|
เศรษฐกิจใต้ดิน : (1) การงอกงาม ใต้ร่มเงาโลกาภิวัตน์ บทความพิเศษ โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย (TTMP) โดยการสนับสนุนของ สกว. มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1213 บทนำ เศรษฐกิจใต้ดิน: อำนาจคู่ขนานบรรษัทข้ามชาติ ความเป็นมาและความหมาย : แนวคิดเบื้องต้น ความคิดเรื่อง "เศรษฐกิจใต้ดิน" เริ่มต้นในประเทศโลกที่สาม เมื่อนักมานุษยวิทยาทางด้านเศรษฐศาสตร์คนหนึ่งคือ เคธ ฮาร์ต (Keith Hart) เดินทางไปศึกษาตลาดแรงงานในเมืองในทวีปแอฟริกา เช่น ในประเทศกานา ตามโครงการศึกษาเกี่ยวกับแรงงานของสำนักงานองค์การแรงงานสากล (International Labor Office) เขาได้พบว่ามีช่องว่างมหาศาลระหว่างสิ่งที่การศึกษาแบบอังกฤษให้แก่เขา กับประสบการณ์ตรงที่เขาประจักษ์อยู่เบื้องหน้า ในรายงานที่เขาเสนอสำนักงานแรงงานสากล (ค.ศ.1973) เขาได้สร้างแบบจำลองแหล่งรายได้ 2 ทาง ของแรงงานในเมือง ทางหนึ่งจากค่าจ้างแรงงาน อีกทางหนึ่งจากการจ้างงานตนเอง (Self-employment) ซึ่งมีขอบเขตและพลวัตกว้างขวางกว่า "เด็กขัดรองเท้าและคนขายไม้ขีดไฟ" ที่เขาเรียกว่าเป็นเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) เศรษฐกิจที่ไม่ได้มีการแจงนับหรือบันทึกไว้อย่างเป็นทางการ ต่อมาแนวคิดเรื่อง "เศรษฐกิจนอกระบบ" ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง และมีการศึกษากันทั่วโลกทั้งในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว ตลอดจนประเทศในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transition Countries) จนถึงมีการสอนในมหาวิทยาลัยบางแห่ง เช่น มีรายวิชาที่ว่าด้วยอาชญากรรมและเศรษฐกิจนอกระบบ (Crime and Informal Economy) และมีการเรียกชื่อกันไปต่างๆ โดยคำที่ใช้มากและค่อนข้างเป็นทางการ ได้แก่ "เศรษฐกิจนอกระบบ" ในที่นี้เลือกใช้คำว่า "เศรษฐกิจใต้ดิน" เพื่อวาดภาพให้เห็นว่าเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง เป็นโลกต่างหากออกไปจากที่รายงานตามทางการหรือสื่อมวลชนกระแสหลัก ภาวะเศรษฐกิจใต้ดินจึงมีส่วนสะท้อนช่องว่างหรืออีกด้านหนึ่งของสังคมในประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้ว อะเลจันโดร พอร์ตส์ (Alejandro Portes) และ วิลเลียม ฮอลเลอร์ (William Haller) นักวิชาการที่มีชื่อเสียงด้านการศึกษาเศรษฐกิจนอกระบบ มีความเห็นว่า เมื่อสำนักงานแรงงานสากลรับแนวคิดเศรษฐกิจนอกระบบมาแล้ว ก็ได้ทำให้แนวคิดนี้มีลักษณะตายตัวหรือมีด้านเดียว นั่นคือทำให้เรื่องเศรษฐกิจนอกระบบสัมพันธ์เป็นอันเดียวกับความยากจน และเศรษฐกิจนอกระบบถูกตีความว่า เป็น "วิถีเมืองทางการปฏิบัติ" (urban way of doing things) ที่มีลักษณะเด่นคือ 1) สามารถเข้ามาทำได้ง่ายโดยไม่มีเครื่องกีดขวางทางทักษะ เงินทุน และการจัดตั้ง 2) เป็นรูปแบบที่ครอบครัวเป็นเจ้าของ 3) เป็นการประกอบการขนาดเล็ก 4) เป็นการผลิตที่ใช้แรงงานมากและเทคโนโลยีที่ล้าสมัย 5) มีตลาดที่ไม่ได้จัดระเบียบและการแข่งขันสูง 6) มีระดับผลิตภาพต่ำและความสามารถในการสะสมทุนต่ำ สำนักงานแรงงานสากลมักเห็นว่าการจ้างงานในภาคนอกระบบเป็นการจ้างงานต่ำระดับ (Underemployment) เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนงานที่ไม่สามารถเข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ได้ นั่นทำให้เศรษฐกิจนอกระบบมีความหมายด้านลบไปอย่างน้อยในระยะต้น ในอีกด้านหนึ่ง มีนักวิชาการและนักเคลื่อนไหวบางคนเห็นว่าเศรษฐกิจใต้ดินมีด้านบวก เคธ ฮาร์ต (ค.ศ.1990) เห็นว่าเศรษฐกิจใต้ดินควรถือว่าเป็นเรื่องที่ "ประชาชนได้นำเอาอำนาจทางเศรษฐกิจเข้ามาอยู่ในมือของตน เป็นอำนาจทางเศรษฐกิจที่ผู้มีอำนาจรวมศูนย์ปฏิเสธแก่พวกเขา" สำหรับ เฮอร์นานโด เดอ โซโต (Hernando de Soto) นักเศรษฐศาสตร์และนักเคลื่อนไหวชาวเปรู ได้ชี้ให้เห็นไว้ในหนังสือที่ใช้ชื่อว่า "อีกหนทางหนึ่ง" (The Other Path, 1989) ว่าเศรษฐกิจนอกระบบเป็นการตอบโต้ต่อลัทธิพาณิชยนิยมของรัฐที่ครอบงำเปรูและประเทศลาตินอเมริกาอื่น ที่อยู่รอดโดยรัฐให้สิทธิพิเศษทางการประกอบการด้านเศรษฐกิจแบบถูกกฎหมายแก่ชนชั้นนำที่มีจำนวนน้อย ในระยะใกล้นี้เขาได้ปราศรัยในการประชุมระหว่างประเทศว่า คนยากจนที่ดิ้นรนประกอบการเล็กๆ น้อยๆ นั้น ควรถือเป็นผู้ประกอบการที่กล้าหาญ พวกเขาเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาของความยากจน หากแต่เป็นคำตอบ มันได้แสดงว่าทรัพย์สินได้กลายเป็นทุนที่มีชีวิตได้อย่างไร แนวคิดที่ได้รับการขยายขอบเขตออกไป ความเข้าใจต่อเศรษฐกิจนอกระบบ ที่เริ่มต้นโดยเห็นว่า เป็นเศรษฐกิจเล็กๆ น้อยๆ ของครัวเรือนเพื่อการเอาตัวรอดในระบบตลาดขนาดใหญ่นั้น เมื่อมีการศึกษากว้างขวางลึกซึ้งขึ้นก็ได้มีการขยายขอบเขตออกไปใน 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่ 1) การหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งมีการศึกษากันมากในประเทศพัฒนาแล้ว จนถึงขั้นมีการเสนอเป็นทฤษฎีว่า ประเทศที่มีอัตราภาษี ภาระด้านสวัสดิการทางสังคม รวมทั้งข้อเรียกร้องทางสิ่งแวดล้อมสูง เป็นเหตุจูงใจให้ผู้ประกอบการพากันหลบเลี่ยงภาษี เพื่อให้มีกำไร และสามารถอยู่รอดต่อไป 2) การทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งในวงราชการและกลุ่มบรรษัท หากเป็นในประเทศกำลังพัฒนามักเน้นการคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งบ่อยครั้งรับสินบนและค่านายหน้าจากบรรษัทข้ามชาติ หากเป็นในประเทศพัฒนาแล้วมักเน้นการคอร์รัปชั่นในกลุ่มบรรษัท โดยเฉพาะการให้สินบนและการล็อบบี้ของบรรษัท ในช่วงทศวรรษ 1980 และช่วงต้นของทศวรรษ 1990 งานวิจัยเกี่ยวกับคอร์รัปชั่นส่วนใหญ่ยังเป็นทางบวก โดยเห็นว่าการคอร์รัปชั่นเป็น "น้ำมันหล่อลื่นกงล้อ" ทางเศรษฐกิจ จนกระทั่งในครึ่งหลังของทศวรรษ 1990 จึงได้เริ่มเห็นว่า การคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยธนาคารโลก ได้เริ่มสนใจที่จะร่วมกับองค์การระหว่างประเทศอื่น ในการปราบปรามการคอร์รัปชั่นในประเทศลูกหนี้ในครึ่งหลังของทศวรรษ 1990 ซึ่งก่อนหน้านี้ธนาคารโลกมองเห็นว่าการคอร์รัปชั่นเป็น "ประเด็นทางการเมือง" การต่อต้านคอร์รัปชั่นของธนาคารโลกนั้น กระทำโดยกำหนดมาตรการ กิจกรรมและโครงการหลายอย่าง เช่น การจัดการตรวจสอบบัญชีอย่างรัดกุมขึ้น การขึ้นบัญชีดำบริษัทนับร้อยที่จ่ายสินบน หรือกระทำผิดกฎระเบียบ ใน ค.ศ.1996 ธนาคารโลกได้ตั้งโครงการปราบคอร์รัปชั่นมากกว่า 600 โครงการในเกือบ 100 ประเทศ แต่ก็ยังมีผู้มีวิจารณ์ว่าธนาคารโลกก็ยังคงปล่อยเงินกู้ให้แก่ประเทศที่รู้แก่ใจว่ามีการคอร์รัปชั่นสูง (วอชิงตันโพสต์ 040703) 3) องค์กรอาชญากรรม โดยเฉพาะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในระยะหลัง ตามกระแสโลกาภิวัตน์ จนกระทั่งขึ้นมาท้าทายอำนาจของกลุ่มบรรษัทข้ามชาติในระดับที่แน่นอน รายงานของโครงการพัฒนา (UNDP) ฉบับปี 1999 ระบุว่าองค์กรอาชญากรรมได้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหญ่ปีละถึงราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 20 ปีมานี้ปรากฏว่าเศรษฐกิจใต้ดินได้ขยายตัวในทุกภูมิภาคในโลก ทำให้ท่าทีต่อเศรษฐกิจใต้ดิน ขององค์การต่างๆ ได้แก่ องค์การสหประชาชาติ เป็นต้น ได้มีการปรับเปลี่ยนใหม่ เช่น ในการสัมมนาสมัชชาการจ้างงานโลก 2001 ขององค์การแรงงานสากล มีการยอมรับปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ-สังคมนี้มากขึ้น เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่างเศรษฐกิจใต้ดินกับเศรษฐกิจทางการ พร่ามัวกว่าเดิม เช่น มีคนงานใต้ดินทำงานให้แก่บริษัทที่จดทะเบียนเป็นทางการ กระทั่งเห็นว่าเศรษฐกิจใต้ดินก็มีด้านบวกของมัน ในการสร้างงานจำนวนมากขึ้น แต่ก็มีจุดอ่อนที่จะต้องแก้ไข ได้แก่ แรงงานนอกระบบเหล่านี้มักขาดองค์กรจัดตั้งและตัวแทน ดังนั้น จึงมีอำนาจต่อรองน้อย มักจำต้องรับทำงานที่เป็นอันตรายและมีรายได้น้อย จึงควรมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อให้เศรษฐกิจภาคนี้ช่วยเลี้ยงดูประชากรฐานรากจำนวนมาก และคอยสนับสนุนค้ำจุนในด้านต่างๆ เช่น สร้างกลุ่มองค์กรและตัวแทน การสนองเครดิตและเงินทุนก้อนเล็ก การปรับกฎระเบียบที่ยืดหยุ่นที่เอื้อต่อกิจกรรมขนาดเล็กมาก การจัดฝึกอบรมทางทักษะและการจัดการ เป็นต้น และการปฏิบัตินี้ควรเป็นการปฏิบัติร่วม 3 ฝ่ายหรือไตรภาคีระหว่างแรงงานนอกระบบ องค์กรนายจ้างและรัฐบาล อนึ่ง ในระยะหลังมีการพูดถึงการก่อการร้ายในระดับต่ำกว่ารัฐ หรือระดับกลุ่ม ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง ว่าน่าจะจัดรวมศึกษาอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจใต้ดินด้วย แต่นักวิชาการที่เข้มงวดยังไม่ยอมรับ เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องการเมือง ไม่ใช่เศรษฐกิจ แต่ในทางปฏิบัติองค์การก่อการร้ายนั้นบางทีมีธุรกิจบังหน้า หรือการที่บรรษัทขนาดใหญ่เคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างรัฐบาลที่ขัดขวางการลงทุนและแสวงหาประโยชน์กำไรก็มีปรากฏบ่อยครั้ง คาดหมายว่าต่อไปอาจจะยอมรับว่าการก่อการร้ายทั้งในระดับรัฐและระดับต่ำกว่ารัฐเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจใต้ดิน เหมือนดังเช่นได้เคยรวมเอาปัญหาคอร์รัปชั่นที่เคยถือว่าเป็นประเด็นทางการเมืองให้กลายเป็นประเด็นทางเศรษฐกิจมาแล้ว สำหรับประเทศไทย ได้มีนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำได้ชี้ให้เห็นเศรษฐกิจนอกระบบอันเป็นการทำกินเล็กๆ น้อยๆ ของครัวเรือนในชนบท ได้แก่ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่าชาวนาไทยที่มีรายได้น้อย แต่ดำรงชีพอยู่ได้ก็โดยอาศัยการทำกินที่อยู่นอกระบบหรือทางการไม่ได้บันทึกไว้ เช่น การจับปลาตามหนอง การเก็บผัก การหาของป่า และอื่นๆ ในปัจจุบัน ความเป็นจริงนี้ก็ยังคงดำรงอยู่ไม่น้อย แม้ว่าระบบตลาดไปแทรกซึมลึกลงไปในพื้นที่ที่ห่างไกลมากขึ้น การที่สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นแหล่งที่มาของรายได้ของชุมชนชาวบ้านในชนบททำนองนี้จึงน่าจะเป็นคำอธิบายหนึ่ง ที่ว่าเหตุใดชุมชนชาวบ้านในหลายพื้นที่ จึงได้ต่อสู้พิทักษ์รักษาสภาพแวดล้อมอย่างเอาจริงเอาจัง และกลายเป็นความขัดแย้งแบบรุนแรงได้ง่าย หากมีการจัดการอย่างไม่เหมาะสม การให้ความหมาย/คำจำกัดความของเศรษฐกิจใต้ดิน มีความพยายามที่จะให้ความหมายของเศรษฐกิจใต้ดิน โดยไม่มีทัศนคติด้านบวกหรือด้านลบเข้าไปเจือปน เพื่อให้ดูเป็นวิชาการหรือเป็นภววิสัยมากขึ้น ซึ่งทำให้เข้าใจหรือเห็นพ้องในขอบเขตและวิธีการศึกษาได้ดีขึ้น ถึงกระนั้นก็มีข้อสังเกตอยู่ 3 ประการ ได้แก่ 1) การศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐกิจใต้ดินก็ยังคงมีปัญหามาก โดยเฉพาะในการติดตามตรวจสอบ และการวัด เนื่องจากเศรษฐกิจใต้ดินนั้น โดยทั่วมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจนับหรือการวัดอย่างเป็นทางการอยู่แล้ว ผลการศึกษาที่ได้มักเป็นการประมาณการ และบางทีก็แตกต่างกันมาก เช่น กรณีในประเทศไทย ผลการศึกษาบางชิ้นกล่าวว่าเศรษฐกิจใต้ดินมีขนาดใหญ่ถึงราวร้อยละ 70 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แต่การศึกษาอีกบางชิ้นกล่าวว่ามีขนาดใหญ่ราวร้อยละ 50 สำหรับประมาณการ ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ในเบื้องต้นประมาณราว 1 ใน 3 ของจีดีพี ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้กว้างๆ ว่า เศรษฐกิจใต้ดินของประเทศไทยมีขนาดค่อนข้างใหญ่เท่านั้น 2) เศรษฐกิจใต้ดินนั้นมักมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของเศรษฐกิจที่เป็นทางการด้วย ทั้งนี้ นโยบายทางเศรษฐกิจ-การเงินของประเทศ และการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ในแต่ละประเทศก็มักมีลักษณะเฉพาะตัวในระดับที่แน่นอน บางทีจุดประสงค์ของการศึกษา ในรายละเอียดก็แตกต่างกันไป ดังนั้น จึงยังคงพบว่า มีทัศนะ ท่าที และจุดเน้นที่แตกต่างกันพอสมควรในหมู่นักวิจัย ความแตกต่างดังกล่าวนี้สะท้อนออกมาในชื่อเรียกเศรษฐกิจใต้ดินซึ่งมีจำนวนนับสิบ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป 3) โดยทั่วไปเห็นว่าเศรษฐกิจใต้ดินเป็นสิ่งผิด ไม่ว่าจะทำให้การศึกษาเรื่องเศรษฐกิจใต้ดินเป็นสิ่งที่เป็นกลาง ไม่ใส่ความรู้สึกและค่านิยมส่วนตัวลงไป แต่ก็พบว่างานศึกษาในเรื่องนี้เกือบทั้งหมดเห็นว่า เศรษฐกิจใต้ดินเป็นสิ่งที่ผิดปกติ ไม่ใช่สิ่งธรรมดา เป็นสิ่งที่เป็นปัญหา และรายงานการศึกษาส่วนใหญ่มักเสนอต่อฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลเพื่อการจัดการแก้ไขอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งที่หากมองจากความเป็นมาแล้ว ที่เรียกว่าเศรษฐกิจใต้ดินนั้นดำรงมาก่อนช้านาน และในบางแง่เป็นเศรษฐกิจที่ปกติธรรมดา ส่วนเศรษฐกิจแบบทางการหรือเศรษฐกิจในระบบตลาดเสรีนั้น เพิ่งเกิดขึ้นภายหลัง โดยเริ่มเติบโตในยุโรปตะวันตกตั้งแต่ราว ศตวรรษที่ 15 อันเป็นยุคแห่งการสำรวจ และต่อมาคือการไล่ล่าอาณานิคมไปทั่วโลก ในแง่นี้เศรษฐกิจในระบบตลาดจึงเป็นสิ่งที่เกิดแบบผิดธรรมดาไม่น้อย หน้า 29 เศรษฐกิจใต้ดิน : (2) การงอกงาม ใต้ร่มเงาโลกาภิวัตน์ โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย (TTMP) โดยการสนับสนุนของ สกว. มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1214 มีความพยายามที่จะให้คำจำกัดความเศรษฐกิจใต้ดินในหลายรูปแบบ 1) เป็นการให้คำจำกัดความโดยเน้นความสัมพันธ์กับกฎเกณฑ์และการจัดระเบียบของรัฐ ซึ่งจะขอยกมา 2 ตัวอย่าง ตัวอย่างแรกคำจำกัดความของเฟจ (Feige, Edgar. 1990. "Defining and Estimating Underground and Informal Economies: The New Institutional Economics Approach") ซึ่งให้คำจำกัดความ โดยเทียบเคียงกับสถาบันบริหารหรือรัฐ เสนอว่าเศรษฐกิจใต้ดินหมายถึง "การปฏิบัติต่างๆ ของตัวแทนทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ยอมยึดถือตามกฎระเบียบของสถาบัน หรือถูกปฏิเสธการคุ้มครองจากสถาบัน" คำจำกัดความแบบนี้ มีกลิ่นอายคล้ายกับการปฏิบัติในระบบเจ้าขุนมูลนายของไทยแต่เดิม นั่นคือ เมื่อชายฉกรรจ์ไม่ยอมไปสักเลกแสดงการเป็นผู้มีสังกัด ก็ถือว่าเป็นคนเถื่อนไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย คำจำกัดความนี้ให้ภาพเศรษฐกิจที่เด่นอยู่ 3 ประการได้แก่ ก) เป็นการปฏิบัติของตัวแทนทางเศรษฐกิจ (Economic Agents) ดังนั้น จึงเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่การเมือง และมีลักษณะเป็นการประกอบกิจการเพื่อตอบสนองสินค้าและบริการทางเศรษฐกิจ ข) ไม่ยึดตามกฎระเบียบของสถาบัน เช่นไม่ยอมจดทะเบียน ไม่เสียภาษี ใช้แรงงานเถื่อน ค) ไม่ได้รับการคุ้มครองจากสถาบัน เช่นไม่มีใครช่วยจัดระเบียบหรือแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างกันให้ ต้องแก้ไขกันเอง ซึ่งบ่อยครั้งใช้การติดสินบนเจ้าพนักงาน เพื่อช่วยมาแก้ไขปัญหาหรือช่วยคุ้มครอง เฟจจำแนกเศรษฐกิจใต้ดินออกเป็น 4 ประเภทได้แก่ ก) เศรษฐกิจที่ผิดกฎหมาย (Illegal Economy) ได้แก่การผลิตและการกระจายสินค้าที่ถือว่าผิดกฎหมาย เช่นการค้ายาเสพติด โสเภณี และบ่อนเถื่อน ข) เศรษฐกิจที่ไม่ได้รายงาน (Unreported Economy) เป็นการปฏิบัติเพื่อเลี่ยงกฎระเบียบทางการเงิน ไม่ได้รายงานรายได้ที่ต้องเสียภาษีในช่องแบบฟอร์มเสียภาษี ค) เศรษฐกิจไม่ได้ลงรายการ (Unrecorded Economy) เป็นกิจกรรมที่ปิดบังการลงรายการตามที่รัฐบาลกำหนด ดังนั้น จึงทำให้จำนวนเงินที่ควรปรากฏในบัญชีประชาชาติกลับไม่ได้ปรากฏ ง) เศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) ได้แก่ เศรษฐกิจที่ไม่จ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามกฎหมาย เช่นทะเบียนการค้า ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน และระบบประกันสังคม เป็นต้น แต่ตามคำจำกัดความนี้ก็มีความซ้ำซ้อนกันในตัว โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ไม่ได้รายงาน กับเศรษฐกิจที่ไม่ได้ลงรายการ และยังมีปัญหาในการขีดเส้นแบ่งระหว่างถูกกับผิดกฎหมาย เนื่องจากแต่ละประเทศก็ไม่เหมือนกัน บางประเทศยอมรับโสเภณีที่จดทะเบียนว่าถูกกฎหมาย บางประเทศถือว่าอาชีพโสเภณีทั้งหมดผิดกฎหมาย อีกตัวอย่างหนึ่งเป็นของคาสเตลและพอร์ตส์ ซึ่งไม่ได้เน้นในเรื่องผลผลิตปลายทาง หากแต่พยายามที่จะจำแนกเศรษฐกิจในระบบกับนอกระบบ โดยพิจารณาถึงวิธีการที่สินค้า และบริการนั้นถูกผลิตและ/ หรือแลกเปลี่ยนอย่างไร ให้คำจำกัดความว่า เศรษฐกิจใต้ดินหมายถึง "กิจกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้ทั้งปวง ที่ไม่ถูกกำหนดตามระเบียบของรัฐในสิ่งแวดล้อมทางสังคม ที่กิจการที่คล้ายกันถูกจัดระเบียบ" 2) คำจำกัดความในกลุ่มที่สองเน้นความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจใต้ดินกับเศรษฐกิจที่เป็นทางการ และดูเหมือนว่า หน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ นิยมใช้ ให้ความหมายว่า "เป็นผลรวมของกิจกรรมในปัจจุบันทางการผลิต (นั่นคือการสร้างมูลค่าเพิ่ม) ที่ไม่ได้มีการลงรายการ (Recorded) ซึ่งควรจะอยู่ในผลิตภัณฑ์ประชาชาติ (National Product - GNP)" ตามคำจำกัดความนี้ ไม่นับ ก) กิจกรรมของครัวเรือนแบบส่วนบุคคล ได้แก่งานบ้านและการอบรมเลี้ยงดูเด็ก เป็นต้น ซึ่งไม่ได้นำมาขายในตลาด กิจกรรมนี้มีขนาดใหญ่มาก ประมาณการว่าอยู่ระหว่างร้อยละ 30-50 ของผลิตภัณฑ์ประชาชาติ โดยเห็นว่าสมควรจะที่มีการศึกษาแยกไปต่างหากโดยเฉพาะ เพราะเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ ฐานะสตรีซึ่งเป็นผู้ทำงานบ้านหลักโดยไม่ได้รับค่าจ้าง แต่นักวิชาการบางคนก็รวมกิจกรรมเหล่านี้ไว้ในเศรษฐกิจใต้ดินด้วย ข) การหนีภาษี เนื่องจากไม่ได้เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นเพียงก่อให้เกิดการกระจายรายได้อีกแบบหนึ่ง เช่น การหนีภาษีที่ได้จากดอกเบี้ย แต่ก็มีข้อเท็จจริงว่าธุรกิจใต้ดินทั้งหมดล้วนหนีภาษี ดังนั้น จึงมีการหนีภาษีทั้งที่ไม่เป็นเศรษฐกิจใต้ดิน และการหนีภาษีที่เป็นธุรกิจใต้ดิน (Shende, N. Suresh. Informal Economy. The Special Tax Regime for Small and micro Business: Design and Implementation, 2003) ดูจากคำจำกัดความนี้แล้ว น่าจะพบว่า หากรวมกิจกรรมในครัวเรือนกับเศรษฐกิจใต้ดินเข้าด้วยกัน เศรษฐกิจที่เป็นทางการในประเทศส่วนใหญ่จะมีขนาดค่อนข้างเล็กมาก นั่นคือไม่ถึงครึ่งหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันเศรษฐกิจที่เป็นแบบทางการที่แม้มีขนาดเล็ก แต่ก็มีลักษณะครอบงำในสังคม เนื่องจากมีการรวมศูนย์ทางเศรษฐกิจ-การเมืองสูงในมือบรรษัทหรือบริษัทใหญ่และรัฐบาล นอกจากนั้น การให้คำจำกัดความตามแบบที่สองนี้ ยังเน้นจุดมุ่งหมายของกิจกรรมเศรษฐกิจใต้ดิน แม้ว่าจะเป็นกิจกรรมที่อยู่นอกหรืออยู่ชายขอบการควบคุมของรัฐเหมือนกัน แต่ก็มีจุดมุ่งหมายต่างกัน โดย ก) เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อความอยู่รอดของบุคคลหรือครัวเรือน โดยการผลิตแบบพอเพียงหรือโดยการขายสินค้าและบริการพื้นๆ ในตลาด อาจกล่าวได้ว่า เป็นเศรษฐกิจใต้ดินระดับรากหญ้า เพื่อการเอาตัวรอดท่ามกลางการผูกขาด เศรษฐกิจใต้ดินแบบนี้ปรากฏอยู่เกลือนกล่นในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะในประเทศโลกที่สาม และแม้ในประเทศพัฒนาแล้วก็มีไม่น้อย เป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนที่ยากไร้พอเอาตัวรอดได้ เศรษฐกิจแบบนี้ บางส่วนก็ถูกกฎหมาย เช่น ขับรถแท็กซี่เพื่อหาลำไพ่ บางส่วนเป็นแบบสีเทามีด้านที่ดูผิดกฎหมาย แต่สังคมก็ยอมรับ เช่น รถตู้ บางส่วนก็ผิดกฎหมาย เช่น การเดินโพยหวยใต้ดิน ซึ่งอาจเป็นกิจกรรมที่คนคนเดียวทำได้ทั้ง 3 แบบ มีการศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐกิจใต้ดินแบบนี้ค่อนข้างกว้างขวาง