบครัวย่อมจะลำบากใจ ในการหาวิธีอธิบายห้ามปรามบุตรหลาน มิให้ยุ่งเกี่ยวกับการพนันฟุตบอล เนื่องจากการถูก หรือผิดกฎหมาย ย่อมมีผลกระทบต่อมาตรฐานการยอมรับของสังคมระดับหนึ่ง เพราะอย่างน้อยที่สุด เยาวชนอาจจะอ้างได้ว่า ถ้าหากการพนันไม่ดีแล้ว เหตุไฉนผู้มีหน้าที่ดูแลบ้านเมืองอย่างรัฐบาล จึงได้ดำเนินการเสียเอง? การเปิดพนันฟุตบอลถูกกฎหมาย จึงเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่พึงประสงค์ให้แก่อนาคตของชาติ ซึ่งจะมีผลหล่อหลอมชีวทัศน์ และโลกทัศน์อนาคตของชาติเหล่านั้นด้วย โดยจะสนับสนุนค่านิยมสังคมที่เห็นเงินเป็นใหญ่ เห็นว่า เงินสามารถได้มาง่ายๆ หลงไหลความเสี่ยง มุ่งหาเงินโดยไม่สนใจวิธีการ รวยอย่างไรก็ได้ขอแค่ให้รวย ทำลายค่านิยมอันดีที่สังคมไทย พยายามปลูกฝังในเรื่องการทำงานหนักและการออม 7) การพนันฟุตบอลบั่นทอนคุณภาพชีวิต ทรัพยากรมนุษย์ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะคนเล่นพนันฟุตบอล จะตามลุ้นการถ่ายทอดสดฟุตบอลยุโรปตอนดึก ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรม ไม่สามารถทำงานได้เต็มศักยภาพ ซึ่งกรณีนี้จะต่างจากคนติดหวย ที่จะรีบเข้านอนเพื่อฝันเอาเลขเด็ด ยิ่งกว่านั้น ฟุตบอลยังมีเตะวันละหลายสิบคู่ ในขณะที่หวยรัฐบาลมีเพียงเดือนละ 2 งวด นอกจากนี้ การพนันฟุตบอลยังมีลูกเล่นกลวิธีมากมายมามัดใจผู้เล่น ให้ติดอย่างงอมแงมได้โดยง่าย เพราะผู้เล่นมีพื้นฐานที่เชื่อว่า ทีมที่ตนเล่นมีโอกาสจะชนะ และคิดว่าพนันฟุตบอลมีโอกาสที่จะชนะพนันได้ง่ายกว่าหวย 8) การพนันฟุตบอลก่อให้เกิดผลกระทบที่ยากแก่การควบคุมตามมาอีกมากมาย เช่น อาชญากรรม ปล้น จี้ ลักขโมย ปัญหาครอบครัว ปัญหาเด็กใจแตก ธุรกิจรับจ้างทวงหนี้ การจับจ่ายใช้สอยฟุ่มเฟือยในยามชนะพนัน ความเครียดเมื่อเสียพนัน เป็นต้น แม้จะมีผู้อ้างว่า หากถูกกฎหมายแล้วจะสามารถจัดระเบียบได้ แต่กลับไม่พบข้อเสนอใดที่เชื่อได้ว่า จะช่วยป้องกันผลกระทบต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน เข้าทำนองขอทำไปก่อนแล้วค่อยตามแก้ปัญหาในภายหลัง 9) แม้จะมีผู้พยายามหาลูกเล่น เสนอให้เปลี่ยนชื่อกองสลากฯ เป็นสำนักงานชิงโชคแห่งชาติ เพื่อให้ดูเป็นสาธารณกุศลยิ่งขึ้น แต่ในความเป็นจริงการพนัน ก็ยังคงเป็นการพนัน ผิดหลักกฎหมาย เพราะมีคนได้คนเสียโดยตรงจึงไม่ใช่การชิงโชค และยังผิดหลักศาสนาเพราะเป็นอบายมุข 6 มีโทษ 6 ประการ คือ เมื่อชนะย่อมก่อเวร เมื่อแพ้ก็เสียดายทรัพย์ ทรัพย์หมดไปเห็นชัดๆ เข้าที่ประชุมเขาไม่เชื่อถ้อยคำ เป็นที่หมิ่นประมาทของเพื่อนฝูง และไม่เป็นที่พึงประสงค์ของผู้จะหาคู่ครองให้ลูก 10) น่าสังเกตว่า ผู้ปกครองประเทศที่หลงในอำนาจเบ็ดเสร็จ มักพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน ออกไปจากปัญหาบ้านเมือง โดยสนับสนุนให้ประชาชน สนใจในสิ่งเร้าอารมณ์ เช่น การพนัน การบันเทิง