|
เศรษฐกิจไทยจะโตแบบสมดุล
โดย ผู้จัดการออนไลน์ โดย ถนอม พิพิธยากร บ้านพระอาทิตย์ วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 การที่นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศเป้าหมายเติบโตเศรษฐกิจไทยปี 2548 ถึง 10% ซึ่งถือเป็นการเติบโตด้วยตัวเลข 2 หลักเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจไทย-เอเชีย ปี 2540 เป็นไปได้สูง ที่จะทำให้การขยายตัวเศรษฐกิจเป็นไปอย่างยั่งยืนระยะยาว ด้วยการยึดหลักการเติบโตแบบสมดุลทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ-สังคม ที่รัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน ด้วยการเรียนรู้จากความผิดพลาดของนโยบายรัฐบาลในอดีต ที่มักจะเน้นนโยบายเติบโตด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป จนกระทั่งเกิดปัญหาความไม่สมดุลในการกระจายความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระหว่างภาคชนบท ซึ่งถือเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และภาคในเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใหญ่ ๆ ทั่วทุกภาค ทั้งเชียงใหม่ หาดใหญ่ นครราชสีมา ชลบุรี การเติบโตของเศรษฐกิจในอดีต ยังเป็นการขยายตัวเพียงบางภาคของเศรษฐกิจ ไม่มีการกระจายอย่างทั่วถึงทุกภาคเศรษฐกิจ จนกระทั่งก่อปัญหาทางสังคม ด้วยคนเพียงบางกลุ่มของสังคม โดยเฉพาะคนชั้นสูง และผู้มีฐานะดีอยู่แล้วในสังคม ได้รับประโยชน์เต็มที่จากนโยบายกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลในอดีต ด้วยการตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว ว่าหากปล่อยให้เป็นอยู่ต่อไป การขยายตัวอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยจะเป็นไปไม่ได้ รัฐบาลปัจจุบัน โดยนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ จึงพยายามแก้ปัญหาที่ฐานรากสังคมไทย ให้สามารถ ลืมตา อ้าปาก ได้อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หลังจากรัฐบาลปัจจุบันใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลอย่างต่อเนื่องผ่านนโยบายต่าง ๆ ทั้งการตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) เพื่อรับโอนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จากธนาคารต่าง ๆ ที่เกิดจากธุรกิจต่าง ๆ ล้ม หรือเกือบล้ม จนกลายเป็นหนี้เสีย นโยบายดังกล่าว เพื่อหวังกระตุ้นภาคธนาคารเดินหน้าปล่อยสินเชื่อภาคธุรกิจ เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง การกระตุ้นการขยายตัวตลาดหุ้นไทย โดยผลักดันรัฐวิสาหกิจชั้นดีเข้าจดทะเบียน เพื่อเพิ่มขนาดตลาดหุ้นไทย เรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน ทั้งไทยและต่างประเทศกลับคืนสู่ตลาดหุ้นไทย การลดภาษี-ค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อกระตุ้นการขยายตัวภาคอสังหาริมทรัพย์ จนได้ผลระดับหนึ่ง พร้อม ๆ กับการกระตุ้นการขยายตัวด้านเศรษฐกิจชุมชนชนบทของไทย ผ่านนโยบายกระจายรายได้หมู่บ้านละหนึ่งล้านบาท โครงการสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (One Tambon One Product-OTOP) จนกระทั่งปัจจุบัน กลายเป็นสัญลักษณ์ (symbol) สินค้าไทย ว่าเป็นการรับประกันสินค้าคุณภาพของไทย ในสายตาชาวโลก ได้ระดับหนึ่ง รวมถึงการที่นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง พยายาม เดินสาย เปิดตลาดส่งออกสินค้าไทย ด้วยการเซ็นสัญญาเปิดตลาดการค้าเสรี (Free Trade Areas-FTA) กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก พร้อม ๆ กับการกระตุ้นให้คนไทยหันมาเป็นผู้ประกอบการธุรกิจทุกด้าน เพื่อให้เป็น ผู้สร้างงาน แทนที่จะเป็น ผู้หางาน เป็นหลักเช่นปัจจุบัน ล่าสุด หลังจากเศรษฐกิจขับเคลื่อนเติบโตได้ระดับหนึ่ง รัฐบาลจึงหันมาให้ความสำคัญการแก้ปัญหาด้านสังคม ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลใช้นโยบายต่าง ๆ แก้ปัญหาด้านนี้ควบคู่กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับหนึ่งแล้ว โดยรัฐบาลให้ความสำคัญการแก้ปัญหาสังคมไทย โดยประกาศให้ปี 2547 เป็นปีแห่งการยกระดับความเป็นอยู่ของคนไทย ในสังคมไทย ทั่วประเทศ จนถึงระดับฐานรากของสังคม ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยเปิดให้คนไทยทุกคน ลงทะเบียนที่ทุกอำเภอทั่วประเทศ ถึงปัญหาหนี้สินที่แต่ละคนมีอยู่ และที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือ โดยรัฐบาลหวังแก้ปัญหาหนี้สินภาคประชาชนทุกระดับ แก้ปัญหาความยากจน เพื่อให้คนเหล่านี้ มีพลังกลับมาเป็นหน่วยหลักสำคัญของเศรษฐกิจไทย ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเดินไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน ประกอบกับการที่รัฐบาลปัจจุบัน เน้นพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) เพื่อให้ภาครัฐมีเครื่องมือบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างได้ผล เพราะทุกฝ่ายต้องยอมรับว่า การแก้ปัญหาของรัฐบาลไทยในอดีต ใช้ข้อมูลที่ได้เพียงบางภาคของเศรษฐกิจ ขาดข้อมูลทุกด้านของสังคมอย่างแท้จริง ขาดการแก้ปัญหาเชิงบูรณาการ (Integrade Solution) ขณะที่ภาคราชการ โดยเฉพาะผู้ว่าราชการต่างจังหวัดทั่วประเทศ ไร้นโยบายเชิงรุก เน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก ส่งผลทำให้รัฐบาลในอดีต แก้ปัญหาเศรษฐกิจ-สังคมได้เพียงบ้างด้าน แต่กลับก่อปัญหาเศรษฐกิจ-สังคมให้อีกหลายด้าน โดยเฉพาะคนระดับฐานรากของสังคม หลักการแก้ปัญหาของนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ คือก่อให้เกิดความสมดุลเท่านั้น กล่าวคือ หลักในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ยึดถือทฤษฎีของความสมดุลเป็นสำคัญ โดยดูว่าอะไรที่ขาด ก็จะดึงขึ้นมา ส่วนอะไรที่มากไป ก็จะ กดลง เพื่อไม่ให้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ-สังคม เหมือนเช่นที่ผ่านมา การบริหารประเทศ รัฐบาลปัจจุบัน เน้น 3 ด้านหลัก คือ 1.สร้างความเชื่อ มั่นให้กลับคืนมา โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล เดินทางไป โรดโชว์ ประเทศไทย กับต่างประเทศ เพื่อให้ต่างชาติยอมรับประเทศไทยมากขึ้น 2.สร้างความสมดุลพัฒนาภาคเมืองและชนบท โดยใช้แนวทางเศรษฐกิจ 2 ทาง (Dual tack policy) โดยพยายามให้โอกาสภาคชนบทสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ด้วยมาตรการส่งเสริมต่างๆ ควบคู่กับการส่งเสริมการส่งออก และ 3. สร้างราคาสินทรัพย์ของประเทศที่ราคาตกต่ำเกินจริง ให้กลับคืนอยู่ในระดับที่ควรจะเป็น ด้วยการส่งเสริมให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ฟื้น และฟื้นฟู ตลาดหลักทรัพย์ โดยผลักดันให้รัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชนที่ดี จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาทุกด้านของประเทศของรัฐบาลปัจจุบัน แนวโน้มการขยายตัวเศรษฐกิจ-สังคมไทยอย่างยั่งยืน ที่สำคัญที่สุด คือการเติบโตแบบสมดุล ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่
|
| กลับหน้าแรก |