โดยเฉพาะจากกลุ่มสิทธิสตรี โดยที่เห็นว่าผู้ที่เข้าร่วมในเศรษฐกิจใต้ดินนี้จำนวนมากเป็นสตรี องค์การสตรีชื่อ เวโก (Women in Informal Economy Globalizing and Organizing - WIEGO) ได้มีการศึกษาและเคลื่อนไหวเพื่อสตรีที่อยู่ในเศรษฐกิจใต้ดินอย่างน่าสนใจ เอกสารขององค์การนี้ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจใต้ดินในระดับฐานรากมีการประกอบการอยู่ 3 รูปแบบใหญ่ ได้แก่ (1) วิสาหกิจขนาดเล็กมาก (Micro-Enterprise) รูปแบบการจ้างงานเป็นแบบเจ้าของทำงานเอง (Owner Operator) เช่น คนขายของตามท้องถนนซึ่งปรากฏตามนครทั่วโลก (2) วิสาหกิจครัวเรือน มีบัญชีสำหรับในครัวเรือน ลักษณะการจ้างงานเป็นแบบจ้างตัวเอง (Self-Employed) (3) วิสาหกิจขนาดเล็กมากแบบรับงานมาทำต่อที่บ้าน ฐานะการจ้างงานเป็นแบบคนงานรับจ้าง (Wage Worker) สำหรับในเมืองไทยถือว่าเป็นแรงงานนอกระบบที่สำคัญแบบหนึ่ง ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ดำเนินการสำรวจแรงงานภาคนี้ด้วย ตามเอกสารของ เวโก ชี้ว่า แม้ในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟูก่อนวิกฤติเศรษฐกิจในปี 1997 คนงานสตรีเกาหลีใต้ร้อยละ 43 และในอินโดนีเซียร้อยละ 79 อยู่ในแรงงานนอกระบบ รายงานขององค์การสหประชาชาติ เกี่ยวกับแนวโน้ม และสถิติสตรีโลกปี 2000 พบว่าคนงานสตรีในประเทศกำลังพัฒนา เช่น ในแอฟริกา และละตินอเมริกา ส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในภาคเศรษฐกิจใต้ดิน ทีโอดอร์ ชานิน (Teodor Shanin) เป็นนักสังคมวิทยาเกิดในเมืองวิลเนียส ซึ่งในตอนนั้นอยู่ในโปแลนด์ ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของลิธัวเนีย เมืองนี้ในสมัยที่พ่อเขาเกิดเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย เมื่อสมัยแม่เขาเกิดเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมนี เขาเป็นผู้ก่อตั้งวิชาชาวชนบทวิทยา (Peasantology) เพื่อศึกษาว่าประชาชนอยู่รอดได้อย่างไรในเศรษฐกิจใต้ดิน เขาได้ให้สัมภาษณ์นิตยสาร "นิว ไซแอนทิสต์" ว่า ประชากรส่วนใหญ่ในโลก มีชีวิตที่ไม่ขึ้นต่อเศรษฐกิจแบบเป็นทางการ ผู้คนมักคิดว่าทุกประเทศมีรูปแบบเศรษฐกิจต่อเนื่องกัน ระหว่างเศรษฐกิจที่ดำเนินการโดยรัฐ และเศรษฐกิจที่เป็นแบบทุนนิยม ระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา แต่ความจริงก็คือ มนุษย์เกือบทั้งหมดดำเนินชีวิตอยู่นอกแบบจำลองนี้ เช่นในสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นจุดศึกษาหลักของเขา เกษตรกรไม่ได้อยู่รอดโดยระบบสังคมนิยม หากอยู่รอดในระบบเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งกิจกรรมร้อยละ 50 อยู่นอกระบบ เช่น แม้ชาวนารัสเซียจะทำงานในนารวม หรือนารัฐ แต่พวกเขาก็จะใช้ประโยชน์จากส่วนรวมนี้ สร้างเศรษฐกิจนอกระบบขึ้น เช่น พบว่าชาวนาอาศัยผลผลิตจากพื้นที่นาเล็กๆ ส่วนตัวเพื่อการเลี้ยงชีพเกือบทั้งหมด และต่างช่วยเหลือกัน เป็นเครือข่ายของครัวเรือน และเพื่อนบ้าน เช่น เพื่อนบ้านคนหนึ่ง อาจจะขโมยรถที่บรรทุกอาหารสัตว์ จากนารวม และนำมาที่พื้นที่เพาะปลูกของเขา เพื่อนบ้านอีกคนหนึ่ง อาจจะช่วยซ่อมรถ และแบ่งปันเนื้อระหว่างกัน สิ่งนี้เป็นจริงสำหรับประชากรในประเทศกำลังพัฒนาอย่างในแอฟริกาและละตินอเมริกาด้วย เช่น ในแอฟริกา ชาวตะวันตกจะสงสัยมากว่าชาวบ้านเหล่านี้มีชีวิตอยู่ได้อย่างไร พวกเขาไม่มีงานแน่นอน ไม่มีเงินบำนาญ ไม่มีที่ทำงานแน่นอน ไม่มีรายได้ที่สม่ำเสมอ พวกเขาเหล่านี้อาจมีที่ดินแปลงเล็ก ทำการเพาะปลูก นำผลผลิตมาขาย และรับจ้างทำงานสารพัด โดยมีการช่วยเหลือกันภายในครอบครัวและชุมชน แม้ในประเทศพัฒนาแล้วก็ยังมีปรากฏการณ์เช่นนี้ เช่น ในประเทศอิตาลีที่มีเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ เขายังได้เล่าประสบการณ์ว่า ได้เดินทางไปที่อังกฤษและอิตาลีในช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งมีอัตราการว่างงานสูงมาก ขณะที่เขาพบการว่างงานได้ชัดเจนทุกแห่งตามเมืองทางเหนือของอังกฤษ แต่ในอิตาลี ไม่พบภาพเช่นนั้น ตรงกันข้ามดูเหมือนว่าทุกคนมีงานทำอย่างหนึ่งอย่างใด เป็นงานในเศรษฐกิจนอกระบบ เขาสรุปว่าเศรษฐกิจแบบเป็นทางการสมัยใหม่ต้องการแรงงานโลกเพียงราว 1 ใน 4 ดังนั้น อีก 3 ใน 4 จึงจำเป็นต้องเอาตัวรอดในเศรษฐกิจนอกระบบ และว่า นักวิชาการตะวันตก มักเอาความคิดของตนไปครอบงำ ประเทศกำลังพัฒนา ที่จริงแล้วประเทศพัฒนาแล้ว ควรเรียนรู้จากประเทศกำลังพัฒนา เท่ากับที่ประเทศกำลังพัฒนา เรียนรู้จากประเทศพัฒนาแล้ว สำหรับเศรษฐกิจใต้ดินที่เป็นแรงงานนอกระบบหรือคนงานทำที่บ้าน (Home Worker) มองในด้านนายจ้าง ซึ่งมักเป็นบริษัทจดทะเบียนเป็นทางการ ถือว่าเป็นการยืดหยุ่นทางการจัดการและลดค่าใช้จ่าย กรณีนี้มีการศึกษากันมากโดยเฉพาะในสหรัฐ ซึ่งมีแรงงานอพยพผิดกฎหมายจำนวนมาก เข้ามารับงานเป็นชิ้นไปทำ แม้แต่ในเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ซึ่งถือว่าใช้เทคโนโลยีสูง ก็มีการจ้างงานไปทำข้างนอกดังที่ปรากฏในซิลิคอน แวลเลย์ นอกจากนี้ ยังมีการตั้งโรงงานนรก (Sweat Shop) เพื่อรับงานจากบริษัทใหญ่มาทำ ความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานอพยพผิดกฎหมาย กับเศรษฐกิจใต้ดิน จึงเป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ในประเทศไทยก็มีปัญหาแรงงานอพยพผิดกฎหมายไม่น้อย ข) เป็นการปฏิบัติเพื่อการสะสมทุนของบริษัทขนาดเล็ก โดยอาศัยการความสัมพันธ์ส่วนตัว การยืดหยุ่นมากขึ้น และการลดค่าใช้จ่าย เช่นกรณีกลุ่มช่างฝีมืออาชีพในอิตาลี และบางคนเสนอภาพกว้างกว่านั้นว่า เป็นการสะสมทุนเบื้องต้นในประเทศกำลังพัฒนา รวมทั้งในประเทศกำลังเปลี่ยนผ่าน อย่างเช่นรัสเซีย และประเทศที่เคยเป็นสังคมนิยม แต่หันมาใช้ระบบตลาดแบบทุนมากขึ้นเช่นในประเทศจีน การที่บริษัทเหล่านี้ต้องสะสมทุนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปฏิบัติการเศรษฐกิจใต้ดิน เช่น การช่วยระดมทุน การตั้งระบบสินเชื่อโดยไม่ผ่านธนาคาร การเลี่ยงกฎหมายและภาษี การใช้วิธีฉ้อฉลหลอกลวง และการติดสินบนเจ้าพนักงาน หรือการเข้าไปมีส่วนในอำนาจรัฐตั้งแต่ในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ ค) เป็นปฏิบัติการทุจริตผิดกฎหมายในบรรษัทขนาดใหญ่ ผู้ที่ศึกษาด้านนี้มักเป็นกลุ่มเอ็นจีโอ เช่น องค์การเฝ้าดูบรรษัท (Corporate Watch Organization) เรื่องนี้มีผู้จับตาดูมานานแล้ว และเป็นที่สนใจมากขึ้นเมื่อฟองสบู่เศรษฐกิจสหรัฐแตก และเกิดกรณีเอนรอนอันเป็นบรรษัทใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เคยได้รับการยกย่องว่า เป็นบรรษัทยอดเยี่ยมประสบภาวะวิกฤติล้มละลาย พบพฤติกรรมฉ้อฉลของผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงิน สถาบันตรวจสอบบัญชี และนักการเมืองชั้นนำระดับชาติ เป็นธุรกิจทางการแต่ดำเนินการเหมือนเป็นธุรกิจใต้ดิน มีการอำพรางข้อเท็จจริง ไม่เสียภาษี (โดยการงดเว้นให้ของรัฐบาล) ช่วยทำให้การกระจายเงินไม่เป็นธรรมยิ่งขึ้น โดยผู้บริหารระดับสูงและกลุ่มพวกได้รับเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นเงินมหาศาล ส่วนพนักงานต้องตกงาน สูญเสียเงินบำนาญ ผู้ถือหุ้นรายย่อยเสียหายมาก ความเสียหายนี้ยังลามไปยังประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศ มีอินเดีย เป็นต้น ลักษณะการประพฤติมิชอบ ทุจริตคอร์รัปชั่นไม่โปร่งใสของบรรษัทข้ามชาติ อาจกล่าวได้ว่ามีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ (1) เป็นการกระทำเพื่อเอาตัวรอดท่ามกลางการแข่งขันอย่างสูงและสิ่งแวดล้อมที่ไม่แน่นอน หรือเพื่อที่จะรักษาฐานะ และอำนาจอิทธิพลของบรรษัท โดยพยายามลดรายจ่ายให้มากที่สุด เพิ่มรายได้หรือกำไรสูงสุด และสร้างสิ่งแวดล้อมที่แน่นอนขึ้น การกระทำที่สำคัญในกลุ่มนี้ เช่น การล็อบบี้นักการเมืองในประเทศของตน การติดสินบนนักการเมืองผู้กุมอำนาจในประเทศกำลังพัฒนา การสนับสนุนนักการเมืองที่เป็นมิตรกับตน ขึ้นสู่อำนาจทั้งในประเทศ และต่างประเทศ การโค่นล้มรัฐบาล หรือผู้ปกครอง โดยเฉพาะในประเทศโลกที่สาม ที่ไม่เป็นมิตรหรือขัดขวางการลงทุนอย่างเสรีของตน (ปฏิบัติการนี้จำนวนมากร่วมกับปฏิบัติการของหน่วยงานของรัฐ) การสนับสนุนหรือการทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับการตั้งโรงงานนรก และแรงงานทาสเด็ก การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้งที่มีผลการวิจัยมานานแล้วว่า เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตัวอย่างที่ชัดเจนได้แก่บุหรี่ ซึ่งกำลังเป็นคดีความในศาลสหรัฐปัจจุบัน การละเมิดกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ (2) เป็นการกระทำที่ฉ้อฉลอย่างโจ่งแจ้ง เพื่อผลประโยชน์กำไรก้อนใหญ่ ชื่อเสียงและอำนาจอย่างรวดเร็ว เช่น การแต่งบัญชีให้บริษัทมีกำไรสูง การวิเคราะห์หุ้นบางตัวที่ดีเกินจริง รวมทั้งเมื่อรู้ว่าหุ้นจำพวกเทเลคอมมีปัญหา แต่ก็ไม่ยอมลดเกรดของบริษัทเหล่านี้ ซึ่งเมื่อเรื่องแดงขึ้น เช่น ฐานะของบริษัทเกิดวิกฤติขั้นล้มละลาย จึงได้มีการไต่สวนกัน และมีความพยายามที่จะกล่าวว่าเป็นเรื่องที่เกิดจากความละโมบของประธานผู้บริหารและกลุ่มพวกไม่กี่คน และมีการทำให้เรื่องอื้อฉาวนี้จำกัดวงหรือมีการแก้ไขที่ชักช้า กรณีที่ถือว่าเป็นแบบฉบับ ได้แก่ บริษัท เอนรอน การกระทำแบบนี้พบว่าระบาดไปกว้างขวางในบรรษัทใหญ่ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะสหรัฐ แต่ยังมีที่ฝรั่งเศส และลามไปถึงเกาหลีใต้ แต่ที่เด่นมากอยู่ที่สหรัฐซึ่งบรรษัทข้ามชาติส่วนใหญ่อยู่ที่นี่ หน้า 37 เศรษฐกิจใต้ดิน : (3) การงอกงาม ใต้ร่มเงาโลกาภิวัตน์ โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย (TTMP) โดยการสนับสนุนของ สกว. มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1215 จากบทรายงานว่าด้วย "สิบบรรษัทยอดแย่ในปี 2002" ของวารสารตามดูบรรษัทข้ามชาติ (Multinational Monitor, ธันวาคม 2002) ได้ชี้ว่า ปี ค.ศ.2002 เป็นสุดยอดของการเปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชั่น ในหมู่บรรษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับสถาบันการเงิน ได้แสดงความประพฤติมิชอบของบรรษัทจำนวนมาก เช่น บริษัท เวิลด์คอม เปิดเผยว่า ได้แสดงบัญชีกำไรเกินความจริงไป 9 พันล้านดอลลาร์ บริษัทในวอลสตรีต 5 แห่งรวมทั้ง โกลด์แมน แซคส์ และ ซิตี้ กรุ๊ป ถูกปรับเป็นเงินกว่า 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากไปทำลายอี-เมลที่ทางการต้องการ บริษัท อาร์เธอร์ แอนเดอร์เซน บริษัทที่ตรวจบัญชีอื้อฉาวใน กรณีเอนรอน กรณีบริษัทยาสูบ บริติช อเมริกัน ซึ่งเป็นบริษัทผลิตบุหรี่ใหญ่เป็นที่สอง รองจาก ฟิลิป มอริส ซึ่งยังปฏิเสธว่าควันบุหรี่จากการสูบ (Second-hand Smoke) นั้นเป็นอันตรายต่อสุขภาพ และทำลายหลักฐาน เกี่ยวกับงานวิจัย ถึงการเสพติด และอันตรายจากนิโคติน บรรษัท ไดน์คอร์ป (DynCorp) ซึ่งเป็นบรรษัทรับจ้างปฏิบัติทางทหาร มีรายได้ปีละ 2 พันล้านดอลลาร์ เช่น เป็นผู้ให้การอารักขาแก่ประธานาธิบดีคาร์ซีร์ แห่งอัฟกานิสถาน รับจ้างโปรยยากำจัดวัชพืช (Herbicide) เพื่อทำลายต้นโคคาในประเทศโคลัมเบีย ซึ่งปรากฏว่า ยานั้นปลิวข้ามแดนไปยังประเทศเอกวาดอร์ มีเกษตรกรชาวเอกวาดอร์กลุ่มหนึ่ง นำเรื่องนี้ขึ้นฟ้องร้องต่อศาลในสหรัฐ หรือเกี่ยวกับการผลิตช็อกโกแลต ซึ่งได้วัตถุดิบจากต้นโกโก้ ที่ปลูกมากในประเทศไอวอรี โคสต์ ที่สามารถผลิตโกโก้ได้มากถึงร้อยละ 43 ของโลก การทำไร่โกโก้นี้ เป็นที่รู้กันว่าใช้แรงงานเด็ก ส่วนมากอายุระหว่าง 12-16 ปี บางคนอายุน้อยเพียง 9 ปี ถูกลักลอบนำเข้าประเทศนี้จำนวนราว 15,000 คน เนื่องจากราคาโกโก้ถูกกด จึงต้องใช้แรงงานที่ถูกที่สุด บริษัทที่ผลิตช็อกโกแลตในประเทศที่ร่ำรวย ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง แต่ตอบสนองกับปัญหานี้ช้ามาก เริ่มต้นด้วยการปฏิเสธความจริง ต่อมายอมรับ และหลังจากถูกกดดันอย่างหนัก จึงได้คิดวางแผนในการแก้ปัญหา นอกจากนี้ ยังมีบรรษัทยา บรรษัททางด้านน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติที่มุ่งเน้นกำไร จนละเลยต่อสุขภาพผู้ใช้ คุณภาพสิ่งแวดล้อม ตลอดจนผลกระทบด้านอื่น เอริก ชลอสเชอร์ นักเขียนหนังสือที่เคยติดอันดับขายดีที่สุดชื่อ "ประเทศฟาสต์ฟู้ด" (Fast Food Nation) ได้เขียนหนังสือเล่มล่าสุดชื่อ "บ้าบุหรี่กัญชา" (Reefter Madness and Other Tales from the American Underground) ได้ตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดการแสวงหาความสุขส่วนตัว อย่างเช่น การสูบกัญชาจึงถูกปราบปรามอย่างรุนแรง ขณะที่อาชญากรรมต่อรัฐกลับไม่ได้รับความสนใจเท่า เช่น "ฆาตรกรโดยเฉลี่ยต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 11 ปีในสหรัฐ ขณะที่มีประชาชน 110,000 คนเสียชีวิตทุกปีเพราะเหล้า แต่โทษสำหรับผู้ครอบครองกัญชาแม้เพียงเล็กน้อย กลับสูงถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต" ชลอสเซอร์เชื่อว่ามีสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลบางอย่าง เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังจะเห็นว่าสมาชิกพรรครีพับลิกัน และพรรคเดโมแครต ต่างยืนยันที่จะปราบปรามกัญชาอย่างไม่ลดลาวาศอก ขณะที่กลับรับเงินหลายล้านดอลลาร์ จากนักล็อบบี้ของธุรกิจเหล้าและบุหรี่ ชลอสเซอร์เห็นว่ามีความขัดแย้งกันในตัวอย่างมากที่เกิดปรากฏการณ์ที่ของบางอย่าง เช่น กัญชา และภาพโป๊ ไม่ได้รับอนุญาตให้ขาย เพราะถือว่าเป็นสิ่งผิดศีลธรรม ในขณะที่สิ่งอื่นได้แก่การเอารัดเอาเปรียบแรงงานต่างชาติผู้ยากจน และมีสุขภาพทรุดโทรม กลับแทบไม่ได้ทำให้ผู้มีศีลธรรมรู้สึกสะดุ้งสะเทือน (กรุงเทพธุรกิจ 140846) ดังนั้น ไม่เพียงบรรษัทใหญ่จะกระทำผิดกฎหมาย ยังสามารถล็อบบี้ให้การกระทำบางอย่างผิดหรือไม่ผิดกฎหมายได้อีก บทนำของวารสาร Multinational Monitor ฉบับเดือนมีนาคม 2003 ได้ชี้ว่ารัฐส่วนใหญ่ในสหรัฐ นั่นคือรวม 39 รัฐด้วยกันที่ใช้วิธีการเลือกตั้งผู้พิพากษาในรูปแบบต่างๆ ซึ่งแต่ก่อนก็เป็นการเลือกที่เงียบๆ ไม่เป็นที่สนใจนัก และในช่วงทศวรรษหลังๆ ได้กลายเป็นที่สนใจมากขึ้น เมื่อบรรษัทได้ทุ่มเงินไปในการเลือกตั้งผู้พิพากษา ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และรัฐเท็กซัส เป็นต้น โดยพยายามทำให้ผู้พิพากษา ที่เป็นมิตรกับบรรษัทได้รับการเลือกตั้ง ใน ค.ศ.2000 หอการค้าและกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจเห็นว่า ควรจะเข้ามาสนับสนุนการเลือกผู้พิพากษาศาลฎีกาของรัฐ และปรากฏว่าในปีนั้นเอง ผู้เข้าสมัครชิงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกาได้รับเงินสนับสนุนรวมกันถึง 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 68 จากปี 1998 และเพิ่มมากกว่า 2 เท่าจากปี 1994 เมื่อถึงปี 2002 มีรายการโฆษณาทางโทรทัศน์ในการชิงตำแหน่งผู้พิพากษาถึง 9 รัฐ เมื่อเทียบกับ 5 รัฐในปี 2000 การโฆษณาทางการเมืองในโทรทัศน์สหรัฐมีราคาแพงและได้ผลสูง บทนำนี้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบเงินบริจาค ให้แก่การเลือกตั้งผู้พิพากษา และจำกัดยอดเงินการบริจาค อนึ่ง การคอร์รัปชั่นประพฤติมิชอบในหมู่บริษัทตั้งแต่ระดับเล็กถึงระดับใหญ่ มักเกี่ยวพันกับการทุจริตคอร์รัปชั่น ในวงราชการหรือเจ้าพนักงานรัฐ หรือเกี่ยวพันลึกซึ้งถึงขั้นว่าเจ้าของผู้ประกอบการเหล่านี้หรือตัวแทน ได้เข้ามามีอำนาจรัฐในระดับต่างๆ หรือในทางกลับกัน ข้าราชการ หรือเจ้าพนักงานรัฐที่อาศัยการมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ได้เข้าประกอบธุรกิจ ซึ่งก็มักมีการลงทุนร่วมหรือมีการร่วมมือกับนายทุนนักธุรกิจ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการแต่งงาน เกี่ยวดองกันระหว่างข้าราชการ กลุ่มนักธุรกิจ และนักการเมือง ผสมกลมเกลียวกัน จนกระทั่งการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น เป็นเรื่องที่ยากมากในหลายประเทศ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ที่สถาบันการเมืองสมัยใหม่ยังไม่แข็งแรงมั่นคง และการพัฒนาระบบทุนยังไม่ได้ก้าวหน้ามาก การคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาใหญ่เรื่องหนึ่ง องค์การระหว่างประเทศ เช่นองค์การสหประชาชาติ และโออีซีดี ได้เคลื่อนไหวจัดประชุม เพื่อต่อสู้กับการคอร์รัปชั่นอย่างเอาจริงเอาจัง หลายต่อหลายครั้ง นอกจากนี้ ยังมีองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าร่วมจำนวนมาก ที่เป็นกลุ่มก้อนและมีผลงานมาก ได้แก่ องค์การเพื่อความโปร่งใสสากล (Transparency International Organization) เนื่องจากเห็นว่าเป็นปมของปัญหา ถ้าหากขจัด หรือลดทอนการคอร์รัปชั่นลงแล้ว ปัญหาองค์กรอาชญากรรม โดยเฉพาะการฟอกเงินกับธุรกิจใต้ดินก็น่าจะลดตามไปด้วย ในปลายเดือนพฤษภาคม 2003 ได้มีการจัดประชุมต่อต้านคอร์รัปชั่นระหว่างประเทศครั้งที่ 11 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ องค์กรที่ร่วมจัดที่สำคัญ ได้แก่ องค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก องค์การตำรวจสากล หอการค้าสากล และองค์การเพื่อความโปร่งใสสากล การประชุมครั้งนี้เน้นในปัญหาธรรมาภิบาลของบรรษัท หลังกรณีเอนรอน การอุดหนุนทางการเงินแก่พรรคการเมือง การติดตามทรัพย์สินที่ถูกโจรกรรม การฟอกเงิน และการคอร์รัปชั่นในกระบวนการสร้างประเทศ หลังความขัดแย้งใหญ่ จากการที่มีการะประชุมระหว่างประเทศต่อต้านคอร์รัปชั่น เป็นสิบครั้งมาแล้ว มีองค์กรใหญ่ และบุคคลระดับประมุข และผู้นำสำคัญของประเทศเข้าร่วม แต่การคอร์รัปชั่นก็ดูเหมือนไม่ได้ลดราลงจนเห็นได้ ประเทศเกาหลีใต้ที่เป็นเจ้าภาพจัดประชุมก็ปรากฏว่า มีผู้นำระดับสูง และครอบครัว พัวพันกับการคอร์รัปชั่นจนกระทั่งเป็นข่าวอื้อฉาวไปทั้งโลก เหล่านี้แสดงว่าการปราบปรามคอร์รัปชั่นนั้นไม่ใช้เรื่องง่าย สําหรับโออีซีดีหรือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อันเป็นการรวมกลุ่มของประเทศร่ำรวยนั้น ก็ได้มีการจัดการประชุมต่อต้านการติดสินบน ในการติดต่อทางธุรกิจระหว่างประเทศ ในปี 2540 (Convention of Combating of Foreign Public Officials in International Business Transaction, 1997) ได้แสดงความกังวลว่า มีปรากฏการณ์ติดสินบนอย่างกว้างขวาง ในการทำธุรกรรมทั้งในส่วนของการค้าและการลงทุน ซึ่งมีผลกระทบด้านลบต่อศีลธรรม และทางการเมืองอย่างรุนแรง บ่อนทำลายธรรมาภิบาล (Good Governance) และการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และบิดเบนเงื่อนไขการแข่งขันทางธุรกิจระหว่างประเทศ ที่ประชุมนี้เห็นว่าทุกประเทศจำต้องมีส่วนร่วม ในการต่อต้านการติดสินบนระหว่างประเทศ ซึ่งก็เป็นความเห็นที่ไม่ผิดอะไร แต่มีข้อเท็จจริงว่าการติดสินบนระหว่างประเทศนั้น มักเป็นการให้จากบรรษัทข้ามชาติ และอาจรวมองค์การระหว่างประเทศ ที่ประเทศมั่งคั่งมอบแก่เจ้าพนักงานรัฐในประเทศกำลังพัฒนา (แน่นอนว่าย่อมมีการติดสินบนระหว่างประเทศพัฒนาแล้วด้วยกัน เช่น กรณีล็อกฮีตของประเทศญี่ปุ่น ) ไม่ใช่ตรงข้ามกัน นอกจากนี้ ยังปรากฏกรณีที่รัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่ง ที่ไม่ยอมเปิดตลาด หรือเอื้อต่อการค้าการลงทุนของบรรษัท ของประเทศมหาอำนาจ ถูกแทรกแซง เคลื่อนไหวล้มล้าง กระทั่งใช้กองทหารเพื่อเข้ามายึดครอง กรณีล่าสุด ได้แก่ ประเทศอิรัก และก็ปรากฏอีกว่ารัฐบาลประเทศมหาอำนาจจะสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ และมักจะมีการคอร์รัปชั่นสูง ในประเทศในประเทศกำลังพัฒนาเหล่านั้น หากรัฐบาลเหล่านั้น สามารถพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประเทศ และบรรษัทเหล่านั้นได้ดี ดังนั้น ความรับผิดชอบจึงไม่น่าจะเฉลี่ยให้เท่ากัน ในเดือนมิถุนายน 2003 สำนักข่าวอินเตอร์เพลสได้รายงานข่าวการจัดอันดับการคอร์รัปชั่น ในประเทศแอฟริกาของสมัชชาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสโมสรคนรวยของโลก การจัดนี้อยู่ในดัชนีสถาบันสาธารณะ (Public Institutions Index) ซึ่งเมื่อรวม กับดัชนีอื่นแล้ว ก็ใช้เป็นดัชนีวัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มีเสียงวิจารณ์ว่าการจัดดัชนีคอร์รัปชั่นของประเทศในแอฟริกานั้น ขาดการมองถึงบทบาทของบรรษัทข้ามชาติ ที่เป็นสมาชิกของสโมสรนี้เอง ริก โรว์เดน แห่งองค์การสู้รบการช่วยเหลือสหรัฐ (Action Aid USA) แสดงทัศนะว่ารายงานนี้ทำเหมือนว่า การคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นในสุญญากาศ หรืออยู่ภายในรัฐบาลเท่านั้น แต่การประพฤติคอร์รัปชั่นนั้น เกิดขึ้นสองทางเสมอระหว่างรัฐบาลกับธุรกิจ ซาลิห์ บูเกอร์ นักเคลื่อนไหวชาวแอฟริกาเห็นว่า นี่เป็นการยินยอมให้ชนชั้นอาชญากรชั้นหนึ่ง นั่นคือซีอีโอของบรรษัทในประเทศมั่งคั่งตะวันตก ในการสร้างแต่งข้อกล่าวหาตามที่พวกเขาต้องการแก่หุ้นส่วนชั้นรอง ที่ว่านอนสอนง่ายได้แก่รัฐบาลในประเทศแอฟริกา นักเคลื่อนไหวทั้งหลายได้ชักชวนให้ประชาชนช่วยกันจับตาดูว่า บรรษัทข้ามชาติ เข้ามาทำอะไรในประเทศของตน เมื่อปีที่ผ่านมามีวิศวกรจากบริษัทที่ปรึกษาแคนาดา ถูกจับขึ้นศาลเลโซโธในข้อหาติดสินบน เพื่อให้ได้สัญญาในการสร้างเขื่อนมูล ค่าหลายพันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม บูเกอร์ยอมรับว่าชาวแอฟริกา ควรต้องจับตาดูรัฐบาลของตน และรัฐบาลในประเทศพัฒนาแล้ว ก็ควรจะดูแลบรรษัทของตนให้ดีด้วย การศึกษาเชิงประจักษ์เกี่ยวกับคอร์รัปชั่นของ ดร.