การรื่นเริง กามารมณ์ ฯลฯ น่าแปลกใจว่า เหตุใดรัฐบาลไทย จึงพยายามมอมเมา หรือตอบสนองให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกชนชั้น สนใจในการพนันหลายรูปแบบ อาทิ สนับสนุนให้คนจน หรือคนชั้นล่างเล่นหวย โดยให้ตำรวจรับแทงเอง จนสื่อมวลชนนำไปล้อเลียนว่า "ชาวประชาอุ่นใจ ตำรวจไทยขายหวย" สนับสนุนให้คนรวย หรือคนมีเงินออมเล่นหุ้น โดยหากไม่มีความรู้ก็ให้เล่นผ่านกองทุนชื่อเหมือนนก สนับสนุนให้คนชั้นกลาง คนทำงานออฟฟิศเล่นพนันฟุตบอล โดยกำลังจะให้กองสลากฯ รับแทงพนันฟุตบอลเสียเอง น่าสงสัยว่า ท่านนายกฯ ทักษิณ กำลังทำอะไรกับคนรุ่นใหม่ที่เป็นอนาคตของชาติ? เริ่มจาก การไปสอนหนังสือจนได้ภาพว่าเป็น "พ่อครู" การเอาเงินพนันหวยไปแจกเป็นทุนการศึกษาจนได้ภาพว่าเป็น "พ่อพระ" การประกาศจะซื้อสโมสรฟุตบอลอังกฤษ เพื่อให้เด็กไทยได้ไปพัฒนาฝีเท้าจนได้ภาพว่าเป็น "พ่อเลี้ยง" กระทั่งการจะเปิดพนันฟุตบอลให้ถูกกฎหมาย หรือว่าทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการสร้างภาพลักษณ์ในใจกลุ่มเป้าหมายใหม่ทางการเมือง คือเยาวชนของชาติ เพื่อให้ภาพของนายกฯ ซ้อนทับกับภาพของฮีโร่คนใหม่ในใจของเด็กๆ ในขณะเดียวกัน ก็ช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของคนรุ่นใหม่ ออกไปจากกิจการบ้านเมือง เพื่อผลสัมฤทธิ์ของการเลือกตั้งในสมัยต่อๆ ไป? น่าเสียดาย ในเมื่อนายกฯ พยายามกวาดเอายาเสพติดออกจากบ้านแล้ว ไฉนจึงจะเอาการพนันเข้ามาแทน? ผู้เขียนเห็นว่า รัฐบาลกำลังชี้นำสังคมไปในทางที่ไม่เหมาะสม เพราะผิดหลักศาสนา ผิดหลักกฎหมาย ผิดหลักพัฒนาการสุขภาวะสังคม และการพัฒนากีฬา ผิดหลักการพัฒนาการเมือง และผิดหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะหากรัฐบาลมีสำนึกในการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการแก้ปัญหาของประเทศแล้ว ย่อมจะไม่ตั้งคำถามชี้นำสังคม โดยตั้งโจทย์ในทำนองว่า แนวทางการเปิดพนันฟุตบอลถูกกฎหมายควรทำอย่างไร? แต่ควรจะต้องถามประชาชนว่า เราจะแก้ปัญหาการพนันฟุตบอลอย่างไร? ดังนี้แล้ว คำตอบที่จะได้รับจึงจะมีทางเลือกที่หลากหลาย และสร้างสรรค์ รัฐบาลสามารถนำไปพิจารณาทดลองปฏิบัติได้ เช่น การให้สถานีโทรทัศน์ถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลช้ากว่าเวลาจริง 1 ชั่วโมง (delay) เป็นต้น ท้ายที่สุดนี้ อยากขอฝากให้ท่านผู้รักในประเทศ และห่วงใยอนาคตของชาติทั้งหลายได้ช่วยกันแสดงความคิดเห็น โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อเยาวชน ผู้เป็นอนาคตของชาติกันให้มาก เพราะหากลูกหลาน บอกกับเราว่า โตขึ้นอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ก็คงเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่ถ้าเขาบอกแก่เราว่า โตขึ้นอยากเป็นนักพนันฟุตบอลอาชีพ แล้วเราจะรู้สึกกันอย่างไร?
|
| กลับหน้าแรก |