โยฮัน กราฟ แลมสดอร์ฟ (ค.ศ.1999) มีผลการศึกษาที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่ง ในประเด็นที่ว่า-รัฐบาลที่คอร์รัปชั่นจะเป็นอุปสรรค หรือส่งเสริมเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มโออีซีดี - ซึ่งมีผู้ศึกษากันหลายคณะ มีการใช้ตัวบ่งชี้การทดสอบต่างๆ บางคณะวิจัยพบว่า ประเทศในกลุ่มโออีซีดีผู้ให้เงินช่วยเหลือ ไม่ได้มีการจำแนกว่า ประเทศใดมีการคอร์รัปชั่นมากหรือไม่ ตรงกันข้ามกลับกลายเป็นว่า ประเทศที่มีคอร์รัปชั่นมาก ดูเหมือนจะได้รับการช่วยเหลือจากกลุ่มโออีซีดีสูง เมื่อเปรียบเทียบการช่วยเหลือแบบทวิภาคี พบว่าประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย และออสเตรเลีย มีแนวโน้มที่จะเลี่ยงไม่ให้เงินช่วยเหลือ แก่ประเทศที่มีคอร์รัปชั่นมาก ที่อยู่ขั้วตรงข้ามได้แก่สหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศที่ให้เงินช่วยเหลือรายใหญ่ของโลก บ่งว่าสหรัฐมีแนวโน้มที่จะช่วยเหลือประเทศที่มีคอร์รัปชั่นมาก รายงานคอร์รัปชั่นโลก 2003 ที่จัดทำโดยองค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศที่เผยแพร่ในเดือนมกราคม 2003 แสดงความเห็นในด้านดีว่า คอร์รัปชั่นกำลังหมดที่ซ่อน ทั้งนี้เพราะการทำงานของผู้เป่านกหวีด หรือผู้ควบคุมกติกาการเล่น ซึ่งมีการจัดตั้งขึ้นมามากในประเทศต่างๆ อันเนื่องจากการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่นที่ดำเนินต่อเนื่องมานาน เช่น ประเทศไทยมีคณะกรรมการปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นอกจากนี้ ยังมีการเกิดเปิดโปงโดยสื่อมวลชน รายงานนี้ชี้ว่าการให้ประชาชน เข้าถึงข่าวสารเป็นอาวุธที่สำคัญในการต่อสู้คอร์รัปชั่น นอกจากนี้ การสร้างธรรมาภิบาลในบรรษัท ก็เป็นสิ่งสำคัญหลังจากเกิดกรณีเอนรอนขึ้นแล้ว และยังให้สนใจติดตาม การทำงบประมาณที่โปร่งใสด้วย อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจประชามติจำนวนมากกว่า 4 หมื่นคนใน 47 ประเทศทั่วโลกโดยองค์การโปร่งใสระหว่างประเทศ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2003 โดยมีคำถามข้อหนึ่งว่า หากมีไม้เท้าวิเศษ และท่านสามารถขจัดคอร์รัปชั่น จากสถาบันต่อไปนี้ท่านจะเลือกขจัดที่สถาบันใด ปรากฏว่า 3 ใน 4 ประเทศระบุว่าจะขจัดในพรรคการเมือง ถ้าหากนับเป็นตัวผู้ตอบคำถามจะเป็น 3 ใน 10 ของผู้ตอบเห็นว่าเป็นพรรคการเมือง ศาลยุติธรรมตามเป็นที่สอง โดยมีผู้ตอบ 1 ใน 7 ตำรวจเป็นอันดับสามตก 1 ใน 9 ซึ่งแสดงว่าการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นยากเพียงใด สำหรับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่มีภาพลักษณ์สงบสุข และปลอดคอร์รัปชั่น พบว่าชาวสวิสเห็นว่า คอร์รัปชั่นในประเทศระบาดไปทั่ว โดยชาวสวิส จำนวนถึงร้อยละ 80 เห็นว่าคอร์รัปชั่น มีผลต่อชีวิตทางการเมืองอย่างมาก ฟิลิปป์ เลวี่ ผู้อำนวยการสำรวจกล่าวว่าเขาตกใจมาก และเชื่อว่าหากถามคำถามเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ชาวสวิสน่าจะตอบว่าไม่มีคอร์รัปชั่นในสวิตเซอร์แลนด์
หน้า 45 เศรษฐกิจใต้ดิน : (4) การงอกงาม ใต้ร่มเงาโลกาภิวัตน์ โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย (TTMP) โดยการสนับสนุนของ สกว. มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 05 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1216 ง) เป็นการประพฤติผิดกฎหมายโดยตรงโดยองค์กรอาชญากรรม (Organized Crime) ซึ่งมีเบื้องหลังอันซับซ้อน บางองค์กรมีเครือข่ายกว้างขวางในหลายประเทศ หรือเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ (Transnational Organized Crime) ซึ่งเติบใหญ่และมีอำนาจทางการเงินและอิทธิพลต่อสังคมไม่น้อย เช่น การกระทบต่อความมั่นคงของบุคคลในสังคม ตามรายงานประจำปีการพัฒนามนุษย์ 1999 (Human Development Report 1999) ของแผนงานพัฒนามนุษย์ องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็นดีพี ได้กล่าวว่าองค์กรอาชญากรรมได้เฟื่องฟูขึ้นจากกระบวนโลกาภิวัตน์ (ความจริงอาจกล่าวได้ว่า เศรษฐกิจใต้ดินทั้งหมดได้เฟื่องฟูหรือขยายขนาดขึ้นอย่างมาก ในช่วงของกระแสโลกาภิวัตน์เมื่อราว 20 ปีมานี้) โดยกลุ่มอาชญากรได้ใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงหลายประการในกระบวนโลกาภิวัตน์ ได้แก่ (1) การแก้กฎระเบียบทางตลาดเงิน ซึ่งทำให้สามารถเคลื่อนย้ายเงินไปทั่วโลกได้สะดวกขึ้น ข้อห้ามต่างๆ ถูกขจัดไปโดยมาก (2) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เช่น โทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต ที่สามารถติดต่ออย่างสะดวกรวดเร็ว สามารถใช้ในการค้ายาเสพติด อาวุธ และสตรี โดยหาร่องรอยได้ยาก (3) การขนส่งที่ถูกลงมาก ทำให้เคลื่อนย้ายสินค้าได้รวดเร็ว มีค่าใช้จ่ายน้อย ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มกำไร และเป็นเหตุจูงใจให้มีบุคคลเข้ามาร่วมขบวนการก่ออาชญากรรมได้มากขึ้น (4) การถ่ายโอนความรู้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่เป็นการศึกษาแบบถูกกฎหมาย และที่สนับสนุนพฤติกรรมอาชญากรรม เช่น ความรู้ทางด้านผลิตยาเสพติด การหาเงินร้อนหรือเงินสกปรก การผลิตอาวุธ รายงานของยูเอ็นดีพีไม่ได้ระบุสาเหตุปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง ได้แก่ ในกระบวนโลกาภิวัตน์หรือธุรกิจข้ามแดนนั้น ระบบทุนได้พัฒนาไปถึงขั้นที่ทุนการเงินมีอำนาจสูง มีการใช้เงินเพื่อต่อเงินโดยตรง ไม่จำเป็นต้องผ่านการผลิต การเคลื่อนย้ายเงินเกือบทั้งหมดเป็นไปเพื่อการเก็งกำไร ในตลาดเงินบ้าง ตลาดทุนบ้าง จนมีผู้ขนานนามระบบทุนขั้นนี้ว่าเป็นทุนนิยมกาสิโน ตลาดมีลักษณะเหมือนบ่อนการพนัน กลายเป็นเหมือนธุรกิจสีเทา หรือธุรกิจกึ่งใต้ดินในตัว สภาวะเช่นนี้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ 2 ด้าน ได้แก่ (1) การทุจริตคอร์รัปชั่นที่แพร่ระบาดในบรรษัทขนาดใหญ่ทั่วโลก ตั้งแต่การแต่งบัญชีจนถึงการให้ข่าวสารการวิเคราะห์ที่เป็นเท็จ เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินจำนวนมาก (2) เปิดช่องทางให้มีการฟอกเงินได้สะดวก ดังนั้น จึงเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจใต้ดินและองค์กรอาชญากรรม ธุรกิจใต้ดินที่รายงานของยูเอ็นดีพีเน้นได้แก่ การค้าที่ผิดกฎหมาย (Illicit Trade) ได้แก่ การค้ายาเสพติด การค้าสตรี ค้าอาวุธและการฟอกเงิน ซึ่งประมาณว่าในปี 1995 การค้ายาเสพติดมีมูลค่าร่วมกันถึงราวร้อยละ 8 ของการค้าโลก การค้าสตรีมีมูลค่าราว 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ส่วนการฟอกเงินนั้น ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศประมาณว่ามีมูลค่าราวร้อยละ 2-5 ของจีดีพีโลก เท่ากับว่าองค์กรอาชญากรรมได้สร้างรายได้ถึงปีละราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สามารถท้าทายอำนาจของบรรษัทข้ามชาติได้ทีเดียว องค์การสหประชาชาติได้จัดการประชุมเพื่อต่อต้านองค์กรอาชญากรรมหลายครั้ง จนได้มีการร่างสนธิสัญญาในการปราบปรามองค์กรอาชญากรรมขึ้น โดยให้คำจำกัดความองค์กรอาชญากรรมว่า ได้แก่ กลุ่มบุคคล (Structured Group) ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ดำรงอยู่นานช่วงหนึ่ง ได้ประกอบอาชญากรรมร้ายแรง (มีโทษจำคุกตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป) หรือละเมิดกฎระเบียบโดยมีจุดมุ่งหมายทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางวัตถุ เป้าหมายที่สำคัญของสนธิสัญญาฯ ได้แก่ การปราบปรามการฟอกเงินและคอร์รัปชั่น และให้รัฐบาลต่างๆ ตั้งหน่วยงานเพื่อเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบในการดำเนินมาตรการนี้ ซึ่งในประเทศไทยก็ได้มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติขึ้น การให้คำจำกัดความแบบที่สามของเศรษฐกิจใต้ดินเน้นในเรื่องการสนองสินค้าและบริการตัวเอง (Self Provisioning of Goods and Service) ในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งเสนอโดยนักสังคมวิทยาชาวอังกฤษกลุ่มหนึ่ง นักวิชาการกลุ่มนี้ชี้ว่ากิจกรรม อย่างเช่น การซ่อมบ้านและการทำพืชผักสวนครัวในประเทศพัฒนาแล้วนี้ เป็นการปฏิบัติของคนชั้นกลาง ไม่ใช่คนยากจนอย่างในประเทศกำลังพัฒนา การสนองสินค้าและบริการตนเองนี้ เท่ากับเป็นการถอนการบริโภคในครัวเรือนออกจากการพึ่งพาสินค้าและบริการในตลาด แต่บางคนเห็นว่ากิจกรรมกลุ่มนี้ก็เป็นการผลิตพอยังชีพหรือการผลิตแบบพอเพียงอย่างหนึ่ง อนึ่ง อาจตีความได้ว่าการที่ชนชั้นกลางต้องสนองสินค้าและบริการตนเองมากขึ้น แสดงว่าชนชั้นกลางเองเริ่มเผชิญกับปัญหารายได้ไม่พอจ่าย มีภาวะหนี้สินมาก หรือกลายเป็นคนจนอย่างสัมพัทธ์ นอกจากนี้ หากนับการสนองสินค้าและบริการตนเองเป็นเศรษฐกิจใต้ดินแล้ว ก็ยิ่งไม่มีเหตุผลใดที่จะปัดเอางานบ้านที่ทำโดยสตรีเป็นส่วนใหญ่ออกจากเศรษฐกิจใต้ดิน เพราะว่างานบ้านนั้นกินเวลาไม่น้อย บางคนกล่าวว่าถ้าจะทำให้ดีเป็นงานที่ต้องทำเต็มเวลาทีเดียว สรุปความหมาย/คำนิยามเศรษฐกิจใต้ดิน จากที่กล่าวมาข้างต้นอาจสรุปได้ว่า ขอบเขตหรือกิจกรรมเศรษฐกิจใต้ดิน มีอยู่ 4 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ 1) กิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนฐานราก หรือผู้ที่อยู่ชายขอบที่ถูกกันออกไปจากเศรษฐกิจแบบเป็นทางการด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ดิ้นรนเพื่อที่จะเอาตัวรอดในโลกของการผูกขาด 2) กิจกรรมที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นหรือไม่โปร่งใสตรวจสอบยาก รวมทั้งในภาครัฐตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ และองค์กรพหุภาคีระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และองค์การการค้าโลก และบริษัทในภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งมีตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ประเภทบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งมีการหลีกเลี่ยงภาษี การแต่งบัญชี การติดและการรับสินบน การออกและการแก้กฎระเบียบที่เอื้อต่อบริษัทที่มีอิทธิพล การไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามความรับผิดชอบต่อสังคม เช่น เจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือบริษัทละเลยต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม 3) องค์กรอาชญากรรม ซึ่งมีทั้งในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับข้ามชาติ ที่ประกอบธุรกิจใต้ดินหลายอย่าง ตั้งแต่การค้ายาเสพติด บ่อนการพนันผิดกฎหมาย การปลอมแปลงสินค้า การค้าคน โดยเฉพาะแรงงานอพยพ โสเภณี การลักลอบค้าอาวุธ 4) กิจกรรมอื่นๆ ซึ่งดูยังไม่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปนัก แต่ก็ควรจับตาดู เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่มีขนาดใหญ่ เกี่ยวข้องและมีผลกระทบต่อคนหมู่มาก ได้แก่ (1) การให้บริการตนเอง (Self Provision) เช่น ซ่อมแซมบ้าน ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจศึกษามากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐ (2) งานบ้านซึ่งส่วนใหญ่สตรีเป็นผู้รับทำ ซึ่งมีการศึกษาอย่างกว้างขวางเป็นกรณีเฉพาะต่างหากอยู่แล้ว และ (3) การก่อการร้ายสากล ที่ได้รับความสนใจมากขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์วินาศกรรมตึกเวิลด์เทรดในกรุงนิวยอร์ก ในเดือนกันยายน 2001 พบว่าการก่อการร้ายนี้สัมพันธ์กันทั้งกับขบวนการกู้ชาติ การล้มล้างรัฐบาล การค้าสิ่งมีค่า เช่น เพชร และการค้ายาเสพติด ทั้งยังมีการตั้งธุรกิจบังหน้าอีก กระทั่งมีเงินอุดหนุนลับๆจากหลายฝ่าย อนึ่ง การก่อการร้ายนี้มีทั้งการก่อการร้ายระดับกลุ่ม และการก่อการร้ายระดับรัฐ ได้กลายเป็นปฏิบัติการที่มีความสำคัญทางการเมืองทั่วโลกในปัจจุบัน และอาจจะมากขึ้นตามความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การแข่งขันและการแย่งชิงอำนาจในเวทีที่เข้มข้นขึ้น สรุปเกี่ยวกับการใช้ชื่อเรียกเศรษฐกิจใต้ดิน พบว่าชื่อที่ใช้เรียกเศรษฐกิจนอกระบบนั้นมีอยู่หลายชื่อด้วยกัน ตามแต่ทัศนะ ท่าที และจุดเน้นของผู้ใช้ นอกจากนี้ บางทีก็มีการตีความที่ไม่ตรงกัน บางคนถือคำว่าเศรษฐกิจนอกระบบเป็นคำที่กว้างครอบคลุมกิจกรรมอื่นทั้งหมด บางคนใช้คำว่าเศรษฐกิจใต้ดินแทน ในที่นี้จะยกตัวอย่างการตีความหมายของ ซัวเรส เอ็น. ชองเด้ (Suresh N. Shende) เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานด้านการใช้ทรัพยากร องค์การสหประชาชาติ ซึ่งอธิบายว่า "เศรษฐกิจนอกระบบ" (Informal Economy) มักเน้นไปในกิจการของช่างฝีมือและวิสาหกิจขนาดเล็กที่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา คำว่า "เศรษฐกิจแฝงเร้น" (Hidden Economy) และ "เศรษฐกิจใต้ดิน" บางครั้งใช้เน้นไปในกิจกรรมที่เลี่ยงภาษี ส่วน "เศรษฐกิจคู่ขนาน" (Parallel Economy) และ "ตลาดมืด" (Black Market) มักเกี่ยวกับเรื่องการค้าหรือแลกเปลี่ยนเงิน (แต่บางคนใช้เศรษฐกิจคู่ขนาน ในความหมายที่แสดงถึงขนาดเศรษฐกิจใต้ดินที่ใหญ่ จนเหมือนกับคู่ขนานกับเศรษฐกิจที่เป็นทางการ) คำว่า "เศรษฐกิจไม่ใช่ทางการ" (Unofficial Economy) และ "เศรษฐกิจที่ไม่ได้บันทึก" (Unrecorded Economy) หมายถึงเศรษฐกิจที่หน่วยงานทางการไม่ได้ลงบันทึก สำหรับคำว่า "เศรษฐกิจเงา" (Shadow Economy) เน้นเรื่องความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเหมือนกับสายน้ำของเศรษฐกิจแบบนี้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน เช่น ของกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก ซึ่งผู้ที่ทำกิจกรรมเศรษฐกิจแบบนี้จะได้รับผลประโยชน์มากกว่าการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบทางการ นอกจากข้างต้นแล้วยังมีชื่อเรียกเศรษฐกิจใต้ดินอย่างอื่นอีก ได้แก่ "เศรษฐกิจเงินสด" (Cash Economy) โดยเพ่งเล็งว่าเศรษฐกิจใต้ดินนิยมใช้เงินสด "เศรษฐกิจที่จัดระเบียบตนเอง" (Self-regulated Economy) เน้นสภาพที่ผู้อยู่ในเศรษฐกิจนี้จัดการแก้ไขปัญหาและการปรับตัวเอง ไม่ได้อาศัยการดูแลคุ้มครองจากรัฐ "เศรษฐกิจที่บริการตนเอง" (Self-service Economy) เน้นการสนองสินค้าและบริการแก่ตนเอง "เศรษฐกิจที่สอง" (Second Economy) โดยถือเศรษฐกิจในระบบเป็นเศรษฐกิจที่หนึ่ง "เศรษฐกิจสนธยา" (Twilight Economy) ความหมายคล้ายเศรษฐกิจใต้ดิน "เศรษฐกิจสีเทา" (Grey Economy) เน้นลักษณะทั่วไปของเศรษฐกิจแบบนี้ที่ทั้งไม่ขาวและไม่ดำ อนึ่ง ยังเป็นที่น่าสังเกตว่าเส้นแบ่งระหว่างเศรษฐกิจในระบบกับนอกระบบมีความพร่ามัวมากขึ้นในระยะหลัง "เศรษฐกิจที่ผิดปกติ" (Irregular Economy) "เศรษฐกิจที่ไม่ได้มีการสังเกต" (Unobserved Economy) ความหมายใกล้เคียงกับเศรษฐกิจที่ไม่ได้บันทึก "เศรษฐกิจที่มองไม่เห็น" (Invisible Economy) "เศรษฐกิจที่จมอยู่ข้างล่าง" (Submerged Economy) "เศรษฐกิจที่ไม่ใช่ทางการ" (Unofficial Economy) หน้า 45 เศรษฐกิจใต้ดิน : (5) การงอกงาม ใต้ร่มเงาโลกาภิวัตน์ โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย (TTMP) โดยการสนับสนุนของ สกว. มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1217 เหตุปัจจัย ขนาด แนวโน้ม และการวัด เหตุปัจจัยสำคัญของเศรษฐกิจใต้ดิน ที่กล่าวกันมากในเอกสารรายงานต่างๆ ได้แก่ 1) ความไม่มีประสิทธิภาพทางกฎหมาย คนหันไปทำกิจกรรมใต้ดิน เพราะว่าค่าใช้จ่ายของการทำสิ่งที่ถูกกฎหมายต่างๆ สูง เช่น ค่าใช้จ่ายตามกฎระเบียบหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทำธุรกรรม (Transaction Cost) เฮอร์นานโด เดอ โซโต นักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของเปรูก็เห็นเช่นนั้น ในประเทศมั่งคั่งค่าใช้จ่ายในการโอนเงินค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับรายได้ประชาชาติ ตรงข้ามกับในประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา 2) การทุจริตคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ 3) การทุจริตคอร์รัปชั่นของบรรษัท 4) การเลี่ยงภาษีและภาระอื่น 5) การสะสมทุนเบื้องต้น เป็นการวิเคราะห์สำหรับประเทศที่เคยเป็นสังคมนิยม ได้แก่ อดีตสหภาพโซเวียต ยุโรปตะวันออก และประเทศจีน แต่หากมองในเชิงประวัติศาสตร์ ที่อ้างอิงกันมาก คือที่ คาร์ล โปลันยี เสนอในหนังสือชื่อ "การแปลงโฉมใหญ่" (The Great Transformer.1944) การแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจสมัยก่อนการแปลงโฉมใหญ่นั้น เป็นการแลกเปลี่ยนที่มีลักษณะต่างตอบแทน (Reciprocity) หรือควบคุมโดยธรรมเนียมในท้องถิ่นเป็นสำคัญ การแปลงโฉมใหญ่ที่เป็นการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการและระบบตลาดแบบทุนนิยมนั้นเกิดขึ้นภายหลัง ระบบตลาดแบบทุนนิยมนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของลัทธิปัจเจกชนอย่างสุดขั้วในการสร้างผลประโยชน์ส่วนตัวให้สูงสุด มีนักวิชาการบางคนเสนอว่า การแปลงโฉมใหญ่ในตะวันตก ไปสู่ "ลัทธิปัจเจกชนผู้เป็นเจ้าของ" (Possessive Individualism) นั้น เกิดขึ้นในราวศตวรรษที่ 17 แต่บางคนนับย้อนไปถึงศตวรรษที่ 13 ซึ่งอาจจะเป็นหน่ออ่อน ไม่มีลักษณะครอบงำเด่นชัดเหมือนในศตวรรษที่ 17 และมีผู้ศึกษาเรื่องนี้ระบุว่า ดักลาส นอธ นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ได้ศึกษาแนวคิดของโปลันยีและได้อธิบายเพิ่มเติม (ในบทความชื่อ Market and Other Allocation System in History, 1977) ว่า ในสมัยก่อนนั้นไม่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอื่น นอกจากในครัวเรือน สถาบัน และรัฐบาล การแลกเปลี่ยนถูกกระตุ้นโดยหน้าที่แห่งการเป็นเครือญาติ การเป็นเพื่อน เหตุผลทางศาสนาและการเมือง มากกว่าการแสวงหากำไร การแลกเปลี่ยนเกือบทั้งหมดกระทำโดยไม่มีตลาดเงิน ค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงในการติดต่อทางธุรกิจค่อนข้างต่ำ และตั้งอยู่บนฐานของความเชื่อถือ การแลกเปลี่ยนบางอย่างอาจดูมีลักษณะเป็นทางการ ในความหมายที่ว่า มีการทำให้เป็นสถาบัน หรือเป็นจารีต หรือมีการปฏิบัติจนเกิดเป็นแบบแผน แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นแบบไม่เป็นทางการ นอธได้ให้ความเห็นโดยสรุปว่า "สิ่งที่ทดแทนตลาดนี้ ไม่เพียงเป็นการแลกเปลี่ยนที่ครอบงำในสังคมเก่าเท่านั้น แต่ยังเป็นคงเป็นเช่นนี้ในปัจจุบัน" จากที่กล่าวนี้จะเห็นว่า เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดเศรษฐกิจนอกระบบ น่าจะมีใหญ่ๆ อยู่ 3 ประการ ได้แก่ 1) การที่เศรษฐกิจที่เป็นทางการหรือเศรษฐกิจระบบตลาดแบบทุนนิยม แม้ว่ามีลักษณะครอบงำ แต่ก็ไม่สามารถเข้าแทนที่การแลกเปลี่ยนดั้งเดิมได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นจริงมากในประเทศกำลังพัฒนาที่ระบบทุนยังพัฒนาไปน้อย 2) การที่เศรษฐกิจแบบทางการหรือแบบทุนนิยม โดยทั่วไปเอื้อต่อกลุ่มผู้มีทุนขนาดใหญ่ จึงมักกีดขวางไม่ให้คนยากจน เป็นต้น เข้าถึงระบบตลาดได้ หรือคนจำนวนมากที่แพ้การแข่งขัน เข้ามาสู่เศรษฐกิจนอกระบบ 3) เนื่องจากจุดอ่อนในระบบเศรษฐกิจ-การเมืองแบบตลาดทางการเอง ทำให้มีบางกลุ่ม ซึ่งมีตั้งแต่บริษัทเล็ก บรรษัทใหญ่ เจ้าพนักงานของรัฐ ไปจนถึงองค์กรอาชญากรรม ฉวยโอกาสในการสร้างผลประโยชน์กำไรและอิทธิพลอำนาจ โดยละเมิดหรือกระทำผิดกฎหมาย เกิดเป็นเศรษฐกิจใต้ดินขนาดใหญ่ขึ้น ซาราห์ บัสส์ (Sarah Busse, 2001) นักสังคมวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก เห็นว่าเหตุปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจใต้ดินเฟื่องฟู มีหลายประการได้แก่ 1) ความไม่พอเพียงหรือความล้มเหลวของเศรษฐกิจในระบบ 2) มีบุคคลที่ถูกกีดกันออกจากเศรษฐกิจในระบบเนื่องจากความยากจน พฤติกรรมกีดกัน และสภาพภูมิศาสตร์ 3) ผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ 4) วิกฤตฉับพลัน อย่างเช่นสงคราม เงินเฟ้อรุนแรง ก่อให้เกิดความยุ่งยากในเศรษฐกิจในระบบ 5) เจตนาที่จะต่อต้านข้อกำหนดในเศรษฐกิจในระบบ โดนัลด์ ดับลิว. ไลต์ (Donald W. Light, 2002) ศาสตราจารย์ทางด้านพฤติกรรม มหาวิทยาลัยนิวเจอร์ซี่ ได้ศึกษาเศรษฐกิจใต้ดินจากจุดของพฤติกรรม พบว่า พฤติกรรมในเศรษฐกิจใต้ดิน เน้นเรื่องความสัมพันธ์และมีลักษณะเป็นแบบต่างตอบแทน ฝังตัวเองอยู่ในเครือข่ายของความมีประโยชน์ร่วมกัน (Solidarity) และความไว้วางใจที่ซ่อนลึก (Tacit Trust) แต่ความไว้วางใจนี้ก็อาจถูกใช้ในทางที่ผิดได้ ดังนั้น การจะศึกษาเรื่องเศรษฐกิจใต้ดินจำต้องศึกษาเครือข่ายความมีประโยชน์ร่วมกันและความไว้วางใจที่ซ่อนลึกด้วย ไลต์ ได้ศึกษาพฤติกรรมของผู้อพยพและกลุ่มเชื้อชาติในเศรษฐกิจใต้ดินของสหรัฐ พบว่า มีลักษณะเด่น 6 ประการ ได้แก่ 1) สิ่งแวดล้อมที่ไม่แน่นอนและไม่เป็นมิตร 2) กฎระเบียบของผู้อื่นเป็นสิ่งขัดขวาง ดังนั้นผู้แสดง (Actor) ในเศรษฐกิจใต้ดินมักจะต้องบิดเบน ยักย้ายถ่ายเท เมินเฉยหรือกระทั่งละเมิดกฎหมายและกฎระเบียบใดที่จะเพิ่มค่าใช้จ่าย ความยุ่งยากและปัญหาแก่ธุรกิจของตน 3) การทำงานมีลักษณะไม่เป็นทางการและเป็นแบบส่วนตัว เช่น สตรีอพยพที่มาทำงานบ้านไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นลูกจ้าง (Employee) และสตรีที่จ้างคนเหล่านี้มาทำงาน ก็ไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นนายจ้าง (Employer) 4) ลักษณะการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) และมักเร่งรีบ แม้ว่าจะเป็นการกระทำรายวันอย่างเช่นการเก็บผลไม้ 5) มูลค่าแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น มูลค่าแลกเปลี่ยนนี้รวมทั้งเงิน กระบวนการและจารีตของการแลกเปลี่ยน และความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยน ซึ่งยืดหยุ่นสูงมาก เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจในระบบที่มีการแลกเปลี่ยนค่อนข้างตายตัว เช่น คนคนหนึ่งรับงานมาทำ ทำแล้วเสร็จ รับเงินค่าจ้าง ส่วนในเศรษฐกิจใต้ดินนั้น การจ่ายค่าจ้างไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน มูลค่าแลกเปลี่ยนในเศรษฐกิจนอกระบบที่สำคัญ ได้แก่ ทุนทางสังคม (Social Capital) 6) การจ่ายตามผลงาน ซึ่งจะเป็นผลดีแก่นายจ้างผู้ใช้แรงงานอพยพหรือแรงงานนอกระบบ แต่จะไม่เป็นผลดีแก่คนงาน ลักษณะทั้ง 6 ประการนี้กล่าวได้ว่าเป็นเงื่อนไขหรือสิ่งแวดล้อมของพฤติกรรมในเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งกล่าวได้ว่าดำรงอยู่เคียงคู่หรือ "คลอด" ออกมาจากเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการเอง ขนาดและแนวโน้ม ขนาดและแนวโน้มของเศรษฐกิจใต้ดิน 1) ที่น่าแปลกก็คือเศรษฐกิจนอกระบบนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่คาดคิดมาก เช่นการศึกษาหนึ่งที่จัดทำโดยสถาบันเพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยของเปรูในช่วงต้นทศวรรษ 1980 พบว่าร้อยละ 90 ของอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ร้อยละ 85 ของการขนส่งในเมือง ร้อยละ 60 ของกองเรือประมงของเปรู (ซึ่งใหญ่ติดอันดับโลก) และร้อยละ 60 ของร้านอาหารประกอบกิจการอยู่นอกกฎหมาย แม้ในประเทศสหรัฐที่กล่าวกันว่าเศรษฐกิจระบบตลาดพัฒนาไปอย่างเต็มที่ และยึดหลักเสรีนิยมอย่างเต็มที่ก็ปรากฏว่ามีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินถึงราวร้อยละ 9 2) โดยทั่วไปเศรษฐกิจใต้ดินในประเทศกำลังพัฒนามีขนาดใหญ่กว่าประเทศพัฒนาแล้ว ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ มูลเหตุสำคัญเกิดจากระบบตลาดแบบทุนพัฒนาไปน้อยกว่า องค์กรทางเศรษฐกิจสำคัญในประเทศกำลังพัฒนาโดยพื้นฐานมีขนาดกลางและขนาดเล็ก ขณะที่องค์กรเศรษฐกิจสำคัญในประเทศพัฒนาแล้วเป็นบรรษัทข้ามชาติ 3) ขนาดเศรษฐกิจใต้ดินในแต่ละประเทศต่างกันมาก ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศที่อยู่ในระยะการเปลี่ยนผ่าน การศึกษาหาเหตุผลในเรื่องนี้ยังกระทำกันน้อย 4) ขนาดเศรษฐกิจใต้ดินมีแนวโน้มใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วในระยะ 30 ปีที่ผ่านมานี้ใหญ่ขึ้นอย่างผิดสังเกต การวัดขนาดเศรษฐกิจใต้ดิน มีวิธีการวัดขนาดอยู่ 2 อย่าง ได้แก่ 1) การสืบค้นทางตรง (Direct Approach) ได้แก่ การสำรวจโดยตรง 2 ด้านใหญ่ คือด้านผู้ให้บริการ และด้านผู้ที่ซื้อหรือรับบริการ วิธีการนี้มีข้อดีที่ให้รายละเอียด และเห็นโครงสร้างชัด สะดวกในการนำไปแก้ปัญหา แต่มีข้อเสียที่ต้องใช้เวลาและกำลังคนมาก ที่สำคัญก็คือความน่าเชื่อถือที่ได้ ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของผู้ให้ข้อมูล ซึ่งยากที่จะตรวจสอบ ดังนั้น ข้อมูลที่ใช้นำมาวิเคราะห์อาจผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ง่าย นอกจากนี้ วิธีการศึกษาแบบนี้อาจก่อให้เกิดการถกเถียงเผชิญหน้ากันได้ ถ้าออกแบบคำสอบถามไม่ดี การสืบค้นทางตรงยังอาจใช้วิธีอื่น เช่น ชาติพันธุ์วรรณา เข้าไปฝังตัวในพื้นที่ศึกษาเพื่อให้ได้ภาพรวมกิจกรรมของเศรษฐกิจนี้ 2) การสืบค้นทางอ้อม (Indirect Approach) มีข้อเสียที่ไม่ได้ให้รายละเอียดและโครงสร้างที่ชัดเจน แต่มีข้อดีที่ให้ภาพกว้าง สามารถศึกษาได้เร็ว ใช้เวลาและกำลังคนน้อย และยังสามารถศึกษาเปรียบเทียบกันได้ทั่วโลก การสืบค้นทางอ้อมมีทั้งแบบมิติเดียว และแบบหลายมิติ กลุ่มมิติเดียวใช้ตัววัดสำคัญตัวเดียว เช่น ปริมาณเงินในตลาด เนื่องจากธุรกิจใต้ดินมักจ่ายกันเป็นเงินสด การตรวจสอบปริมาณเงินในตลาดก็จะทำให้ทราบขนาด นอกจากนี้ ยังมีการใช้ตัวเลขการใช้พลังงานไฟฟ้ากับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งถ้าหากการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นมาก แต่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นทางการไม่สูง แสดงว่าขนาดเศรษฐกิจใต้ดินใหญ่ อีกแบบหนึ่งใช้การวัดหลายมิติ (MIMIC- Multiple Indicator, Multiple Causes) เป็นการสร้างแบบจำลองโดยใช้ตัวแปรที่เป็นสาเหตุและดรรชนีที่วัดได้หลายตัว เช่น ความต้องการใช้เงินสด ปริมาณเงิน การเก็บภาษีสินค้าและบริการที่เป็นจริงและที่น่าจะเก็บได้ นโยบายทางการเงินการคลังของรัฐบาล ซึ่งนิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง โดยคาดหวังว่าจะทำให้การวัดมีความแม่นยำขึ้น ไม่ว่าจะวัดแบบใด การวัดขนาดเศรษฐกิจใต้ดินทำได้อย่างมากแค่ประมาณการ ซึ่งตัวเลขที่ได้บางทีก็แตกต่างกัน ทั้งนี้เพราะว่าเศรษฐกิจใต้ดินต้องการหลีกเลี่ยงการตรวจนับอยู่แล้ว ประเด็นอยู่ที่ว่าเหตุใดผู้คนจำนวนมากจึงเข้าร่วมกิจกรรมเศรษฐกิจใต้ดิน
หน้า 45 เศรษฐกิจใต้ดิน : (6) การงอกงาม ใต้ร่มเงาโลกาภิวัตน์ บทความพิเศษ โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย (TTMP) โดยการสนับสนุนของ สกว. มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1218 เศรษฐกิจใต้ดินในประเทศต่างๆ : ลักษณะร่วมอันหลากหลาย เศรษฐกิจใต้ดินในปัจจุบันเป็นลักษณะทั่วไปที่ดำรงอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยไม่เลือกว่า เป็นประเทศยากจนหรือประเทศมั่งคั่ง ประเทศสังคมนิยมหรือประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากสังคมนิยมสู่ทุนนิยม ปรากฏการณ์เช่นนี้ ย่อมแสดงว่ามันไม่ใช่เรื่องการประพฤติปฏิบัติของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง หรือสภาพสังคมใดสังคมหนึ่ง แต่น่าจะมีเหตุปัจจัยร่วมอะไรบางอย่างที่ก่อให้เกิดเศรษฐกิจใต้ดินขึ้น - ใช้ระบบภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนเป็นตัวตั้ง ถ้าจะนับระบบเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคมภายใต้การอำนวยการของรัฐ และภาคธุรกิจเอกชนเป็นตัวตั้ง ก็อาจจะพบลักษณะร่วมของเศรษฐกิจใต้ดินบางประการ นั่นคือ ระบบทางการที่สร้างขึ้นมานั้น ไม่กว้างขวาง หรือมีความเข้มแข็งอย่างพอเพียง ในการดึงทุกส่วน หรือทุกกลุ่มให้เข้ามาอยู่ในอำนาจอย่างสัมบูรณ์ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ในทุกระบบมีความขัดแย้ง ซึ่งเกิดจากทั้งเหตุปัจจัยภายในและภายนอก ไม่ได้ดำรงอยู่เหมือนเป็นแท่งหินอันเดียว ความไม่พอเพียงหรือจุดอ่อนในระบบรัฐ เช่นสถาบันรัฐไม่เข้มแข็ง มีการผลัดเปลี่ยนอำนาจด้วยการใช้ความรุนแรง เป็นต้น หรือรัฐบาลมุ่งรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของตนเป็นสำคัญ โดยที่ขาดกลุ่มพลังอื่นคอยตรวจสอบและท้วงติง กลไกรัฐอ่อนแอมีการทุจริตคอร์รัปชั่น มีการรุกรานแซงแทรกจากภายนอก หรือเกิดภัยธรรมชาติร้ายแรงจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความไม่พอเพียงหรือจุดอ่อนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งในปัจจุบันได้แก่ระบบทุนนิยมที่ครอบงำโลกอยู่ ได้แก่ ระบบตลาดเสรีที่พัฒนาไปสู่การผูกขาดนี้ ก่อช่องว่างทางสังคม ผลักดันให้ผู้คนจำนวนมากออกไปอยู่ที่บริเวณชายขอบ หรือการแข่งขันที่เข้มข้นในระบบตลาด ทำให้องค์กรธุรกิจดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด และประพฤติผิดกฎหมายต่างๆ ตั้งแต่การแต่งบัญชี การหนีภาษี ไปจนถึงการใช้แรงงานเถื่อน ความไม่พอเพียงหรือจุดอ่อนในระบบสังคม-จิตใจ ได้แก่ สถาบันทางสังคม คือครอบครัวอ่อนแอ จากภาระทางเศรษฐกิจและความเร่งรีบ ลัทธิบริโภคนิยมเข้าครอบงำ จนกระทั่งเกิดความละโมบ เป็นต้น - ใช้เศรษฐกิจใต้ดินเป็นตัวตั้ง ถ้าหากนับเศรษฐกิจใต้ดินเป็นตัวตั้ง ก็จะพบว่ามันมีลักษณะร่วมกัน นั่นคือ เป็นพฤติกรรมหรือการปฏิบัติเพื่อดิ้นรนต่อสู้เอาตัวรอด เพื่อหาทางให้ได้ผลประโยชน์กำไรและอำนาจ ซึ่งดูแล้วในทางแก่นแท้ก็ไม่ต่างกับเศรษฐกิจในระบบเท่าใดนัก นอกจากนี้ ทั้งเศรษฐกิจในระบบและรัฐบาลในระบบ ต่างก็มีปฏิบัติการลับด้วยกันทั้งนั้นในท่ามกลางการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตาย เส้นแบ่งระหว่างเศรษฐกิจใต้ดินกับเศรษฐกิจในระบบจึงพร่ามัว ไม่ได้แตกต่างกันชัดเจนอย่างที่มองเห็นในครั้งแรก เส้นแบ่งที่ใช้กันจึงมักอยู่ที่ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ นั้นเป็นไปตามกฎระเบียบของรัฐหรือไม่ หรือถูกบันทึกลงในบัญชีประชาชาติหรือไม่ อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจใต้ดินจะมีลักษณะร่วมกันบางประการ แต่ก็มีความหลากหลายกันไปในแต่ละประเทศ และแต่ละกาลสมัย การศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐกิจใต้ดินในประเทศต่างๆ นิยมแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ เศรษฐกิจใต้ดินในประเทศกำลังพัฒนา เศรษฐกิจใต้ดินในกลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่าน และเศรษฐกิจใต้ดินในประเทศพัฒนาแล้ว แต่ก็ควรกล่าวไว้ก่อนว่า แม้ในแต่ละกลุ่มก็ยังมีความหลากหลายออกไปอีกมาก เศรษฐกิจใต้ดินในประเทศกำลังพัฒนา : การดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด การจัดแบ่งกลุ่มประเทศของโลก ในปัจจุบัน การแบ่งกลุ่มประเทศของโลก นิยมทำกันในรูปแบบหนึ่ง ได้แก่ จัดเป็นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ประเทศพัฒนาแล้ว และกลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่าน (Transition Country) การจัดกลุ่มแบบนี้ก็โดยถือโลกตะวันตกซึ่งเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองเป็นแกน นั่นคือ ประเทศกำลังพัฒนาก็เป็นประเทศที่เตรียมปรับตัวเพื่อให้เป็นแบบประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนกลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่าน ได้แก่ ประเทศที่เคยถือแนวคิดปฏิบัติแบบสังคมนิยม และในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนจากระบบสังคมนิยมสู่ระบบทุนนิยม ประเทศเหล่านี้ ได้แก่ รัฐที่เคยรวมอยู่ในอดีตสหภาพโซเวียต และประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันออก ดังนั้น ประเทศในกลุ่มอื่นมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นแบบทุนนิยมตะวันตก เกณฑ์ที่ใช้ในการจัดกลุ่มประเทศ ว่าเป็นกำลังพัฒนาหรือพัฒนาแล้วมีหลายอย่างด้วยกัน ที่เป็นพื้นฐานสำคัญ ได้แก่ การใช้รายได้ต่อหัวต่อปีของประชากรเป็นเกณฑ์ ตามกำหนดของธนาคารโลกในปี 2002 แบ่งประเทศสมาชิกที่มีอยู่ 184 ประเทศออกเป็น 3 กลุ่มได้แก่ 1) กลุ่มที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งยังแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่ ก) กลุ่มประเทศมีรายได้ต่ำ นั่นคือมีรายได้ต่อหัวต่อปีไม่เกิน 734 ดอลลาร์สหรัฐ ข) กลุ่มที่มีรายได้ระดับกลางต่ำ โดยอยู่ระหว่าง 736-2,935 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัวต่อปี ประเทศไทยสังกัดอยู่ในกลุ่มนี้ กลุ่มมีรายได้ต่ำนี้จัดอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา 2) กลุ่มที่มีรายได้กลางสูง (Upper Middle Income) ระหว่าง 2,936-9,075 ดอลลาร์สหรัฐ อยู่ตรงกลางระหว่างประเทศกำลังพัฒนากับประเทศพัฒนาแล้ว แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะที่อยู่ในโออีซีดี ก็อาจจัดเข้าไปไว้ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 3) กลุ่มที่มีรายได้สูง ตั้งแต่ 9,076 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป จัดอยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะที่อยู่ในกลุ่มโออีซีดี อย่างไรก็ตาม การใช้รายได้เป็นเกณฑ์วัดอย่างเดียวนั้นก็ย่อมมีเส้นแบ่งที่ไม่ชัดเจนเกิดขึ้นได้ เช่น หลายประเทศมีรายได้ต่อหัวค่อนข้างสูง แต่ว่าเกิดจากการขายทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำมัน ได้แก่ ประเทศคูเวต และกาตาร์ เป็นต้น แต่ผู้คนก็มักคิดรวมไปอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาอย่างเช่นอิรัก หรือประเทศที่มีรายได้สูงอย่างเช่นสิงคโปร์ ควรจัดอยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว แต่ดูเหมือนก็มีการพยายามจัดให้อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ส่วนประเทศจีนมีรายได้ต่อหัวต่ำ แต่สหรัฐก็พยายามผลักดันให้จัดอยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากมีประชากรมากและขนาดเศรษฐกิจใหญ่ การจัดแบบของธนาคารโลก มีประเทศกำลังพัฒนากว่าร้อยประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในทวีปแอฟริกา บางภูมิภาค เช่น ในเอเชียใต้ทุกประเทศเป็นประเทศกำลังพัฒนา แบ่งออกได้ดังนี้ อยู่ในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก 24 ประเทศ ในยุโรปและเอเชียกลาง 27 ประเทศ (มีบางประเทศจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่าน) อยู่ในละตินอเมริกา และแคริเบียน 30 ประเทศ อยู่ในตะวันออกกลางและแอฟริกาตอนเหนือ 15 ประเทศ อยู่ในเอเชียใต้ 8 ประเทศ และอยู่ในทวีปแอฟริกาตอนใต้สะฮารา 48 ประเทศ รวม 152 ประเทศ ทั้งนี้ เป็นประเทศที่มีรายได้ต่ำ 64 ประเทศ รายได้ปานกลางข้างต่ำ 54 ประเทศ รายได้ปานกลางข้างสูง 34 ประเทศ สำหรับประเทศที่มีรายได้สูงซึ่งจัดว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้วมี 56 ประเทศเขตแคว้น ซึ่งกลุ่มนี้บางประเทศเขตแคว้นมีขนาดเล็กมาก จำนวนไม่น้อยเป็นเกาะ เช่น สิงคโปร์ บาฮามาส ฮ่องกง มาเก๊า บางเกาะมีชื่อเสียงในด้านแหล่งฟอกเงินเสียด้วยซ้ำ เช่น เกาะเคย์แมน (Cayman Islands) ที่อาจนับเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งจริงๆ น่าจะรวมอยู่ในกลุ่มโออีซีดี ซึ่งมี 24 ประเทศ บางประเทศเพิ่งเข้าไปใหม่ อย่างเช่น เกาหลีใต้ ดังนั้น จึงมีกลิ่นอายเก่าของการเป็นประเทศกำลังพัฒนาอยู่ ลักษณะร่วมบางประการของประเทศกำลังพัฒนา 1) ด้านเศรษฐกิจ ระบบตลาดและการอุตสาหกรรมสมัยใหม่ในประเทศกำลังพัฒนานั้น ยังไม่ได้พัฒนาไปมาก การเกษตรมักมีบทบาทสูง หรือมีประชากรจำนวนมากอยู่ในภาคการเกษตร ผู้ประกอบการเกือบทั้งหมดมีขนาดเล็กและขนาดกลาง กระทั่งมีขนาดจิ๋ว ซึ่งประกอบเป็นหน่วยธุรกิจพื้นฐาน ต่างกับในประเทศพัฒนาแล้วที่องค์กรธุรกิจมีขนาดใหญ่ เป็นบรรษัทข้ามชาติซึ่งควบคุมเศรษฐกิจของประเทศและของโลก โดยทั่วไปประเทศกำลังพัฒนามักจะเป็นแหล่งรับการลงทุน เทคโนโลยีและการจัดการจากประเทศพัฒนาแล้ว ซื้อสินค้าประเภทอุตสาหกรรมหรือเครื่องจักรกล และส่งสินค้าเกษตรออกไปขาย สินค้าอุตสาหกรรมที่ส่งออกจำนวนไม่น้อยผลิตในโรงงานที่บรรษัทข้ามชาติร่วมทุนหรือเป็นเจ้าของ 2) ด้านการเมืองการปกครอง รัฐมักเป็นแบบเก่า เหมาะสมกับอาชีพการเกษตร การทำกินแบบพอเพียง มีการรวมศูนย์ ค่อนข้างแข็งตัว ขาดประสิทธิภาพ ขาดการตรวจสอบ และมักมีคอร์รัปชั่นสูง การสร้างรัฐที่เอื้อต่อการพัฒนา เช่น การสร้างความรู้สึกชาตินิยม การพัฒนาระบบตลาด การพัฒนาอุตสาหกรรมและอื่นๆ ที่ประเทศกำลังพัฒนากระทำจำนวนไม่น้อย สิ้นสุดลงด้วยความล้มเหลว เนื่องจากจุดอ่อนภายในประเทศเองบ้าง การแตกแยก สงครามกลางเมือง และจากการถูกแทรกแซงจากอำนาจภายนอกบ้าง 3) ในด้านสังคมและวัฒธรรม มีความสับสนระหว่าง การรักษาของเดิมอันเป็นรากฐานของสังคม และการรับสิ่งใหม่ซึ่งมาจากตะวันตก ตั้งแต่สินค้าและบริการ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไปจนถึงท่วงทำนองดำเนินชีวิตและค่านิยม กล่าวโดยทั่วไปประเทศกำลังพัฒนาพยายามรักษารากฐานหรืออัตลักษณ์ของตนไว้ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่น่าจับตา ได้แก่ การพยายามรักษาทุนทางสังคม กับทุนทางสิ่งแวดล้อมไว้ การเคลื่อนไหวเหล่านี้มีส่วนทำให้เกิดเศรษฐกิจใต้ดิน หรือนอกระบบขึ้นเพื่อการเอาตัวรอดของประชาชนที่ฐานราก หน้า 45 เศรษฐกิจใต้ดิน : (7) การงอกงาม ใต้ร่มเงาโลกาภิวัตน์ บทความพิเศษ โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย (TTMP) โดยการสนับสนุนของ สกว. มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1219 ลักษณะเศรษฐกิจใต้ดินในประเทศกำลังพัฒนา วิธีการศึกษาของ เฟรดริช ชไนเดอร์ (Friedrich Schneider) นักศึกษาเศรษฐกิจใต้ดินเปรียบเทียบที่มีชื่อเสียงชาวออสเตรีย ได้ใช้วิธีสร้างแบบจำลองจากหลายตัวชี้วัดหลายปัจจัยแบบพลวัต (Dynamic Multiple-Indicators Multiple-Causes-DYMIMIC Model) มาศึกษาเศรษฐกิจใต้ดินทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐมากว่า 15 ปี วิธีการนี้กำหนดเหตุปัจจัยหลักไว้ 3 ประการ คือ (1) ภาระภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อม (2) ภาระของกฎเกณฑ์อื่นๆ ในกิจกรรมของรัฐ โดยตั้งสมมุติฐานว่าถ้าหากภาระยิ่งมาก เศรษฐกิจใต้ดินยิ่งสูง (3) "ศีลธรรมในการเสียภาษี" (Tax Morality) โดยเห็นว่าถ้าประชาชนมีศีลธรรมนี้สูงก็จะออกจากเศรษฐกิจใต้ดิน ส่วนตัวชี้วัดที่มีลักษณะทางพลวัติสูงมาก ได้แก่ (1) พัฒนาการของตัวชี้วัดทางการเงิน โดยเมื่อเศรษฐกิจใต้ดินขยายตัว การติดต่อตกลงทางธุรกิจจะเพิ่มขึ้น (2) พัฒนาการของตลาดแรงงาน เช่น หากแรงงานในภาคธุรกิจใต้ดินเพิ่มขึ้น จะทำให้แรงงานในภาคเศรษฐกิจทางการลดลง (3) พัฒนาการของการผลิตในตลาด นั่นคือ หากเศรษฐกิจใต้ดินขยายตัว สิ่งที่ใส่เข้าไป (Input) ในภาคเศรษฐกิจนี้ โดยเฉพาะแรงงาน จะเคลื่อนย้ายจากเศรษฐกิจที่เป็นทางการอย่างน้อยเป็นบางส่วน ผู้ที่บุกเบิกการใช้วิธีนี้ ได้แก่ เวก (Hannelore Weck,1983) ชไนเดอร์ได้ใช้วิธีนี้ศึกษาเศรษฐกิจใต้ดินใน 110 ประเทศ ทั้งในประเทศกำลังพัฒนา กลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่าน และประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่มโออีซีดี (Size and Measurement of the Informal Economy in 110 Countries Around the World, 2002) โดยใช้ข้อมูลของแต่ละประเทศจากธนาคารโลกในปี 2002 พบว่าขนาดเศรษฐกิจใต้ดินของประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่านค่อนข้างใหญ่และใกล้เคียงกัน คือประมาณร้อยละ 41 และ 38 ของเศรษฐกิจที่เป็นทางการตามลำดับ ขณะที่เศรษฐกิจใต้ดินในประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่มโออีซีดีค่อนข้างเล็ก ประมาณร้อยละ 18 ผลงานของชไนเดอร์ ดูได้รับการเชื่อถือในระดับที่แน่นอน มีหลายหน่วยงานที่อ้างอิงงานของเขา รวมทั้งธนาคารโลก เข้าใจว่าวิธีการศึกษาแบบของชไนเดอร์ น่าจะมีอิทธิพลต่อการศึกษาเศรษฐกิจใต้ดินในประเทศไทยระดับหนึ่ง ชไนเดอร์แบ่งกิจกรรมของเศรษฐกิจใต้ดินเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นกิจกรรมผิดกฎหมาย ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนย่อย ได้แก่ ก) ธุรกรรมที่ใช้เงิน เช่น การค้าของโจร การผลิตจำหน่ายยาเสพติด โสเภณี การพนัน การขนของเถื่อน และการปลอมแปลง ข) ธุรกรรมที่ไม่ใช้เงิน เช่น การแลกเปลี่ยนยาเสพติด ของโจร และของลักลอบ การผลิตยาเสพติดและการโจรกรรมเพื่อใช้เอง อีกส่วนหนึ่งเป็นกิจกรรมที่ถูกกฎหมาย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนย่อยคล้ายข้างต้น ได้แก่ ก) ธุรกรรมที่ใช้เงิน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ การไม่เสียภาษี (Tax Evasion) เช่น การไม่แจ้งรายได้จากการจ้างงานตัวเอง ค่าจ้างแรงงาน เงินเดือน และทรัพย์สินจากงานที่ไม่ได้รายงาน ซึ่งงานเหล่านี้สัมพันธ์กับสินค้าและบริการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และการเลี่ยงภาษี (Tax Avoidance) ได้แก่ ผลประโยชน์และส่วนลดที่ให้แก่ลูกจ้าง ข) ธุรกรรมที่ไม่ใช้เงิน แบ่งเป็น 2 แบบ คือ การไม่เสียภาษี ได้แก่ การแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการที่ไม่ผิดกฎหมาย การเลี่ยงภาษี ได้แก่ การทำงานด้วยตนเองทั้งหมด และการช่วยเหลือกันในหมู่เพื่อนบ้าน ส่วนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ชไนเดอร์ แบ่งออกเป็น 3 ภูมิภาค ได้แก่ แอฟริกา เอเชีย และอเมริกาใต้ เศรษฐกิจใต้ดินในแอฟริกา พบว่าเศรษฐกิจใต้ดินในแอฟริกามีขนาดค่อนข้างใหญ่ คิดเฉลี่ยตกร้อยละ 42 ของเศรษฐกิจที่เป็นทางการในปี 1999/2000 สูงสุดอยู่ที่ประเทศซิมบับเว แทนซาเนีย และไนจีเรีย ตกร้อยละ 59.4, 58.3 และ 57.9 ตามลำดับ กลุ่มที่อยู่ในระดับกลาง ได้แก่ โมซัมบิก ไอวอรี่ โคสต์ และมาดากัสการ์ ตกร้อยละ 40.3, 39.9 และ 39.6 ตามลำดับ ที่มีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินอยู่ในระดับต่ำได้แก่ บอตสวานา แคเมอรูน และแอฟริกาใต้ ตกร้อยละ 33.4, 32.8 และ 28.4 ตามลำดับ ซึ่งแสดงว่าเศรษฐกิจใต้ดินในภูมิภาคนี้ค่อนข้างใหญ่ จนเกือบจะกลายเป็นเศรษฐกิจคู่ขนานกับเศรษฐกิจที่เป็นทางการ การที่ภูมิภาคแอฟริกามีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินค่อนข้างใหญ่นั้น น่าจะมาจากเหตุปัจจัยหลายประการ ได้แก่ 1) การถูกยึดครองเป็นอาณานิคมอย่างยาวนาน เนื่องจากภูมิภาคนี้ใกล้กับยุโรปที่เป็นเจ้าอาณานิคม ซึ่งทำให้การพัฒนารัฐสมัยใหม่เพื่อการพัฒนากระทำได้ยาก นอกจากนี้ ทรัพยากรยังถูกปล้นไป ทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมกระทำได้ยาก การต่อสู้แย่งชิงอาณานิคมของประเทศในยุโรปเอง ก็ได้ทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นจุดแข่งขัน และการสู้รบกัน อย่างต่อเนื่อง 2) มีการนำชาวแอฟริกาไปค้าเป็นทาสจำนวนมาก กระบวนการค้าทาสมีส่วนก่อให้เกิดความบาดหมาง และความหวาดระแวงระหว่างเชื้อชาติต่างๆ 3) การแทรกแซงของมหาอำนาจเข้าไปในภูมิภาคนี้ ซึ่งมีส่วนให้เกิดการกู้หนี้ขนานใหญ่ การขยายความบาดหมาง และระแวงทางเชื้อชาติ การเพิ่มอย่างรวดเร็วของอาวุธเบา เมื่อผสมกับความอ่อนแอภายในที่รัฐ และระบบตลาด ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคยังไม่ได้พัฒนาไปมาก ทำให้แอฟริกา เกิดการปะทะกันทางเชื้อชาติ สงครามกลางเมือง การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การอดอยากและอดตาย ไปจนถึงเผชิญกับการเสี่ยงของโรคเอดส์สูง เป็นกลุ่มประเทศที่มีหนี้สินอย่างหนัก ภาระหนี้สินทำให้รัฐบาลที่อ่อนแออยู่แล้ว อ่อนแอลงอีกในการให้บริการสินค้าสาธารณะ เช่น การศึกษา และสาธารณสุข เหล่านี้ทำให้ประชาชนต้องดิ้นรนเอาตัวรอดในเศรษฐกิจใต้ดินที่ได้กลายเป็นลมหายใจของชีวิตไป และ 4) มีปัญหาสมองไหล พบว่าทรัพยากรบุคคลอันมีค่า ได้แก่ นักวิทยาศาสตร์ วิศวกรและแพทย์ เป็นต้น จำนวนมากเดินทางไปทำงานในประเทศเจ้าอาณานิคมรวมทั้งในสหรัฐ การขาดแรงงานฝีมือนี้ทำให้การพัฒนาทางเศรษฐกิจ-การเมืองกระทำได้ยาก ลินดี้ เดวิส (Lindy Davies ในบทความชื่อ Informal Development, 2002) ได้ชี้ว่า ภาระหนี้สินท่วมท้นในประเทศภูมิภาคแอฟริกา เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจนอกระบบ ขยายตัวไปในระยะ 20 ปีมานี้ โดยภาระหนี้สินนี้ทำให้ประเทศในแอฟริกา โดยเฉพาะตอนใต้ของสะฮาราต้องมีการปฏิรูปทางโครงสร้าง (Structural Reform) และแผนงานสร้างความทันสมัย (Modernization Programs) ซึ่งดูจะทำให้หนี้สินพอกพูนขึ้นอีก จนรัฐบาลสามารถให้บริการ และการคุ้มครองแก่ประชาชนได้น้อยลง การค้าซึ่งประเทศตะวันตกกล่าวว่า เป็นทางออก ก็เป็นไม่อาจเรียกว่าเป็นการค้า เพราะการค้าหมายถึงการแลกเปลี่ยนของสิ่งหนึ่งเพื่อสิ่งที่คิดว่าน่าจะมีคุณค่ามากกว่า แต่การค้าในตลาดโลกนั้น ทำให้คนงานในแอฟริกาแทบจะไม่ได้อะไร มันน่าจะเรียกว่าการให้มากกว่าการค้า ผู้เขียนถึงกับเห็นว่า การกล่าวถึงเศรษฐกิจใต้ดิน ซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อการเอาชีวิตรอดอย่างแห้งแล้งและพรรณนาไม่ถูกนี้ เกิดจากว่ากิจกรรมดังกล่าวไม่ก่อผลดีแก่กลุ่มทุนการเงินและประเทศเจ้าหนี้ มีรายงานข่าวของสำนักข่าว อินเตอร์เพลส ในช่วงการประชุมสุดยอดโลก เกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในเดือนสิงหาคม 2002 กล่าวถึงกิจกรรมเศรษฐกิจใต้ดินที่กลายเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น ผู้คนจำนวนราว 6 พันคน ในตอนเหนือสุดของประเทศแซมเบีย ได้ปกป้องผืนป่าที่เก่าแก่ที่สุดในภาคพื้นทวีป โดยการทำฟาร์มผึ้ง ส่งน้ำผึ้งดีที่สุดไปให้แก่บริษัททางด้านเครื่องสำอาง อย่างเช่น บอดี้ชอพ เป็นต้น ที่ประเทศโมซัมบิกที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผู้คนที่อยู่ในป่าห่างไกลแห่งหนึ่ง ได้พยายามพิทักษ์รักษาป่าซึ่งเป็นที่ฝังศพของบรรพบุรุษของพวกเขา โดยเก็บไม้จันทน์ที่ตายแล้วมาแกะสลัก แต่ป้องกันไม่ให้พวก "นินจา" ลักลอบตัดไม้อายุ 300 ปีเพื่อนำไปป้อนอุตสาหกรรมเผาถ่าน มีรายงานข่าวแสดงถึงตัวอย่างการเอาชีวิตรอดโดยผ่านเศรษฐกิจใต้ดินที่เมืองลูอันดา นครหลวงของประเทศอังโกลา ในเดือนตุลาคม 2002 นักข่าวชาวเนเธอร์แลนด์ ชี้ว่า มีชาวอังโกลาจำนวนนับล้านคนที่ยังชีพโดยการค้าของเล็กๆ น้อยๆ ตามท้องถนน และสี่แยก ซึ่งสินค้ามีหลากหลายตั้งแต่หนังสือพิมพ์ น้ำอัดลมและเบียร์ อาหาร พรม วิทยุและอื่นๆ หลุยซาเป็นนักค้าเงิน เล่าว่า "ฉันเริ่มต้นด้วยเงิน 100 ดอลลาร์สหรัฐ ซื้อได้ในราคา 4,100 กวันซา (เงินทางการ) และขายไปที่ 4,250 กวันซา ฉันมีรายได้ราว 50 กวันซา (1.60 ยูโร) ต่อวัน แต่ในวันที่ดีฉันจะได้ถึง 200 หรือ 300 กวันซา ฉันทำอาชีพนี้มา 3 ปีแล้ว ก่อนหน้านั้นเคยมีงานทำ แต่ถูกปลดออก เดี๋ยวนี้ฉันต้องอยู่บนท้องถนน ทำมาหาเลี้ยงตัวเอง" เศรษฐกิจใต้ดินยังก่อผลบางประการที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน ได้แก่ การใช้โทรศัพท์มือถือขยายตัวอย่างรวดเร็ว รายงานข่าวในเดือนมิถุนายน 2003 พบว่าในช่วงไม่ถึง 2 ปี มีประชาชนกว่า 7 แสนคน ลงทะเบียนใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศเคนยา ซึ่งกำลังประสบวิกฤตเศรษฐกิจร้ายแรงที่สุดนับแต่ได้รับเอกราชในปี 1963 การที่โทรศัพท์มือถือขายดีก็เกิดจากความเข้มแข็งของเศรษฐกิจนอกระบบที่ไม่ได้ปรากฏตัวเลขเป็นทางการ คนขายของและบริการอย่างเช่น เสื้อผ้ามือสอง ขับแท็กซี่ หรือขายสินค้าตามถนน เหล่านี้ต้องการโทรศัพท์มือถือ ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในเคนยาปัจจุบันมีมากกว่าโทรศัพท์ธรรมดา เช่นเดียวกับหลายประเทศกำลังพัฒนา ได้แก่ อูกันดา แทนซาเนีย รวันดา กัมพูชา เศรษฐกิจใต้ดินในเอเชีย สําหรับภูมิภาคเอเชีย ซึ่งในการศึกษานี้มี 26 ประเทศ ทั้งประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาแล้ว พบว่ามีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินเฉลี่ยร้อยละ 26 ของเศรษฐกิจทางการในปี 1999/2000 ต่ำกว่าในภูมิภาคแอฟริกาและละตินอเมริกา ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินสูงสุดในภูมิภาค ได้แก่ ประเทศไทย ตกร้อยละ 52.6 ใกล้เคียงกับประเทศแอฟริกา ตามมาด้วยศรีลังกาและฟิลิปปินส์ ซึ่งตกร้อยละ 44.6 และ 43.4 ตามลำดับ ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินใหญ่ปานกลางได้แก่ อินเดีย อิสราเอล ไต้หวันและจีน ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินร้อยละ 23.1, 21.9 และ 19.6 ตามลำดับ ส่วนประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินเล็กอยู่ในกลุ่มพัฒนาแล้ว ได้แก่ สิงคโปร์ และ ญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินร้อยละ 13.1 และ 11.3 ของเศรษฐกิจทางการตามลำดับ ดูจากภาพรวมแสดงว่ารัฐและระบบตลาดในภูมิภาคเอเชียได้พัฒนาไปพอสมควร ขนาดเฉลี่ยเศรษฐกิจใต้ดินของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้สูงกว่าขนาดเฉลี่ยในประเทศพัฒนาแล้วที่ตกร้อยละ 18 ไม่มากนัก เหตุปัจจัยอื่น เช่น ทางด้านศาสนา การเมือง สภาพสังคมและอื่นๆ น่าจะมีส่วนสำคัญต่อขนาดเศรษฐกิจใต้ดินด้วย เป็นประเด็นที่น่าจะศึกษาต่อไป เป็นที่น่าสังเกตว่า 2 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินสูงมาก ได้แก่ ประเทศไทย และฟิลิปปินส์ ได้เป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นกับสหรัฐในช่วงสงครามเย็น และมีบทบาทสนับสนุนในการทำสงครามอินโดจีนของสหรัฐ สำหรับศรีลังกาที่มีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินใหญ่อาจเนื่องจากภาวะสงครามกลางเมืองยาวนาน ส่วนที่บังกลาเทศ ภัยธรรมชาติร้ายแรง ได้แก่ ภัยน้ำท่วมและภัยแล้ง อาจจะมีส่วนทำให้ขนาดเศรษฐกิจใต้ดินใหญ่ขึ้นโดยตกราวร้อยละ 35.6 ของเศรษฐกิจทางการ อาจคาดหมายได้ว่าอินโดนีเซียซึ่งเกิดภาวะไม่สงบภายในทั้งด้านเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคมนั้น เศรษฐกิจใต้ดินน่าจะขยายตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หน้า 47 เศรษฐกิจใต้ดิน : (8) การงอกงาม ใต้ร่มเงาโลกาภิวัตน์ บทความพิเศษ โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย (TTMP) โดยการสนับสนุนของ สกว. มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 02 มกราคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1220 กรณีอินเดีย สัดส่วนของเศรษฐกิจใต้ดินต่อเศรษฐกิจทางการนั้น สะท้อนถึงสภาวะบางอย่างของบ้านเมือง แต่ก็ควรดูรายละเอียดเพิ่ม เช่น การเปรียบเทียบรายได้ต่อหัวของเศรษฐกิจใต้ดินกับของที่เป็นทางการ ซึ่งจะให้ภาพรายละเอียดที่น่าสนใจมากขึ้นเกี่ยวกับผู้คนที่เข้ามาอยู่ในกิจกรรมเศรษฐกิจเหล่านี้ โดยจะยกตัวอย่างเทียบเคียงระหว่างอินเดียกับไทย ประเทศอินเดียนั้นมีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินเพียงร้อยละ 23 ของเศรษฐกิจทางการ เมื่อเทียบกับของไทยที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ 52 นับว่าต่างกันมาก ดูเพียงสัดส่วนอาจคิดว่าสัดส่วนของประชากรที่อยู่ในเศรษฐกิจใต้ดินของอินเดียน่าจะน้อยตามไปด้วย แต่ความจริงดูจะไม่เป็นเช่นนั้นจากการศึกษาบางชิ้นแสดงว่า จำนวนประชากรที่อยู่เศรษฐกิจใต้ดินของอินเดียสูงมาก ราวร้อยละ 80 ของจำนวนประชากรทั้งหมด ตามการคำนวณของชไนเดอร์ระบุว่า รายได้ต่อหัวในเศรษฐกิจใต้ดินของอินเดีย น้อยกว่าในเศรษฐกิจทางการกว่า 4 เท่า นั่นคือรายได้ต่อหัวในเศรษฐกิจใต้ดินอินเดียตก 104 ดอลลาร์สหรัฐ แต่รายได้ต่อหัวคิดตามตัวเงินสหรัฐในปี ค.ศ.2000 ตก 450 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในประเทศไทยรายได้ต่อหัวในเศรษฐกิจใต้ดินตก 1,052 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รายได้ต่อหัวในเศรษฐกิจทางการคิดเป็นตัวเงินดอลลาร์สหรัฐในปี ค.ศ.2000 ตก 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ น้อยกว่าไม่ถึงครึ่ง อาจตีความหมายได้ว่า ประชากรในภาคเศรษฐกิจใต้ดินของอินเดียทำเช่นนั้นเพื่อการอยู่รอด แต่ในประเทศไทยที่มีผู้อยู่ในเศรษฐกิจใต้ดิน เพราะว่ามันมีรายได้พอสมควร ในที่นี้จะกล่าวถึงรายงานการศึกษาเศรษฐกิจใต้ดินของอินเดียบางชิ้น สำหรับเศรษฐกิจใต้ดินของไทยจะนำไปกล่าวในบทต่อไป บาร์บารา แฮร์ริสส์-ไวต์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์พัฒนาการแห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด เธอได้มีผลงานเกี่ยวกับเรื่องนี้มากว่า 20 ปี และในปี ค.ศ.2002 ได้เขียนหนังสือเล่มหนาชื่อ "ชีวิตการงานในอินเดีย" (India Working : Essays on Society and Economy) และได้เขียนบทรายงานชื่อ "เศรษฐกิจนอกระบบของอินเดีย-ในโฉมหน้าศตวรรษที่ 21" เพื่อประกอบการสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจอินเดียของมหาวิทยาลัยคอร์แนลในเดือนเมษายน 2002 ซึ่งสรุปย่อจากหนังสือเล่มนั้น ในรายงานดังกล่าว แฮร์ริสส์-ไวต์ ใช้ข้อมูลภาคสนามใน รัฐทมิฬ นาดู ของอินเดีย การยกตัวอย่างงานศึกษาของแฮร์ริสส์-ไวต์ ก็เพื่อชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการศึกษาเศรษฐกิจใต้ดิน ที่ลงสู่รายละเอียดที่เป็นเหตุปัจจัย และตัวบ่งชี้ที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละประเทศ และภาพที่ออกมาอาจไม่ตรงกับภาพกว้าง ดังที่ชไนเดอร์เสนอ แฮร์ริสส์-ไวต์ เห็นว่าเศรษฐกิจนอกระบบหรือเศรษฐกิจนอกบริษัทในอินเดีย มีขนาดใหญ่มาก เป็นวิถีดำเนินชีวิตของชาวอินเดียถึงร้อยละ 88 โดยชี้ว่ากว่าร้อยละ 74 ของประชากรชาวอินเดียอาศัยในชนบท ร้อยละ 14 อาศัยในเมืองที่มีประชากรต่ำกว่า 2 แสนคน และร้อยละ 12 ที่เหลืออยู่ในเมืองใหญ่ เศรษฐกิจนอกระบบ สร้างรายได้ถึงราวร้อยละ 60 ของรายได้ในประเทศ ซึ่งต่างจากการประเมินของชไนเดอร์มาก ในบางที่เธอได้อ้างผลการศึกษาของคนอื่นที่ระบุว่ามีแรงงานที่ไม่ได้จัดตั้งตามองค์กรธุรกิจระหว่างร้อยละ 45-85 โครงสร้างทางสังคมในการสะสมความมั่งคั่งของอินเดีย แฮร์ริสส์-ไวต์ มีแนวคิดว่าโครงสร้างทางสังคมในการสะสมความมั่งคั่ง เป็นจุดสำคัญที่จะต้องศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งเธอคิดว่าในอินเดียมี 6 ด้านด้วยกัน นั่นคือ 1) ความแตกต่างทางเพศ การที่สตรีอินเดียต้องเสียเปรียบค่อนข้างสูง เช่น แม้ในธุรกิจครอบครัวก็มีการจัดตั้งแบบผู้ชายเป็นใหญ่ 2) ศาสนาที่มีความหลากหลาย เช่น พบว่าศาสนาเชน ซึ่งมีคำสอนบางอย่างคล้ายศาสนาพุทธ ไม่ถือเรื่องวรรณะ มักมีฐานะดี 3) วรรณะ ซึ่งแม้ว่าอิทธิพลจะลดลงมากในเมืองใหญ่ แต่ในชนบทและตามเมืองเล็กๆ ยังคงมีอิทธิพลสูง วรรณะชั้นต่ำประกอบเป็นแรงงานถึงร้อยละ 80 และถึงแม้ว่าวรรณะชั้นล่างจะเป็นเจ้าของกิจการมากขึ้น แต่วรรณะชั้นสูงจะเป็นผู้ควบคุมการรวมศูนย์ทุน 4) โอกาสและการรวมกลุ่ม การรวมศูนย์ความมั่งคั่งของอินเดียมีแบบแผนทางเศรษฐกิจของตัวเอง นั่นคือทุนจะรวมศูนย์ในเมืองเล็กและเมืองใหญ่ แต่อินเดียเป็นชาติที่ผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในชนบท และในเมืองเล็กๆ ก็มักมีการรวมกลุ่มธุรกิจ อย่างเช่นเมืองพาลา แวลเลย์ (ในรัฐทมิฬ นาดู) เชี่ยวชาญเรื่องเครื่องหนัง เมืองไชยยา ชำนาญด้านเสื่อกก อาร์นีและกันชิบูรด้านผ้าไหม สภาพนี้บางส่วนคล้ายกับประเทศไทย ซึ่งกำลังเร่งรวมกลุ่มหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์อยู่ โอกาส-การรวมกลุ่มนี้กล่าวกันว่าเป็นทุนนิยมสมัยใหม่ แต่ก็ยังติดขัดปัญหาอย่างเช่นเรื่องวรรณะ 5) ชนชั้นผู้ใช้แรงงาน ซึ่งในอินเดียชนชั้นนี้เกือบทั้งหมดทำงานโดยไม่มีสัญญาว่าจ้าง การหาเลี้ยงชีพมาจากค่าจ้างแรงงาน (แบบไม่เป็นทางการ) ตกราวร้อยละ 30 และจากการจ้างตนเอง ทำงานเล็กๆ น้อยๆ จำนวนมาก ตกราวร้อยละ 56 มีเพียงร้อยละ 3 เท่านั้นที่สังกัดในสหภาพแรงงาน ตลาดแรงงานมีขนาดเล็กและมีแนวโน้มกระจัดกระจาย 6) ทุน-ชนชั้นกลาง (Intermediate Class) นอกเมืองใหญ่ของอินเดีย เศรษฐกิจส่วนใหญ่ครอบงำโดย "ชนชั้นกลาง" ได้แก่ ชาวนารวย พ่อค้านายทุน ซึ่งมักเป็นธุรกิจครอบครัว และพวกเจ้าพนักงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งจะคุ้มครองบางกิจการและบ่อนทำลายบางกิจการ แฮร์ริสส์-ไวต์ เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและเศรษฐกิจที่เป็นทางการ กับรัฐเงาและเศรษฐกิจนอกระบบนั้นเป็นเรื่องการต่อสู้ทางการเมือง ปัญหาที่เป็นปมเงื่อนมีอยู่ 2 อย่าง ได้แก่ การเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยกับการปราบปรามคอร์รัปชั่นเป็นจุดที่จะต้องแก้ไข เพื่อสร้างความโปร่งใสและขยายเศรษฐกิจที่เป็นทางการ การแก้ปัญหานี้จำต้องทำควบคู่กับแผนพัฒนาชนบทด้วย เศรษฐกิจใต้ดินในภูมิภาคละตินอเมริกา สําหรับเศรษฐกิจใต้ดินในภูมิภาคละตินอเมริกานั้น มีการศึกษาค่อนข้างมาก ทั้งโดยนักวิชาการของภูมิภาคเอง และจากภายนอก โดยเฉพาะสหรัฐ ที่ถือว่าส่วนนี้เป็นเสมือนสวนหลังบ้าน และเป็นเขตอิทธิพลของตน เหตุปัจจัยที่มีการศึกษามาก ได้แก่ 1) มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในภูมิภาค ประเทศเหล่านี้จำนวนไม่น้อย เคยถูกจับตาว่า เป็นแบบอย่างของประเทศกำลังพัฒนา ในการก้าวสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม เช่น อาร์เจนตินา ชิลี บราซิล และเม็กซิโก แต่แล้วก็เกิดวิกฤต ทำให้เครื่องบินที่ดูเหมือนจะเหินขึ้นฟ้า กลับตกกระแทกลงดิน ก่อความปั่นป่วนไม่สงบ และการดิ้นรนเอาตัวรอดของประชาชน การเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงนี้ยังมีด้านการเมือง ซึ่งแม้ว่ามักมีการปกครองระบอบเผด็จการโดยการสนับสนุนของสหรัฐ แต่บางครั้งบางประเทศก็มีการเปิดเสรีประชาธิปไตยให้มีการเลือกตั้ง และบางครั้งบางประเทศก็มีระบอบปกครองที่เป็นแบบสังคมนิยมในช่วงสั้นๆ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้ต้องคอยจับตาดูอย่างใกล้ชิด 2) มีขบวนการเคลื่อนไหวของคนจนและคนพื้นเมืองอย่างกว้างขวาง เนื่องด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่างได้แก่ ก) มีช่องว่างทางสังคมในภูมิภาคนี้ค่อนข้างสูง คนรวยและมีอำนาจจำนวนไม่มากนักถือครองที่ดินส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนต้องอพยพเข้ามาอยู่ในเมืองมาก ช่องว่างทางสังคมนี้อาจกล่าวได้ว่า เป็นสิ่งที่ตกทอดมาตั้งแต่ครั้งสมัยอาณานิคม ข) อำนาจรัฐที่มักอ่อนแอ เป็นเผด็จการหรือไม่ได้ใกล้ชิดกับประชาชน นอกจากนี้ ยังมีประเพณีการลุกขึ้นสู้มาแต่เก่าก่อน เช่น เกิดขบวนการคนไร้ที่ดินต่อสู้เพื่อให้ได้ที่ดินในบราซิล ชาวนาพื้นเมืองในเม็กซิโกต่อสู้เพื่อสิทธิประชาธิปไตยและสิทธิในการปกครองตนเอง ทั้งยังเกิดขบวนการปลดปล่อยอีกจำนวนหนึ่ง เช่น ในประเทศโคลัมเบีย การเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้หน่วยงานต่างๆ มีธนาคารโลก เป็นต้น ต้องเร่งศึกษาเพื่อหาทางแก้ไขหรือลดระดับความรุนแรงของปัญหา ซึ่งที่สำคัญได้แก่ การแก้ปัญหาความยากจน การไร้ที่ดินทำกิน การทุจริตคอร์รัปชั่นของเจ้าพนักงานรัฐ ตลอดจนนโยบายและการปฏิรูปของรัฐบาลที่ไม่เอื้อต่อคนยากจน เหล่านี้ทำให้ภาวะเศรษฐกิจใต้ดินขยายตัวมากขึ้น 3) แรงงานอพยพและผู้ลี้ภัย ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาไม่สงบ เช่น สงครามกลางเมืองและสถานการณ์หลังจากนั้น อีกส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะความยากจน ทำให้เกิดผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางไปยังสหรัฐ จนกระทั่งประชากรสหรัฐที่พูดภาษาสเปน หรือที่เรียกว่าลาติโน ได้กลายเป็นชนส่วนน้อยที่เพิ่มสัดส่วนอย่างรวดเร็วในสหรัฐ เหล่านี้ก็ชักชวนให้มีการศึกษาในเรื่องสาเหตุและผลกระทบ โดยแรงงานอพยพเหล่านี้ ได้กลายเป็นแรงงานนอกระบบหรือแรงงานใต้ดินที่สำคัญของสหรัฐด้วย ที่มหาวิทยาลัยพรินซตันของสหรัฐ มีการจัดตั้งศูนย์เพื่อการย้ายถิ่นและการพัฒนา (Center for Migration and Development) ซึ่งทำการศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐกิจนอกระบบโดยเฉพาะในภูมิภาคละตินอเมริกา การศึกษาของ เฮอร์นานโด เดอ โซโต้ บุคคลสำคัญที่ศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐกิจใต้ดินในภูมิภาคนี้ได้แก่ เฮอร์นานโด เดอ โซโต้ ซึ่งได้เขียนหนังสือเล่มที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจอย่างสูงชื่อ "อีกหนทางหนึ่ง" (The Other Path ซึ่งได้เริ่มเขียนตั้งแต่ปี 1982 และตีพิมพ์ในปี 1986) เดอ โซโต้ ผู้นี้แม้ว่าจะเป็นชาวเปรู แต่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก เป็นนักลงทุน และมีประวัติการทำงานเกี่ยวข้องกับธนาคารโลก เดินทางกลับไปยังเปรูเมื่ออายุกว่า 30 ปีแล้ว หนังสือของ เดอ โซโต้ ได้รับการยกย่องอย่างสูงจากนักวิชาการตะวันตก และนักบริหาร อย่างเช่นอดีตประธานาธิบดีเรแกน เขาเปิดเผยให้เห็นว่าภูมิภาคละตินอเมริกานั้นได้มีรากของระบบทุนนิยมแฝงฝังอยู่แล้ว แต่ในอีกรูปแบบหนึ่งหรืออีกหนทางหนึ่ง นอกเหนือจากแบบตะวันตก ซึ่งระบบทุนนิยมแสดงออกที่บริษัทจดทะเบียนหรือบรรษัทขนาดใหญ่เป็นเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ แต่ในเปรูซึ่งอาจขยายรวมไปถึงประเทศกำลังพัฒนาอื่น ทั้งในเอเชียและแอฟริกาเป็นอีกแบบหนึ่ง นั่นคือเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งถูกทำให้ต้องอยู่นอกระบบเนื่องจากกฎระเบียบและการทุจริตคอร์รัปชั่น ดังนั้น หากยอมรับเศรษฐกิจนอกระบบซึ่งเป็นการประกอบการขนาดเล็กและขนาดจิ๋ว เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ได้ทำมาหากินโดยไม่ต้องถูกรีดไถ ให้ได้มีหลักประกัน มีแหล่งสินเชื่อ ตลอดจนการเสริมความรู้ด้านต่างๆ เป็นต้น ก็จะเป็นการพัฒนาระบบตลาดและระบบทุนในประเทศนั้นอย่างดี แนวคิดนี้ความจริงไม่ใช่ใหม่ แต่เป็นสิ่งเหมาะเจาะสำหรับการแก้ปัญหาความยากจนที่กำลังแผ่ขยายไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นกระแสสูงของโลกาภิวัตน์ แนวคิดของ เดอ โซโต้ นี้ มีประโยชน์ในแง่ที่ทำให้เกิดความเข้าใจอีกด้านหนึ่งของเศรษฐกิจนอกระบบ และมองเห็นหนทางของการพัฒนาระบบตลาดและทุนในประเทศกำลังพัฒนา รวมไปถึงการแก้หรือลดความรุนแรงของความยากจน แต่ว่ามิติของเศรษฐกิจนอกระบบและความยากจนนั้น มีมากกว่าเรื่องกฎระเบียบและการทุจริตคอร์รัปชั่นของเจ้าพนักงาน รวมไปถึงกลุ่มผู้มีอิทธิพล แต่ยังมีเหตุปัจจัยจากโลกาภิวัตน์ การรุกคืบเข้ามาของบรรษัทข้ามชาติ การแข่งขันซึ่งมักทำลายหรือขจัดผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง นำมาสู่การผูกขาด การรวมศูนย์ทุน การแทรกแซงของมหาอำนาจต่อประเทศกำลังพัฒนา และอื่นๆ เช่น โครงการสร้างทางเศรษฐกิจ-สังคม ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ เศรษฐกิจใต้ดินยังมีส่วนที่ผิดกฎหมาย กระทั่งมีองค์กรอาชญากรรมรวมอยู่ และสิ่งที่เรียกว่า "โจรสวมเสื้อนอก" ก็ดูจะก่อความเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศไม่น้อย ตามการศึกษาของชไนเดอร์ ขนาดเศรษฐกิจใต้ดินของลาตินอเมริกาค่อนข้างใหญ่ ใกล้เคียงกับของแอฟริกา ซึ่งก่อให้เกิดคำถามว่า เหตุใดประเทศที่เกิดในดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ และใกล้เคียงกับสหรัฐที่เป็นมหาอำนาจของโลกจึงมีเส้นทางพัฒนาที่แตกต่างกันมากขนาดนี้ ขนาดเศรษฐกิจใต้ดินของละตินอเมริกา ที่ศึกษา 18 ประเทศตั้งแต่อาร์เจนตินาถึงเวเนซุเอลา เฉลี่ยราวร้อยละ 41 ของเศรษฐกิจที่เป็นทางการในปี 1999/2000 จึงกล่าวได้ว่าเหมือนเป็นเศรษฐกิจคู่ขนาน ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินใหญ่ที่สุด ได้แก่ โบลิเวียตกร้อยละ 67.1 ตามด้วยปานามาร้อยละ 64.1 และเปรูร้อยละ 59.9 ดูจาก 3 ประเทศนี้แล้ว กลายเป็นว่าเศรษฐกิจใต้ดินเป็นเศรษฐกิจหลักของประเทศ ซึ่งจำต้องให้การสนใจและดูแลเป็นพิเศษ ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินเกินร้อยละ 50 ของเศรษฐกิจทางการอีก 2 ประเทศ ได้แก่ กัวเตมาลาและอุรุกวัย ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินสูงร้อยละ 51.9 และ 51.1 ตามลำดับ ที่น่าสังเกตก็คือประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่มากเป็นอันดับ 1 และ 2 ของภูมิภาคนี้ก็มีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินค่อนข้างสูง นั่นคือ บราซิล ตกร้อยละ 39.1 และเม็กซิโก ซึ่งได้เข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มโออีซีดีและทำสัญญาเขตการค้าเสรีกับสหรัฐ ตกร้อยละ 30.1 สำหรับประเทศอาร์เจนตินา ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสาม ขนาดเศรษฐกิจใต้ดินค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเดียวกัน นั่นคือตกร้อยละ 25.4 ของเศรษฐกิจทางการ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครั้งหลัง มีความเป็นไปได้ว่าขนาดเศรษฐกิจใต้ดินของประเทศนี้น่าจะสูงขึ้น ส่วนประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินเล็กที่สุดในภูมิภาคนี้ ได้แก่ ประเทศชิลีตกร้อยละ 19.8 ใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้ว กล่าวกันว่า อำนาจการปกครองในละตินอเมริกานั้นแข็ง ขณะที่ประชาสังคมอ่อนแอ การปกครองในแถบนี้จึงเป็นแบบเผด็จการ ซึ่งส่วนมากจะเป็นเผด็จการทางทหาร ที่มีแนวคิดพัฒนาประเทศแบบเสรีนิยม และมักได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐและกลุ่มทุนโลก อีกส่วนหนึ่งในบางประเทศบางเวลา มีระบอบปกครองที่เอียงซ้าย แต่มักถูกโค่นล้มโดยการสนับสนุนจากสหรัฐ เหลือที่เป็นเผด็จการฝ่ายซ้าย อยู่เพียงประเทศเดียว ได้แก่ คิวบา อำนาจรัฐในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาที่ดูเข้มแข็งนี้ ความจริงก็ไม่ได้เข้มแข็งอะไรมาก เพราะว่าในข้อแรกไม่สามารถสนองสินค้าสาธารณะแก่ประชาชน อันได้แก่ การศึกษา บริการสาธารณสุข เป็นต้น สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากการเป็นหนี้ก้อนใหญ่ ซึ่งนำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจและการลดค่าเงินอย่างฮวบฮาบด้วย ในข้อที่สอง ไม่สามารถรักษากฎหมายให้มีความศักดิ์สิทธิ์ เหตุสำคัญประการหนึ่งเกิดจากการมีอภิสิทธิ์ชนที่มีอำนาจสูง รัฐไม่สามารถให้ความคุ้มครองปลอดภัยแก่ประชาชนตั้งแต่ระดับสูงถึงระดับล่าง ระดับสูงต้องอยู่ในหมู่บ้านที่มียามรักษาความปลอดภัย จ้างผู้รักษาความปลอดภัยส่วนตัว แม้อย่างนั้น ก็เกิดกรณีลักพาตัวเพื่อเรียกค่าไถ่เป็นประจำ ส่วนคนระดับล่างต้องดิ้นรนคุ้มครองรักษาตัวเอาเอง ในข้อที่สามรัฐบาลเหล่านี้มักถูกแรงกดดันจากภายนอก ยากที่จะรักษาความเป็นตัวเอง เศรษฐกิจใต้ดินในละตินอเมริกาจึงอยู่ในสิ่งแวดล้อมพิเศษบางอย่าง การทำความเข้าใจและการจัดการในเรื่องนี้จึงมีความสลับซับซ้อนสูง ทั้งยังมีความสำคัญมากต่อแนวทางการพัฒนาประเทศ มีนักวิชาการบางคนเสนอว่า การศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องระบอบรัฐและนโยบาย รวมทั้งการสร้างแบบจำลองสำหรับการพัฒนา มีความจำเป็นในการแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจใต้ดิน หน้า 47 เศรษฐกิจใต้ดิน : (9) การงอกงาม ใต้ร่มเงาโลกาภิวัตน์ บทความพิเศษ โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย (TTMP) โดยการสนับสนุนของ สกว. มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 09 มกราคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1221 เศรษฐกิจใต้ดินในกลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่าน การจัดกลุ่มประเทศ กลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่าน (Transition Countries) เป็นประเทศที่กำลังเปลี่ยน ผ่านจากระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ สู่ระบบทุนนิยม เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง ในโลกปัจจุบัน เกี่ยวข้องกับกว่า 20 ประเทศ ประชากรกว่า 300 ล้านคน กลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่านนี้อาจจัดตามภูมิศาสตร์การเมืองออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ได้แก่ กลุ่มที่เคยอยู่รวมกันเป็นสหภาพโซเวียตเดิม ซึ่งได้รวมตัวกันเป็นเครือรัฐอิสระ (Commonwealth of Independent States - CIS) ก่อตั้งในช่วง ค.ศ.1991-1993 ประกอบด้วย รัสเซีย ยูเครน เบลารุส คาซักสถาน (Kazakhstan) คีร์กีสถาน (Kyrgystan บางทีเรียกว่า สาธารณรัฐคีร์กิส Kyrgyz Republic) ทาจิกิสถาน (Tajikistan) เติร์กเมนิสถาน (Turkmenistan) อุซเบกิสถาน (Uzbekistan) อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจัน (Azerbaijan) มอลโดวา (Moldova) และจอร์เจีย (Georgia) รวม 12 รัฐ นอกจากนี้ ยังมีประเทศลัตเวีย ลิทัวเนีย (สองรัฐนี้ถูกสหภาพโซเวียตผนวกเข้ามา และประกาศเป็นเอกราชในปี 1991 ไม่ได้เข้าร่วมเครือรัฐอิสระ) อีกกลุ่มหนึ่ง เรียกรวมกันว่าเป็นยุโรปตะวันออก ซึ่งเกือบทั้งหมดตกอยู่ใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียต ได้แก่ โปแลนด์ สาธารณรัฐเชก สาธารณรัฐสโลวัก (สองรัฐท้ายแยกตัวจากเชโกสโลวะเกีย เมื่อปี 1993) ฮังการี สหพันธ์สาธารณรัฐยูโกสลาเวีย ซึ่งบางทีเรียกสั้นๆ ว่ายูโกสลาเวีย (ประกอบด้วย 2 รัฐใหญ่ ได้แก่ เซอร์เบีย และมอนเตเนโกร) ประเทศบอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา (Bosnia-Herzegovina) โครเอเชีย (Croatia) สโลวีเนีย (Slovenia) มาซิโดเนีย (Macedonia) (ห้ารัฐท้ายแยกจากสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย เมื่อระหว่างปี 1991-1992 การแยกตัวเป็นรัฐอิสระต่างๆ ของยูโกสลาเวียเดิม เกิดขึ้นท่ามกลางความรุนแรง และสงครามกลางเมือง ซึ่งจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่สงบเรียบร้อยดี แม้ว่ายังมีกองกำลังต่างชาติคอยรักษาความสงบเรียบร้อยภายในอยู่ ยูโกสลาเวียนั้นตั้งตัวเป็นอิสระ ไม่ยอมตกอยู่ในอำนาจของสหภาพโซเวียต) ประเทศแอลเบเนีย บัลแกเรีย โรมาเนีย (วางตัวเป็นอิสระจากสหภาพโซเวียต ภายใต้การนำของโคเซสคู ซึ่งถูกโค่นล้มในปี 1989) รวม 11 ประเทศ ทั้งนี้ ในการศึกษาเศรษฐกิจใต้ดินของกลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่านของชไนเดอร์มีทั้งสิ้น 23 ประเทศ ไม่มีประเทศทาจิกิสถานและเติร์กเมนิสถาน ภูมิหลังที่สำคัญ เศรษฐกิจใต้ดินในกลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่าน ได้เป็นที่สนใจศึกษากันมาก ทั้งนักวิชาการภายใน และต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจตะวันตก ทั้งนี้ เนื่องจาก 1) มีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในประเทศเหล่านี้ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้ คาดว่าจะมีค่อนข้างสูง ทั้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว บางประการก็ไม่ได้เป็นไปตามคาดหมาย เช่น คาดหมายว่า เมื่อระบอบสังคมนิยมล่มสลายลง แต่ละประเทศก็จะก้าวสู่หนทางทุนนิยม หรือกระทั่งเกิดเสรีประชาธิปไตย แต่ในหลายประเทศเมื่ออำนาจรัฐ ของรัฐบาลกลางเสื่อมสลาย มันไม่ได้เลื่อนไหลไปสู่ประชาชน หากตกอยู่กับกลุ่มอิทธิพลหรือพวกมาเฟีย 2) ภูมิภาคนี้เป็นเขตแย่งอำนาจกันของ 3 ฝ่าย ได้แก่ ยุโรปตะวันตก หรือสหภาพยุโรป ที่ได้ขยายสมาชิก เข้ามาในยุโรปตะวันออก และสหรัฐ ซึ่งก็ได้ขยายอิทธิพลมาด้วยกัน โดยมากใช้วิธีทำความตกลงแบบทวิภาคี เพื่อดึงให้เป็นพวก ซึ่งก็ได้ผล เช่น ประเทศโปแลนด์ได้เข้าข้างสหรัฐ ในกรณีบุกโจมตีอิรัก กระทั่งพร้อมส่งทหารจำนวนหนึ่งเข้าไปช่วยรักษาความสงบในอิรัก อิทธิพลของสหรัฐยังแผ่เข้าไปในประเทศ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต จนสามารถเข้าไปตั้งฐานทัพ ในประเทศเหล่านั้นได้ เช่น อุซเบกิสถานและทาจิกิสถาน ตั้งแต่ช่วงที่สหรัฐเตรียมตัวบุกอัฟกานิสถาน นอกจากนี้ สาธารณรัฐโซเวียต ซึ่งได้เริ่มฟื้นตัวขึ้นก็พยายามที่จะรักษาอิทธิพลเดิมของตนไว้ อย่างน้อยในดินแดนที่เคยอยู่ร่วมในสหภาพโซเวียต เหล่านี้ชักนำให้มีการศึกษา เกี่ยวกับประเทศในภูมิภาคนี้ อย่างค่อนข้างทั่วด้าน รวมทั้งเศรษฐกิจใต้ดิน เพื่อที่จะสามารถเข้าใจสถานการณ์ และกำหนดนโยบายที่เหมาะสม 3) ประเทศในภูมิภาคนี้เคยเจริญเป็นมหาอำนาจมาก่อนอังกฤษและสหรัฐ ยังคงมีฐานทางภูมิปัญญาค่อนข้างเข้มแข็ง และต้องการที่จะแสวงหาหนทางการพัฒนาของตน เศรษฐกิจใต้ดิน ซึ่งปรากฏอย่างแพร่หลาย จึงเป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจศึกษาด้วย การที่ประเทศยุโรปตะวันออกจะเข้าร่วมกับสหภาพยุโรป ซึ่งในปี 2004 จะมีจำนวนถึง 8 ประเทศได้เป็นประเด็นร้อนอย่างหนึ่งของกลุ่มประเทศเหล่านี้ ก่อนหน้านั้นมี 4 ประเทศคือโปแลนด์ ฮังการี สาธารณรัฐเชกและสโลวักได้รวมกันตั้ง กลุ่มไวส์กราด (Visegrad ชื่อเมืองในประเทศฮังการีอันเป็นที่ประชุมของผู้นำ 4 ประเทศ) เพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายและมาตรการการพัฒนาร่วมกัน ควบคู่ไปกับตะวันตก ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ ก่อให้เกิดความคิดว่าน่าจะจัดตั้ง สหภาพยุโรปกลางและตะวันออก (Central and Eastern European Union) โดยไม่จำเป็นต้องไปร่วมกับสหภาพยุโรปซึ่งจะทำให้ตนกลายเป็นพลเมืองชั้นสองไป ขนาดและความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษาของชไนเดอร์ พบว่าเศรษฐกิจใต้ดินของกลุ่มประเทศ เปลี่ยนผ่านมีขนาดเฉลี่ยร้อยละ 38 ของเศรษฐกิจ ที่เป็นทางการในปี 1999/2000 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินใหญ่ที่สุด เคยอยู่ในสหภาพโซเวียตมาก่อน ได้แก่ จอร์เจียร้อยละ 67.3 อาเซอร์ไบจันร้อยละ 60.6 และยูเครนร้อยละ 52.2 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินปานกลาง ได้แก่ บัลแกเรียและโรมาเนีย ร้อยละ 36.9 และ 34.4 ตามลำดับ ที่มีขนาดเล็ก ได้แก่ ฮังการีร้อยละ 25.1 สาธารณรัฐเช็กร้อยละ 19.1 และสาธารณรัฐสโลวักร้อยละ 18.9 ใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนตัวเลขของเศรษฐกิจใต้ดินของรัสเซียนั้นตกร้อยละ 46.1 ซึ่งบางคนคิดว่าสูงกว่านั้นอีก โดยอาจสูงถึงร้อยละ 60 (Central Europe Review, 20 Nov. 2000) ในปี 1997 มีการประชุมเกี่ยวกับเศรษฐกิจใต้ดินในกลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่าน ต่อมาได้มีการรวบรวมแก้ไขตีพิมพ์ เป็นรูปเล่มหนังสือ ว่าด้วยเศรษฐกิจใต้ดินในกลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่านในปี 1999 (Underground Economies in Transition : Unrecorded Activity, Tax Evasion, Corruption and Organized Crime) ได้พยายามอธิบายบทบาท และผลกระทบของเศรษฐกิจใต้ดิน โดยชี้ว่าโลกาภิวัตน์มีส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจใต้ดินเติบโต พร้อมกับการค้าข้ามชายแดนที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่กลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่าน ก็อยู่ในช่วงของการสร้างสถาบันทางเศรษฐกิจ- การเมืองใหม่ มีความเติบโตทางเศรษฐกิจสูง และมีความพยายามที่จะเข้าร่วมสหภาพยุโรป เกิดเป็นปรากฏการณ์เศรษฐกิจคู่ขนานขึ้น ประเด็นศึกษาที่สำคัญ หนังสือเล่มนี้ได้ศึกษาประเด็นสำคัญๆ ได้แก่ 1) เศรษฐกิจใต้ดินเป็นสิ่งตกทอดมาตั้งแต่ก่อนสมัยเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านหรือไม่ โดยการศึกษาการบังคับใช้กฎระเบียบ 2) อิทธิพลต่อกันระหว่างเศรษฐกิจแบบเป็นทางการและนอกระบบ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ การเก็บภาษี กฎระเบียบ ค่าใช้จ่ายภาครัฐ การบริหารประเทศ และคอร์รัปชั่น และเห็นว่าถ้าจะลดขนาดเศรษฐกิจใต้ดินลง จะต้องมีผู้กำหนดนโยบาย ที่รู้เรื่องราว และรัฐบาลต้องเข้ามาเกี่ยวข้องในบางเรื่อง ได้แก่ การเพิ่มค่าเสี่ยง และค่าใช้จ่าย ในการทำเศรษฐกิจใต้ดิน โดยการติดตามตรวจสอบและการลงโทษ การลดแรงจูงใจ ที่จะทำเศรษฐกิจใต้ดินโดยใช้เครื่องมือทางภาษี และกฎระเบียบ การกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมศีลธรรม และความโปร่งใสในตลาด 3) ปัจจัยเรื่องความเฉื่อยทางวัฒนธรรม งานศึกษาชี้ว่า ความเฉื่อยทางวัฒนธรรม (Cultural Inertia) ที่เกิดจากมิติทางเศรษฐกิจ- วัฒนธรรม 4 ด้านได้แก่ เศรษฐกิจแบบประเพณี ความยากจน ลัทธิฉวยโอกาส และความไม่ไว้ใจในสถาบันสังคม เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดเศรษฐกิจใต้ดิน รายงานชี้ว่าโครเอเชีย ที่มีความเฉื่อยทางวัฒนธรรมสูง ก็มีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินสูง 4) มีงานศึกษาบางชิ้นเสนอความเห็นว่า ขนาดของเศรษฐกิจใต้ดินเป็นเครื่องชี้วัดสำคัญ ของกระบวนการปฏิรูปในกลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่าน เช่น องค์กรอาชญากรรม โดยเฉพาะในรัสเซียได้เติบโตมาก เมื่ออำนาจรัฐที่มีบทบาทมากแบบเดิมเสื่อมลง นอกจากนี้ การกระจายความมั่งคั่งใหม่ ของทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งมีจำนวนมหาศาล การวิ่งเต้นหาตำแหน่ง และการใช้จ่ายทรัพยากรของชาติอย่างฟุ่มเฟือย เหล่านี้ทำให้รายได้ประชาชาติลดลง และเศรษฐกิจใต้ดินใหญ่ขึ้น ซึ่งจะทำให้การเปลี่ยนผ่านลำบากขึ้น 5) แรงงานใต้ดินหรือแรงงานนอกระบบเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่ในหลายประเทศ เช่นร้อยละ 26 ในโครเอเชีย ร้อยละ 16 ในโปแลนด์ 6) การศึกษาทางด้านตลาด พบว่าการค้าในเศรษฐกิจใต้ดินน่าจะมาแทนที่ ไม่ใช่อยู่ร่วมกับการค้าที่เป็นทางการ ทั้งนี้ เนื่องจากความต้องการสินค้านอกระบบสูง หนังสือเล่มนี้ได้ให้คำตอบหลายอย่าง แต่ก็พบว่ายังมีประเด็นที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก หน้า 47 เศรษฐกิจใต้ดิน : (10) การงอกงาม ใต้ร่มเงาโลกาภิวัตน์ บทความพิเศษ โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย (TTMP) โดยการสนับสนุนของ สกว. มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1222 รายงานการศึกษาสองชิ้น มีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐกิจใต้ดินในกลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่าน 2 ชิ้น ที่น่ายกเป็นตัวอย่าง ชิ้นแรก เป็นของสถาบันเศรษฐกิจแห่งเบลเกรด ประเทศยูโกสลาเวีย เป็นการศึกษาเชิงโครงสร้างในหลายมิติ ชิ้นที่สอง เป็นของนักสังคมวิทยา ซาราห์ บัสส์ (Sarah Busse) แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ซึ่งเน้นการดิ้นรนต่อสู้ในชีวิตประจำวัน ในเมืองโนโวซิเบิร์สก์ ทางตอนกลางของไซบีเรีย ซึ่งเป็นเมืองใหญ่มีประชากรเกือบ 2 ล้านคน เป็นศูนย์กลางทางการทหาร อุตสาหกรรม วัฒนธรรม การขนส่งและการค้า จนกระทั่งได้สมญาอย่างไม่เป็นทางการว่าเป็น "นครหลวงของไซบีเรีย" 1) รายงานของสถาบันเศรษฐกิจแห่งเบลเกรด ค.ศ.2000 มีการค้นพบและข้อเสนอแนะที่น่าสนใจดังนี้ (1) พบว่าในช่วงต้นของการเปลี่ยนผ่านใน ค.ศ.1989 ปรากฎว่าเศรษฐกิจใต้ดิน มีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจภาคธุรกิจเอกชน เช่น ในประเทศบัลแกเรีย เศรษฐกิจภาคธุรกิจเอกชนมีขนาดร้อยละ 10 ของจีดีพี เศรษฐกิจใต้ดินมีขนาดร้อยละ 23 ประเทศฮังการีขนาดเศรษฐกิจภาคธุรกิจเอกชนตกร้อยละ 15 ส่วนเศรษฐกิจใต้ดินมีขนาดร้อยละ 25 ของจีดีพี แต่เมื่อดำเนินไประยะหนึ่งในปี 1995 ปรากฏว่า เศรษฐกิจภาคธุรกิจเอกชนกลับมีขนาดใหญ่กว่าเศรษฐกิจใต้ดิน เช่น ในประเทศบัลแกเรียขนาดเศรษฐกิจภาคธุรกิจเอกชนเพิ่มเป็นร้อยละ 45 ขณะที่เศรษฐกิจใต้ดินมีขนาดร้อยละ 34 ของจีดีพี และมีข้อสังเกตว่าในประเทศใดที่เศรษฐกิจภาคธุรกิจเอกชนโตเร็ว เศรษฐกิจใต้ดินจะโตช้า เช่น ประเทศโปแลนด์เศรษฐกิจภาคธุรกิจเอกชนในปี 1995 ตกร้อยละ 60 ขณะที่เศรษฐกิจใต้ดินมีขนาดร้อยละ 24 ของจีดีพี (2) สำหรับเศรษฐกิจใต้ดินในรัฐเซอร์เบียซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวียที่เกิดสงครามกลางเมืองนั้น ได้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ-การเมืองยาวนานถึง 10 ปี ทำให้เศรษฐกิจโดยเฉพาะที่เป็นแบบสังคมนิยมหดตัว แต่เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวพบว่าภาคธุรกิจเอกชนสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าภาคสังคมนิยม ในปี 1991 เศรษฐกิจภาคธุรกิจมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 16.6 ของจีดีพี ขณะที่เศรษฐกิจภาคสังคมนิยมตกร้อยละ 83 แต่ในปี 2000 เศรษฐกิจภาคธุรกิจเอกชนมีสัดส่วนเพิ่มเป็นร้อยละ 40.5 ขณะที่ภาคสังคมนิยมลดเหลือร้อยละ 59.5 เหตุปัจจัยหนึ่งที่ขนาดเศรษฐกิจภาคธุรกิจเอกชนขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเศรษฐกิจใต้ดินหรือเศรษฐกิจสีเทาในรัฐนี้ซึ่งมีขนาดใหญ่ สามารถเชื่อมสัมพันธ์กับธุรกิจภาคเอกชนได้ดีกว่า และยังพบว่าเงื่อนไขจูงใจ ลำดับแรกที่จะลดทอนกิจกรรมนอกระบบ ได้แก่ การลดภาษีและค่าใช้จ่ายอย่างอื่น สูงถึงร้อยละ 49.8 ลำดับสอง ได้แก่ การผ่อนคลายกฎระเบียบในการประกอบกิจการตกร้อยละ 24.8 ที่เหลือเป็นเรื่องอื่น เช่น ยกเลิกกฎระเบียบหยุมหยิม และปรับอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราในตลาดมืดและที่เป็นทางการให้เหมาะสม (3) จำนวนแรงงานใต้ดินในรัฐเซอร์เบียค่อนข้างสูง ใน ค.ศ.2000 มีสัดส่วนถึงร้อยละ 30 ของประชากรวัยทำงาน และร้อยละ 51 ทำกิจกรรมใต้ดินทุกเดือน คิดเป็นจำนวนราว 1 ล้านคน ถ้าหากรวมการจ้างตนเองในเศรษฐกิจทางกา แต่ไม่ได้มีการลงทะเบียน ตัวเลขจะเพิ่มเป็นถึง 1.2 ล้านคน และยังพบว่ารายได้ของแรงงานใต้ดินต่อเดือน สูงกว่าในระบบราวร้อยละ 6.8 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนในเศรษฐกิจใต้ดินสูงสุด อยู่ในภาคอุตสาหกรรมและการขนส่ง ต่ำสุดอยู่ภาคอาหารและการท่องเที่ยว (4) เศรษฐกิจใต้ดินของเซอร์เบีย ภาคที่ใหญ่ที่สุดได้แก่การค้า ตกร้อยละ 20.7 ของทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ งานช่างตกร้อยละ 20.5 ของทั้งหมด การเกษตรร้อยละ 19.0 ภาครัฐบาล ศาล และทหารตกร้อยละ 13.5 (5) การลดขนาดเศรษฐกิจใต้ดินในเซอร์เบียนั้นยากที่จะกระทำโดยการใช้การปราบปราม ทั้งนี้เพราะว่า ตลาดแรงงานในภาคธุรกิจเอกชน หรือภาคทางการมีประสิทธิภาพกว่าภาคสังคมนิยม ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานในภาคทางการโดยทั่วไปมีประสิทธิภาพน้อยกว่าภาคเศรษฐกิจใต้ดิน ดังนั้น การลดขนาดเศรษฐกิจใต้ดิน ควรกระทำโดยการปฏิรูปสร้างบรรยากาศทางธุรกิจที่เอื้อต่อเศรษฐกิจที่เป็นทางการ ใช้มาตรการที่มุ่งต่อพฤติกรรมของผู้ประกอบการโดยตรงและลดขนาดเศรษฐกิจสีเทา และมาตรการที่เสริมความเข้มแข็งทางการบริหารของรัฐบาล 2) ผลการศึกษาของซาราห์ บัสส์ ซาราห์ บัสส์ เป็นนักสังคมวิทยาใช้วิธีการศึกษาแบบชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnographic Method) ได้แก่ การเข้าไปฝังตัวกลมกลืนกับชีวิตชาวบ้าน เพื่อศึกษาสังเกตว่า ชาวเมืองโนโวซิเบิร์สก์ ได้ใช้กลยุทธ์อะไร ในการต่อสู้เพื่อดำรงชีวิตประจำวัน ใช้เวลาระหว่างเดือนกันยายน 1999 ถึงเดือนมิถุนายน 2000 ผลการศึกษาที่น่าสนใจ ได้แก่ (1) ทุนในการต่อสู้ในชีวิตประจำวัน ชาวเมืองโนโวซิเบิร์สก์ทั่วไปใช้ทุนหลากหลายในการดิ้นรนต่อสู้ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ก) ทุนการเงิน (Financial Capital) ซึ่งรวมถึงเงินสด เงินฝากธนาคาร หุ้นและเงินลงทุนอื่น สำหรับชาวเมืองส่วนใหญ่ที่สุดแล้ว ทุนการเงิน ได้แก่ เงินที่เก็บไว้ที่บ้าน และบางทีเพื่อลดความเสี่ยงของการเคลื่อนไหวค่าเงินรูเบิลของรัสเซีย บางคนใช้วิธีแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐเก็บไว้ และบ่อยครั้งเป็นการแลกเงินแบบไม่ผ่านธนาคาร มีตลาดมืดแลกเงินปรากฏทั่วไป ข) ทุนทางกายภาพ (Physical Capital) เป็นวัตถุที่ใช้หรือแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้ เช่น ห้องพักที่สืบทอดมา แต่ตั้งรัสเซียยังเป็นแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ซึ่งสามารถนำมาให้ผู้อื่นเช่าได้ นอกจากนี้ ยังมีรถยนต์ บ้านพักหรือที่ดิน สิทธิทำกินในที่ดินเพื่อปลูกมะเขือเทศ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ในครัว เครื่องถ้วยชามเก่า หนังสือ และเฟอร์นิเจอร์ ทุนทางกายภาพเป็นสิ่งที่เห็นชัดที่สุด มีการค้าทุนทางกายภาพนี้ทั่วไปตามท้องถนนและในบ้าน การเกิดขึ้นของคนมั่งมีใหม่ พากันมีเงินทุนทางกายภาพนี้อย่างฟุ่มเฟือย ซึ่งมักตกเป็นที่นินทาหรือถากถางในหมู่ชาวบ้าน ค) ทุนมนุษย์ แบ่งออกเป็น 2 แบบย่อย ได้แก่ ทุนทางปัญญา (Intellectual Capital) เป็นการศึกษา และการฝึกอบรมที่เป็นทางการ และ ทุนทางทักษะ (Skill Capital) เป็นทักษะ ความชำนาญและประสบการณ์ชีวิต เช่น การเย็บผ้าที่บ้าน การซ่อมรถยนต์และเครื่องจักร รวมทั้งภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งชาวเมืองสามารถนำมาใช้เพื่อหารายได้ สำหรับในเมืองนี้ทุนทางปัญญาใหม่ เช่น การบัญชี บริหารธุรกิจ กฎหมาย การรู้ภาษาอังกฤษ จะมีรายได้สูงสุด ตามด้วยทุนทางทักษะ ถัดไปได้แก่การมีกำลังกายเข้มแข็ง และมีเวลาทำงานเต็มที่ เช่น การปลูกมันฝรั่ง การซักผ้าด้วยมือ ที่ได้รายได้น้อยที่สุดเป็นกลุ่มที่ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือทุนทางปัญญาเดิม ง) ทุนทางสังคม (Social Capital) หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ซึ่งทำให้ทุนต่างๆ สามารถไหลเวียน ทุนทางสังคมในเมืองนี้และในรัสเซียในด้านหนึ่ง ก็คล้ายกับทุนทางสังคมในประเทศอุตสาหกรรม แต่ก็มีลักษณะเฉพาะตัวบางด้าน ได้แก่ (ก) รัสเซียในระบอบสังคมนิยมมีลักษณะปิด ไม่ได้ติดต่อกับชาวต่างประเทศ ระหว่างพลเมืองรัสเซียเองก็มีการติดต่อกันน้อย เนื่องจากความจำกัดของเครื่องมือทางการสื่อสาร ทำให้สังคมรัสเซียสร้างหน่วยสังคมที่เหมือนเซลล์จำนวนมากขึ้น แต่ละเซลล์หรือกลุ่มเซลล์จะดำรงอยู่ลำพังตนเอง (ข) ในรัสเซียเก่ามีการห้ามการเคลื่อนย้ายประชากรอย่างเสรี ทำให้ไม่ค่อยเกิดมีเพื่อนบ้านใหม่ สร้างสังคมปิดขึ้น (ค) การจ้างงานกระทำโดยรัฐ มักเป็นการจ้างงานตลอดชีพ จึงแทบไม่มีการเปลี่ยนงาน ไม่มีเพื่อนร่วมงานใหม่มาก และเสริมการสร้างความเป็นปึกแผ่นในกลุ่มคนงานแคบๆ (ง) ในรัสเซียเดิม สถานะ ตำแหน่ง เอกสิทธิ์ที่สามารถเข้าถึงอำนาจมีความสำคัญกว่าเงิน การเชื่อมโยงสายสัมพันธ์หรือการเล่นเส้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการต่อสู้ในชีวิตประจำวัน ทุนทางสังคมนี้กล่าวกันว่าเป็นสิ่งสำคัญจำเป็นสำหรับเศรษฐกิจใต้ดิน และในรัสเซีย สิ่งที่ชาวเมืองนี้มีมากที่สุดได้แก่ ทุนทางสังคม ซึ่งย่อมทำให้เศรษฐกิจใต้ดินของเมืองนี้ดำเนินคู่ขนานไปกับเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ (2) ทุนการเงินจะเข้ามาแทนที่ท่ามกลางสถานการณ์แห่งความไม่แน่นอน การที่จะได้มาซึ่งสินค้า และบริการ ในระบบสังคมนิยมจำต้องอาศัยทุนทางสังคม แต่ในระบบทุนนิยมนั้น ทุนการเงินเป็นสื่อกลางที่สำคัญที่สุด ในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน การเปลี่ยนผ่านจากระบบสังคมนิยมสู่ระบบทุนนิยม ก่อให้เกิดสถานการณ์ และการขับเคลื่อนที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ก) สถานการณ์แห่งความไม่แน่นอน และคาดทำนายได้ยาก การดำเนินชีวิตจึงไม่ได้อยู่ที่การตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้า แต่อยู่ที่การสาละวนแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันและอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำกล่าวที่แพร่หลายมากในยุคหลังโซเวียต ได้แก่ "คุณต้องรู้จักไหวตัว" (Nado umet krutit sya) แต่ละคนต้องพยายามหารายได้มากกว่าหนึ่งช่องทาง จนกระทั่งมีคำด่าเชิงตลกว่า "ขอให้คุณมีรายได้ทางเดียว" ข) การเปลี่ยนผ่านนี้จะเปลี่ยนทุนอื่นๆไปสู่ทุนการเงินมากขึ้นเรื่อยๆ (3) บริบททางพื้นที่ สังคม และเศรษฐกิจ เป็นสิ่งสำคัญ เศรษฐกิจใต้ดินสามารถเข้าถึงง่าย ช่วยให้ชาวเมืองที่ขัดสน สามารถแก้ปัญหาชีวิตประจำวันของตนได้ ในยุคที่ระบบตลาดกำลังเติบโต ดังนั้น บริบททางพื้นที่ สังคม และเศรษฐกิจ จึงเป็นสิ่งสำคัญในการเข้าใจเศรษฐกิจใต้ดินในเมืองนี้และที่อื่นๆ ของโลก หน้า 47 เศรษฐกิจใต้ดิน : (11) การงอกงาม ใต้ร่มเงาโลกาภิวัตน์ บทความพิเศษ โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย (TTMP) โดยการสนับสนุนของ สกว. มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1223 เศรษฐกิจใต้ดินในประเทศพัฒนาแล้ว แม้ว่าเศรษฐกิจนอกระบบจะเป็นที่สังเกตเห็น และเริ่มศึกษาในประเทศกำลังพัฒนา แต่การศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐกิจใต้ดิน ในประเทศพัฒนาแล้ว ดูจะมีการกระทำอย่างรอบด้าน และต่อเนื่องมากกว่า ในประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในกลุ่มโออีซีดี ทั้งนี้ คงเนื่องจากความก้าวหน้าทางการวิจัย ประกอบกับผลกระทบที่เพิ่มมากขึ้น ของเศรษฐกิจใต้ดิน อัตราการว่างงานที่สูงขึ้น จนกระทั่งขึ้นมาท้าทายต่อระบบทุนนิยมเอง มีประเด็นที่น่าสนใจ 4 ประเด็น ได้แก่ สถานการณ์ทั่วไป แนวโน้ม เหตุปัจจัยของเศรษฐกิจใต้ดินและผลกระทบ 1) สถานการณ์ทั่วไปของเศรษฐกิจใต้ดินในประเทศพัฒนาแล้ว โดยทั่วไปเศรษฐกิจใต้ดินในประเทศพัฒนาแล้ว มีขนาดเล็กกว่าของกลุ่มประเทศอื่น จากการศึกษาเศรษฐกิจใต้ดิน ชไนเดอร์ แบ่งประเทศพัฒนาแล้ว หรือโออีซีดีออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก ได้แก่ ประเทศในยุโรปตะวันตกมี 16 ประเทศ ขนาดเศรษฐกิจใต้ดินเฉลี่ยในปี 1999/2000 ราวร้อยละ 18 ของเศรษฐกิจที่เป็นทางการ โดยประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินสูงมากได้แก่ กรีซและอิตาลี ตกร้อยละ 28.6 และ 27.0 ตามลำดับ ใกล้เคียงกับประเทศกำลังพัฒนา ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินปานกลาง ได้แก่ เดนมาร์ก และเยอรมนี ซึ่งมีรัฐสวัสดิการสูง ตกร้อยละ 18.2 และ 16.3 ตามลำดับ ที่มีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินเล็ก ได้แก่ ประเทศออสเตรียตกร้อยละ 10.2 และสวิตเซอร์แลนด์ ร้อยละ 8.8 ใกล้เคียงกับของสหรัฐ กลุ่มที่สอง ได้แก่ ประเทศในอเมริกาเหนือและแปซิฟิกมีอยู่ 4 ประเทศ ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินสูง ได้แก่ แคนาดาและออสเตรเลียตกร้อยละ 16.3 และ 15.3 ตามลำดับ ตามด้วยนิวซีแลนด์ซึ่งเป็นประเทศเกาะมีประชากรน้อย มีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินตกร้อยละ 12.7 ของเศรษฐกิจทางการ ทั้ง 3 ประเทศนี้กล่าวได้ว่ามีรัฐสวัสดิการค่อนข้างดี ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใต้ดินต่ำสุดได้แก่ สหรัฐ ซึ่งมีรัฐสวัสดิการต่ำเมื่อเทียบกับยุโรปตะวันตก ตกร้อยละ 8.8 เฉลี่ยขนาดเศรษฐกิจใต้ดินของประเทศทั้ง 4 นี้ตกร้อยละ 13.5 ของเศรษฐกิจทางการในปี 1999/2000 สำหรับขนาดเฉลี่ยของเศรษฐกิจใต้ดินในประเทศพัฒนาแล้ว 21 ประเทศตกร้อยละ 16.8 2) แนวโน้มการศึกษาเศรษฐกิจใต้ดินในประเทศพัฒนาแล้ว 21 ประเทศกลุ่มโออีซีดี โดยใช้วิธีคำนวณจากอุปสงค์ของเงินตรา (Currency Demand Method) ในระยะ 10 ปี ตั้งแต่ปี 1989/90 ถึงปี 2001/2002 พบว่า ค่าเฉลี่ยของเศรษฐกิจใต้ดินในประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลง แม้ว่าจะได้ผ่านช่วงที่ดีของเศรษฐกิจในทศวรรษ 1990 ซึ่งเกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่นำโดยเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร โดยเพิ่มจากร้อยละ 13.2 ในปี 1989/1990 เป็นร้อยละ 16.7 ในปี 2001/2002 ไม่เว้นแม้แต่สหรัฐที่มีอัตราเศรษฐกิจขยายตัวสูง โดยขนาดเศรษฐกิจใต้ดินเพิ่มจากร้อยละ 6.7 ในปี 1989/1990 เป็นร้อยละ 8.7 ในปี 2001/2002 และในญี่ปุ่นที่คนงานเกือบทั้งหมดเป็นมนุษย์เงินเดือน ขนาดเศรษฐกิจใต้ดินก็ยังขยายตัวจากร้อยละ 8.8 เป็น 11.1 ในช่วงเวลาเดียวกัน การที่ขนาดเศรษฐกิจใต้ดินในประเทศพัฒนาแล้วซึ่งมีระบบตลาดพัฒนาไปสูง มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นนี้ อาจตีความหมายได้ว่า (1) ระบบตลาดทุนนิยมเสรี มีขีดจำกัดในการดึงทุกส่วนในสังคมให้เข้าสู่ระบบ ดังนั้น อาจคาดหมายว่า ความพยายามใดๆ ของประเทศกำลังพัฒนารวมทั้งของประเทศไทย ที่จะขจัดเศรษฐกิจใต้ดิน และนำเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการทั้งหมด ย่อมยากที่จะประสบความสำเร็จ คงทำอย่างมากได้เพียงการลดขนาดของเศรษฐกิจใต้ดินลงบ้าง โดยเฉพาะเศรษฐกิจใต้ดินที่สาธารณชนเห็นว่าเป็นอันตรายต่อสังคม เช่น การค้ายาเสพติด การมีบ่อนและซ่องมากเกินไป และการมีอิทธิพลมืดคุกคามการทำมาหากินโดยปกติ (2) ระบบตลาดแบบทุนนิยมเสรีมีการส่งเสริมการแข่งขันและการรวมศูนย์ทุนในมือคนกลุ่มน้อยขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งในการทิ้งให้คนจำนวนมากต้องเลือกกลยุทธ์ในการต่อสู้ในชีวิตประจำวันในเศรษฐกิจใต้ดิน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วนี้ มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาที่เดินตามรอยมาติด 3) เหตุปัจจัยของเศรษฐกิจใต้ดินในประเทศพัฒนาแล้ว (1) ภาระทางภาษีและเงินประกันสังคม เป็นเหตุปัจจัยที่เห็นพ้องกันมากที่สุดในหมู่นักวิชาการว่า การเพิ่มภาษีและเงินประกันสังคมเป็นสาเหตุหลักของการขยายตัวของเศรษฐกิจนอกระบบ นั่นคือถ้าส่วนต่างระหว่างค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าแรงในเศรษฐกิจแบบเป็นทางการกับรายได้หลังหักภาษียิ่งมาก ผู้คนก็มีแนวโน้มที่จะอยู่ว่างๆ มากกว่าทำงานมาก หรือหันไปทำงานในเศรษฐกิจนอกระบบ จากงานศึกษาของชไนเดอร์เอง ระบุว่าประเทศ อย่างเช่น กรีซ อิตาลี เบลเยียม และสวีเดน ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจนอกระบบใหญ่ที่สุดในปี 1996 ก็มีภาระภาษีและเงินประกันสังคมสูงที่สุดด้วย ตกร้อยละ 72.3, 72.9 76.0 และ 78.6 ตามลำดับ ขณะที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และสหรัฐซึ่งมีภาระทางภาษีและเงินประกันสังคมต่ำสุด นั่นคือตกร้อยละ 39.7 และ 41.4 ตามลำดับ ก็มีขนาดเศรษฐกิจนอกระบบต่ำด้วย ตกร้อยละ 7.5 และ 8.8 ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์นี้ดูจะสนับสนุนแนวคิดเรื่องการค้าเสรี ที่รัฐเข้ามาแทรกแซงน้อย และเป็นความแตกต่างด้านนโยบายเศรษฐกิจ-สังคมที่สำคัญ ระหว่างสหรัฐที่ให้บริการจากรัฐน้อย กับยุโรปตะวันตกซึ่งโดยมากให้ความสำคัญทางรัฐสวัสดิการสูงกว่า มีงานศึกษาบางชิ้นเสนอทัศนะว่าสำหรับประเทศในลาตินอเมริกานั้น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจใต้ดินน่าจะใช้แบบจำลองของยุโรปตะวันตก มากกว่าของสหรัฐที่ให้เสรีภาพแก่บรรษัทในการประกอบธุรกิจสูงและยังลดหย่อนภาษีให้แก่บรรษัทใหญ่อยู่เสมอ ซึ่งทำให้สหรัฐมีช่องว่างทางสังคมสูงสุดในบรรดาประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลาย (2) ความเข้มข้นของกฎระเบียบ ซึ่งสามารถวัดได้จากจำนวนกฎหมายและกฎระเบียบ เช่น การบังคับให้จดทะเบียน เป็นสาเหตุที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ลดเสรีภาพของปัจเจกบุคคลในการเข้าร่วมในเศรษฐกิจแบบเป็นทางการ เป็นการเพิ่มอำนาจของเจ้าพนักงานรัฐและเพิ่มการจ้างงานในภาครัฐ กฎระเบียบต่างๆ เช่น กฎระเบียบทางตลาดแรงงาน กำแพงภาษีการค้า และข้อจำกัดแรงงานต่างด้าว ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านแรงงานสูงในเศรษฐกิจที่เป็นทางการ มีการสร้างแบบจำลองและเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์ (Empirical Evidence) ที่ทำนายว่าการเพิ่มกฎระเบียบขึ้น 1 จุดในดรรชนีชี้วัด (มีลำดับ 1 ถึง 5 ซึ่งลำดับ 5 หมายถึงประเทศที่มีกฎระเบียบมากที่สุด) เศรษฐกิจนอกระบบจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.1 มีการศึกษาอื่นที่ใช้ดรรชนีกฎระเบียบกับประเทศกำลังพัฒนา กลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่าน และประเทศพัฒนาแล้วรวม 76 ประเทศ พบว่าการเพิ่มดัชนีกฎระเบียบ 1 จุด จะเพิ่มขนาดเศรษฐกิจนอกระบบถึงร้อยละ 10 จากการค้นพบนี้ จึงมีข้อเสนอว่า รัฐบาลควรเน้นหนักในเรื่อง การปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมาย และกฎระเบียบมากกว่า การเพิ่มจำนวนกฎระเบียบ ซึ่งก็ดูเป็นข้อเสนอที่เหมาะสม ข้อสังเกต มีข้อสังเกตเกี่ยวกับข้อเสนอเกี่ยวกับเหตุปัจจัย 2 ข้อข้างต้นดังนี้ ก) ภาระภาษีและเงินประกันสังคม และความเข้มข้นของกฎระเบียบ ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ หากมีประวัติความเป็นมา และประกอบด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ กล่าวคือ แม้ว่าภาระภาษีและเงินค่าประกัน ตลอดจนความเข้มข้น ของกฎระเบียบจะเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดเศรษฐกิจใต้ดิน แต่ตัวมันเองก็ยังเกิดจากสาเหตุอื่น จึงจำต้องมองมิติในเชิงลึกกว่าปรากฏการณ์ที่เห็น หรือข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่ค้นพบ อาจกล่าวได้ว่า การก่อกำเนิดของภาระภาษีและเงินประกันสังคม รวมทั้งกฎระเบียบบางอย่าง ในตลาดแรงงานของประเทศพัฒนาแล้วนั้น เกิดจากการต่อสู้ของขบวนกรรมกรในประเทศเหล่านั้น อย่างดุเดือดต่อเนื่อง ในรูปแบบต่างๆ เป็นเวลานานนับร้อยปี เช่น การเรียกร้องให้รัฐต้องใช้บริการสาธารณะ การให้ความคุ้มครองสวัสดิภาพ และสวัสดิการแรงงาน ไปจนถึงการเรียกร้องให้กำหนดเวลาทำงาน เช่นไม่เกิน 40 ชั่วโมงใน 1 สัปดาห์ ทำให้รัฐบาลในประเทศพัฒนาแล้ว จำต้องโอนอ่อน เพื่อมิให้ความขัดแย้งในสังคมสูงเกินไป ทุกวันนี้สหภาพแรงงาน ในประเทศพัฒนาแล้ว ก็ยังคงจัดเดินขบวน หรือชุมนุมนัดหยุดงานเพื่อรักษาสิทธิผลประโยชน์ของตน สำหรับสหรัฐนั้น ขบวนการกรรมกรค่อนข้างอ่อนแอเมื่อเทียบกับในยุโรปตะวันตก สหภาพแรงงานสหรัฐถูกสลายลงตั้งแต่ทศวรรษ 1970 และรายได้ที่แท้จริงของคนงานก็กลับลดลงนับจากนั้น ประเด็นเรื่องภาระภาษีและเงินประกันสังคม ในด้านหนึ่งจึงเป็นเหตุปัจจัยของการต่อสู้ ระหว่างกรรมกรฝ่ายหนึ่ง กับรัฐบาล และนายทุนอีกฝ่ายหนึ่ง ผลกระทบต่อเศรษฐกิจนอกระบบ จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และอาจมาจากเหตุปัจจัยอื่นเป็นหลักมากกว่า ข) ภาระภาษีและกฎระเบียบนั้นในบางด้านเกิดจากนโยบายของรัฐบาลทั้งหลาย ไม่ว่าพัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในชาติ เป็นต้น เรียกได้ว่าเป็นชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ชาติพัฒนาแล้วยังมีมาตรการอุดหนุนการค้าทางด้านเกษตร ซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงมากต่อเกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนา การอุดหนุนนี้ไม่ได้เพิ่มขนาดเศรษฐกิจใต้ดินในประเทศพัฒนาแล้ว แต่น่าจะเป็นเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ขนาดเศรษฐกิจใต้ดินของประเทศกำลังพัฒนาขยายตัว เพื่อเป็นทางออกให้ชาวนาผู้ล้มละลายจำนวนมาก ที่ต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด นอกจากนี้ กฎระเบียบเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าว บางครั้งกำหนดขึ้นจากด้านความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ เช่น กรณีประเทศไทย รวมทั้งของสหรัฐเอง ค) มีประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากจำเป็นต้องปรับปรุงด้านการเก็บภาษีและกฎระเบียบต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่ต้องประสบวิกฤติเศรษฐกิจ และมีหนี้สินจนต้องเข้าโครงการของไอเอ็มเอฟ ก็จะถูกบังคับให้ขึ้นภาษี เปิดการค้าและการลงทุนเสรี แปรรูปรัฐวิสาหกิจ และแก้กฎระเบียบซึ่งก็คือคุ้มครองแรงงาน โดยมีจุดประสงค์สำคัญเพื่อให้ประเทศเหล่านี้ชำระหนี้ได้ตามกำหนด ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องเศรษฐกิจใต้ดินแม้แต่น้อย หน้า 47 เศรษฐกิจใต้ดิน : (12) การงอกงาม ใต้ร่มเงาโลกาภิวัตน์ บทความพิเศษ โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย (TTMP) โดยการสนับสนุนของ สกว. มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1224 (3) การแข่งขันที่สูงและพฤติกรรมแสวงหากำไรของบริษัทเอง เหตุปัจจัยที่สำคัญมากของเศรษฐกิจใต้ดินในประเทศพัฒนาแล้ว น่าจะเกิดจากตัวระบบทุนนิยมเอง ทั้งนี้ เพราะว่าระบบทุนในประเทศดังกล่าว ได้พัฒนาไปอย่างเต็มที่จนเกิดคลื่นลูกที่สามพ้นยุคอุตสาหกรรมโรงงานมีปล่องควันแบบเก่าไปแล้ว ระบบตลาดก็พัฒนาถึงขั้นครอบคลุมทุกพื้นที่เข้าสู่การผูกขาดแล้ว องค์กรธุรกิจที่ครอบงำ ได้แก่ บรรษัทใหญ่และเครือข่ายที่แผ่คลุมไปทั่วทุกสาขาเศรษฐกิจ ตั้งแต่การค้าสินค้าเกษตร การค้าอาหาร การค้าปลีก การอุตสาหกรรม ไปจนถึงการสื่อสารมวลชนและการบันเทิง องค์กรธุรกิจเหล่านี้ใหญ่เกินกว่าที่จะหลบไปอยู่ใต้ดิน ขณะเดียวกัน ก็ต้องแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เพื่อสร้างกำไรสูงสุด เพื่อให้ประธานฝ่ายบริหารหรือซีอีโอสามารถดำรงอยู่ในตำแหน่งได้ การแข่งขันอย่างสูงและพฤติกรรมแสวงหากำไรของบรรษัท ก่อให้เกิดเศรษฐกิจใต้ดิน ทั้งในประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนาได้ ดังนี้ ก) มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและการจัดการอยู่ตลอดเวลา เพื่อเสริมประสิทธิภาพและเอาชนะการแข่งขัน ผลกระทบที่รับรู้กันทั่วไปได้แก่การนำเครื่องจักรมาทดแทนแรงงาน อัตราการว่างงานในประเทศพัฒนาแล้วค่อนข้างสูง เช่น ในยุโรปตะวันตกสูงราวร้อยละ 10 ของแรงงานทั้งหมด บางประเทศต้องลดเวลาทำงานลง เช่น เหลือสัปดาห์ละ 4 วันเพื่อไม่ให้ปัญหานี้รุนแรงขึ้นไปอีก แรงงานที่ถูกปลดออกส่วนหนึ่งกลับเข้าไปทำงานแบบไม่เต็มเวลา อีกส่วนหนึ่งเข้าทำงานทางด้านบริการ เหล่านี้ทำให้ได้รับค่าจ้างแรงงานน้อยลง และอยู่ในกิจกรรมที่มีลักษณะสีเทาได้ง่ายเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจและมีการฟื้นตัวขึ้นเช่นในสหรัฐ ก็เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าการฟื้นตัวแบบว่างงานขึ้น ข) เกิดเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยให้กระบวนโลกาภิวัตน์เป็นไปได้ ทำให้บรรษัทข้ามชาติสามารถสร้างเครือข่ายได้ทั่วโลก ได้แก่ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ขณะเดียวกัน ก็พบว่าเทคโนโลยีนี้ทำให้เศรษฐกิจนอกระบบกลับขยายตัวขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น กรณีแนปสเตอร์ที่เอื้อต่อการดาวน์โหลดเพลงฟรี ทำให้อุตสาหกรรมเพลงจำต้องเปลี่ยนจากเป็นทางการมาเป็นแบบนอกระบบ นอกจากนี้ อินเทอร์เน็ตยังช่วยให้บุคคลจำนวนติดต่อระหว่างกันได้อย่างเสรี สามารถที่จะขายของต่างๆได้ทั่วโลกแบบนอกระบบ ค) เพื่อที่จะสร้างกำไรบรรษัทใหญ่ได้ย้ายที่ลงทุนไปสู่ประเทศกำลังพัฒนาที่ค่าจ้างแรงงานถูกกว่า ซึ่งเป็นการทำลายการจ้างงานในประเทศตนเอง มีการศึกษาหลายชิ้นที่พยายามชี้ว่า การที่บรรษัทในสหรัฐ เป็นต้น ย้ายฐานไปลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา เช่น เม็กซิโก ทำให้การจ้างงานในประเทศลดลงเพียงไร แต่ยังไม่ถึงขั้นสร้างดัชนีชี้วัดการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนากี่ล้านดอลลาร์หรือกี่จุด เพิ่มขนาดเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นเท่าใด ยิ่งกว่านั้นการที่สามารถไปลงทุนได้ทั่วโลก ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการกดค่าแรงในประเทศพัฒนาแล้ว ดังที่ได้พบว่าค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงในสหรัฐขณะนี้ยังต่ำกว่าเมื่อปี 1973 เสียอีก การสูญเสียการจ้างงาน และการมีรายได้ลดลง เหล่านี้ย่อมกระตุ้นให้คนงานต้องดิ้นรนเพื่อเลี้ยงชีพ เช่น ในเศรษฐกิจนอกระบบ ง) บรรษัทต่างๆ นิยมการจ้างผลิตนอกบริษัทมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อที่จะสร้างกำไร และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้มากขึ้น ทั้งภายในและภายนอกประเทศ สินค้าประเภทนี้มีตั้งแต่ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงเสื้อผ้า เกิดเป็นโรงงานนรก (Sweat Shop) ขึ้น ซึ่งมักใช้แรงงานใต้ดิน แม้แต่ ซิลิคอน แวลเลย์ ซึ่งเป็นตัวแทนของความทันสมัยและเศรษฐกิจยุคใหม่ ก็ยังมีโรงงานใต้ดินที่รับผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่บริษัทใหญ่ จ) บรรษัทใหญ่จำนวนมากได้ประพฤติผิดกฎหมายอย่างซ้ำซากชัดเจน มีตั้งแต่โรงงานผลิตยาที่กระทำอย่างลวกๆ ไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน รวมทั้งการตั้งราคายาสูงเกินไป บริษัทยาสูบปกปิดผลวิจัยที่แสดงอาการเสพติดนิโคติน การตกแต่งบัญชีและอื่นๆ เพื่อกระตุ้นราคาหุ้นให้สูงขึ้น นอกจากนี้บริษัทใหญ่ยังได้ล็อบบี้หรือวิ่งเต้นกับนักการเมือง เพื่อเปลี่ยนกฎหมายหรือกฎระเบียบใหม่ ให้การกระทำที่ผิดกฎหมายของตนกลายเป็นการกระทำที่ถูกกฎหมาย พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้แตกต่างอะไรกับพฤติกรรมในเศรษฐกิจใต้ดิน เพียงแต่ว่าในเศรษฐกิจใต้ดินมักเป็นรายเล็กรายน้อยหรือไม่มีอำนาจเท่า ฉ) บรรษัทข้ามชาติและรัฐบาลแม่มักสนับสนุนรัฐบาลในประเทศกำลังพัฒนาในการทำลายคู่แข่ง โดยเฉพาะรัฐที่เป็นตัวแทนของนายทุนใหญ่และเจ้าที่ดินใหญ่ เพื่อทำลายคู่แข่งหรือรัฐบาลที่ไม่พึงประสงค์ของตนลงไป โดยมักเป็นการให้การอุดหนุนช่วยเหลืออื่น เช่นการฝึกทหาร การข่าว และเงินช่วยเหลือบ้าง รัฐบาลเหล่านี้หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภายนอก ก็มีแนวโน้มที่จะถูกโค่นล้มด้วยพลังประชาชนแบบใดแบบหนึ่ง รัฐบาลดังกล่าวมักกู้หนี้มาก มีการคอร์รัปชั่นสูง เล่นพวก รักษาสถานะเดิมที่ให้คนส่วนใหญ่หรือจำนวนมากตกอยู่ในภาวะยากจน ซึ่งต้องดิ้นรนยังชีพในเศรษฐกิจใต้ดิน ช) บรรษัทข้ามชาติใช้กลวิธีเพื่อเข้าครอบครองกิจการสำคัญในประเทศกำลังพัฒนา พบว่ามีกิจการบางประเภท โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับพลังงานและเหมืองแร่ ในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นที่หมายปองของบรรษัทข้ามชาติในประเทศอุตสาหกรรม มีการทุจริตคอร์รัปชั่นสูง ซึ่งอาจเป็นต้นตอนำมาสู่สงครามกลางเมือง และอื่นๆ ที่ส่งเสริมเศรษฐกิจใต้ดินในประเทศกำลังพัฒนา จากที่กล่าวแล้ว รวมทั้งปรากฏการณ์ที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นผู้จ้างงานจำนวนมากที่สุด ทำให้มีนักวิชาการบางคน เช่น ศาสตราจารย์โดนัลด์ ดับลิว ไรต์ เห็นว่า พฤติกรรมของเศรษฐกิจนอกระบบกำลังกลายเป็นกระแสหลัก ส่วนพฤติกรรมเศรษฐกิจทางการกลายเป็นกระแสรอง และเรียกแนวโน้มนี้ว่าเป็นการทำให้เป็นนอกระบบ (Informalization) (4) แรงงานอพยพและแรงงานนอกระบบ แรงงานอพยพและแรงงานอกระบบอาจกล่าวได้ว่าเป็นทั้งผลและเหตุปัจจัยของเศรษฐกิจใต้ดิน นั่นคือเมื่อเศรษฐกิจใต้ดินมีขนาดใหญ่ แรงงานอพยพและแรงงานนอกระบบก็มักสูง ในอีกด้านหนึ่ง ในสิ่งแวดล้อมที่การพัฒนาเศรษฐกิจของโลกเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ และมีแนวโน้มไม่สม่ำเสมอต่อไปอีกเรื่อยๆ ประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจนหรือถูกทำให้ยากจนโดยความสัมพันธ์กับประเทศพัฒนาแล้ว จะมีแรงงานส่วนเกินเหลือในประเทศเป็นอันมาก ถ้าหากเศรษฐกิจในประเทศขยายตัวไม่ทัน ซึ่งมักเป็นเช่นนี้ แรงงานดังกล่าวก็จะอพยพไปทำงานในเขตเศรษฐกิจที่พัฒนามากกว่า ซึ่งมักไปทำงานกันในประเทศพัฒนาแล้ว แรงงานอพยพกับชนพื้นเมืองหรือชนส่วนน้อยเป็นพื้นฐานใหญ่ของเศรษฐกิจนอกระบบ สำหรับแรงงานนอกระบบนั้นเป็นที่สนใจศึกษามากขึ้นในประเทศพัฒนาแล้วที่อัตราการว่างงานสูง ผลกระทบของเศรษฐกิจใต้ดิน (1) ผลต่อบริการสาธารณะ เศรษฐกิจใต้ดินทำให้รัฐบาลเก็บภาษีได้น้อยซึ่งมีผลทำให้สนองบริการสาธารณะ เช่น การศึกษา การแพทย์สาธารณสุข กระทำได้น้อย ซึ่งก็มีผลทำให้คุณภาพประชากรลดลง และเข้าสู่เศรษฐกิจทางการได้ยากขึ้น (2) ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน มีทั้งด้านบวกและด้านลบ ด้านบวกทำให้ประชาชนในประเทศกำลังพัฒนาและบางประเทศในยุโรปตะวันตก สามารถทนทานหรือต่อสู้ในชีวิตประจำวันในภาวะที่อัตราการว่างงานสูงได้ ด้านลบมีมากต่อคนงานเองที่ทำงานในสภาวะที่ขาดการคุ้มครองและมีรายได้น้อย (3) ผลต่อระบบตลาด ระบบตลาดปัจจุบันเรียกว่าตลาดเสรี แต่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ และบรรษัทใหญ่ที่เป็นพันธมิตรกัน ตลาดเสรีนี้ให้สัญญาหลายอย่างแก่ประชาคมโลก ได้แก่ ก) เสรีประชาธิปไตยซึ่งรวมถึงความโปร่งใสและการปกครองที่ดี ข) ความมั่งคั่งรุ่งเรือง ค) การมีของกินของใช้อย่างบริบูรณ์ สัญญาเหล่านี้ดูเหมือนว่า จะเป็นจริงแก่คนจำนวนน้อยประมาณร้อยละ 20 อีกราวร้อยละ 80 ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง และดิ้นรนต่อสู้ในชีวิตประจำวันเอง จำนวนมากเข้าร่วมกิจกรรมในเศรษฐกิจใต้ดิน ดังนั้น ถ้าหากเศรษฐกิจใต้ดินขยายตัวมากขึ้นไปเรื่อยๆ ก็น่าจะทำให้ระบบทุนนิยมอ่อนแอลง มองในระดับทั่วโลก สามารถขึ้นท้าทายต่ออำนาจและอิทธิพลของบรรษัทข้ามชาติและประเทศตะวันตกที่ครอบงำโลกอยู่ ในอีกด้านหนึ่งพฤติกรรมที่ฉ้อฉลและละโมบของผู้บริหารระดับสูงในบรรษัท ทำให้ผู้คนรู้สึกเสื่อมศรัทธาในระบบตลาดไม่ว่าจะเป็นตลาดทุนหรือตลาดการค้า เกิดความคิดต่อต้านระบบขึ้น ซึ่งจะสั่นคลอนสถานเดิมอย่างยิ่ง จากการศึกษาทั้งในประเทศกำลังพัฒนา กลุ่มประเทศเปลี่ยนผ่าน และประเทศพัฒนาแล้ว ย่อมเห็นได้ว่าเศรษฐกิจใต้ดินมีความซับซ้อน ลึกซึ้งและละเอียดอ่อนมาก มีทั้งมิติทางประวัติศาสตร์ ทางพื้นที่ และบริบททางเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคม การจัดการกับเศรษฐกิจใต้ดินจึงเท่ากับเป็นการจัดการกับวิถีดำเนินชีวิตของผู้คนจำนวนมาก เส้นแบ่งระหว่างเศรษฐกิจใต้ดินกับบนดินไม่ได้ชัดเจนเหมือนกับที่คาดคิดไว้แต่แรก นอกจากนี้ การศึกษาเศรษฐกิจใต้ดินมักสะท้อนจุดยืนของผู้ศึกษาในระดับหนึ่ง ว่าต้องการศึกษาไปทำไมและเพื่อใคร การเปิดรับผลการศึกษาและบทเรียนจากประเทศต่างๆ ย่อมช่วยให้สามารถเข้าใจเศรษฐกิจใต้ดินในประเทศของตนได้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้หมายถึงต้องลงมือศึกษาด้วยตนเองเป็นสำคัญ หน้า 45 เศรษฐกิจใต้ดิน : (13) การงอกงาม ใต้ร่มเงาโลกาภิวัตน์ บทความพิเศษ โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย (TTMP) โดยการสนับสนุนของ สกว. มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 06 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1225 3. เศรษฐกิจใต้ดินในประเทศไทย การศึกษาเศรษฐกิจใต้ดินในประเทศไทย ผลงานการศึกษาเด่น 4 ชิ้น ผู้นำในการศึกษาเศรษฐกิจใต้ดินอย่างเป็นระบบ และต่อเนื่องในประเทศไทย ได้แก่ ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีนักวิจัยที่เด่นและมีการเคลื่อนไหวเป็นที่น่าจับตา ได้แก่ รองศาสตราจารย์ ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิต และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ งานศึกษาของกลุ่มนี้ กล่าวโดยทั่วไปได้เชื่อมโยงเรื่องเศรษฐกิจกับการเมืองเข้าด้วยกัน และเป็นการมองจากจุดของการแสวงหานโยบายสาธารณะเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ งานเด่นที่ควรกล่าวถึงมีอยู่ 4 ชิ้นด้วยกันได้แก่ 1) คอร์รัปชั่นกับประชาธิปไตยไทย (พ.ศ.2537) ได้เริ่มทำวิจัยตั้งแต่ปี 2534 ใช้เวลาวิจัยราว 2 ปี ผลงานที่เสนอต่อสาธารณชนนั้นได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ส่วนหนึ่งเกิดจากความรู้สึกในหมู่ผู้คนทั่วไปว่าคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาร้ายแรงของชาติ ขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตย หรือทำให้สิทธิผลประโยชน์ของประชาธิปไตย ไม่ได้ตกไปถึงประชาชน ก่อนหน้านั้นเป็นเวลานานมีผู้แต่งเพลงแบบ "ลูกทุ่ง" ที่เปิดโปงการคอร์รัปชั่นที่ "กินจอบกินเสียม" หนังสือเล่มนี้ กล่าวได้ว่า ได้วางพื้นฐานสำหรับการวิจัยต่อไป นั่นคือ ได้กล่าวถึงทฤษฎีและท่าทีต่อคอร์รัปชั่น ซึ่งสามารถนำมาใช้เกี่ยวกับเศรษฐกิจใต้ดินในระดับที่แน่นอน เช่น การกล่าวถึงการสะสมทุน หรือท่าทีต่อคอร์รัปชั่นว่าเป็นน้ำมันหล่อลื่น หรือทรายในเครื่องจักร จากนี้ได้กล่าวถึง "เจ้าพ่อ" ในท้องถิ่น ซึ่งได้เริ่มมีอิทธิพลทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เจ้าพ่อเหล่านี้จำนวนไม่น้อยเกี่ยวข้องกับธุรกิจใต้ดินที่ผิดกฎหมาย และมีการพูดถึงตำรวจกับ "ระบบกินเมือง" หรือส่วยในสมัยก่อน ซึ่งได้กลายเป็นประเด็นร้อนในปี 2546 พร้อมกับมีการเสนอความคิดเรื่อง "รัฐตำรวจ" ในตอนท้าย ได้มีการเสนอข้อแก้ไขซึ่งมีทั้งด้านจริยธรรมและด้านการควบคุมทางภววิสัยทั้งด้านการเมือง การบริหาร และสาธารณะ อนึ่ง เป็นที่สังเกตว่าการการเคลื่อนไหวศึกษาเกี่ยวกับคอร์รัปชั่นนี้ สอดรับกับบรรยากาศการเมืองไทยที่มีลักษณะเป็น "ประชาธิปไตยเต็มใบ" ซึ่งชนชั้นกลางในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ได้เห็นปัญหานี้ชัดเจน และต้องการแก้ไข 2) "Guns, Girls, Gambling, Ganja : Thailand"s Illegal Economy and Public Policy" (พ.ศ.2541) เป็นการศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐกิจนอกระบบในด้านที่ผิดกฎหมาย แต่ก็ได้กล่าวถึงขอบเขตของเศรษฐกิจนอกระบบทั้งหมดไว้ด้วย ผลการศึกษา พบว่าขนาดเศรษฐกิจใต้ดินผิดกฎหมายของไทยระหว่างปี 2536-2538 ตกอยู่ระหว่างร้อยละ 8-13 ของจีดีพี โดยมีการพนันใหญ่ที่สุด รองลงมา ได้แก่ โสเภณี ทั้งยังเกี่ยวพันกับผู้คนจำนวนมาก เช่น หวยใต้ดินมีผู้ทำงานบางเวลารวมแล้วราว 4 ล้านคน และสตรีที่เป็นโสเภณีหรือประกอบอาชีพให้บริการทางเพศมีจำนวน 2 แสนคน (จำนวนโสเภณีนี้ ต่างกับที่กระทรวงสาธารณสุขสำรวจ ที่มีเพียงราวแสนคน) 3) "เศรษฐกิจการพนัน : ทางเลือกเชิงนโยบาย" (พ.ศ.2546) เป็นการเจาะลึกลงสู่เรื่องการพนัน อันเป็นเศรษฐกิจใต้ดินผิดกฎหมายที่ใหญ่ที่สุด เพื่อแสวงหานโยบายที่เหมาะสม เช่น ทำให้ถูกกฎหมายบางส่วน หรือถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย 4) "การต่อต้านทุจริตยาภาคประชาชน" (พ.ศ.2545) เป็นกรณีศึกษาการเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคม ในการต่อต้านการทุจริตจัดซื้อยาในกระทรวงสาธารณสุข จนกระทั่งประสบความสำเร็จในระดับที่แน่นอน เป็นตัวอย่างการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการและการเมือง สถานการณ์ที่จุดประกายความสนใจเศรษฐกิจนอกระบบ ในระหว่าง พ.ศ. 2536-2546 มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-การเมืองอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเด็นการคอร์รัปชั่นและเศรษฐกิจนอกระบบได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญได้แก่ 1) วิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ.2540 ซึ่งแสดงว่าระบอบเศรษฐกิจ-การเมืองแบบเก่าที่เคยใช้ได้ผลมานานหลายสิบปีนั้น ไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อีกต่อไป 2) การประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ พ.ศ.2540 ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ ก) การสร้างองค์กรอิสระจำนวนมากเพื่อตรวจสอบฝ่ายบริหารและนักการเมือง ได้แก่ วุฒิสภา สำนักงานป้องกันและปรามปราบการทุจริตแห่งชาติ ศาลปกครอง ผู้ตรวจการรัฐสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ข) การเพิ่มอำนาจของสาธารณะในการตรวจสอบ เช่น การประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน การประกันสิทธิในการรับรู้ข่าวสารราชการ การมีสิทธิในการถอดถอน ค) การเพิ่มอำนาจให้แก่ชุมชนท้องถิ่นในการรักษาวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม มาตรการดังกล่าวดูแล้วก็มีหลักการคล้ายกับที่เสนอในหนังสือ "คอร์รัปชั่น" ซึ่งหลังจากผ่านการปฏิบัติมาราว 5 ปี ก็พบว่าได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้สูงมากอย่างที่คาดหวังไว้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบสำคัญจากกติการัฐธรรมนูญใหม่ ได้แก่ การทำให้ผู้มีอิทธิพลหรือ "เจ้าพ่อ" ท้องถิ่น มีอิทธิพลและบทบาทน้อยลง เนื่องจากเป็นเป้าหมายตรงของการถูกตรวจสอบ เปิดโอกาสให้ทุนในศูนย์กลางที่เป็นพันธมิตรกับทุนข้ามชาติ ซึ่งดำเนินธุรกิจแบบเป็นทางการมีอิทธิพลและบทบาทมากขึ้น ทำให้พรรคการเมืองใหญ่ลดลง และเพิ่มความเข้มแข็งแก่รัฐบาล เหล่านี้ก็ล้วนเป็นการลดอิทธิพลของ "เจ้าพ่อ" ระดับท้องถิ่นทั้งสิ้น นอกจากนี้ ในปี 2542 ได้มีการจัดตั้งสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตามพันธะข้อตกลงที่ประเทศไทยให้ไว้แก่องค์การสหประชาชาติ องค์การนี้มีอำนาจกว้างขวางทั้งทางแพ่งและอาญา มีบทบาทสำคัญในการปราบปรามคอร์รัปชั่นและธุรกิจใต้ดินที่ผิดกฎหมาย 3) การพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจ เริ่มแรกมีแนวทางตามคำชี้แนะของไอเอ็มเอฟ ซึ่งเน้นการแก้ไขระดับบนที่มีขนาดใหญ่ เช่น ระบบการเงินการคลังของประเทศ โดยการยกมาตรฐานสถาบันการเงินให้เข้าสู่มาตรฐาน เข้มงวดทางด้านการคลัง เพิ่มภาษี ขายทรัพย์สินและหนี้เสียให้แก่นายทุนต่างชาติ ทั้งหมดเพื่อทำให้นักลงทุนต่างประเทศมีความมั่นใจและสามารถใช้หนี้ให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งเป็นนายทุนโลกได้ ความพยายามนี้ดูไม่เกิดผล มีเสียงคัดค้านมาก จนกระทั่งพรรคไทยรักไทยที่เสนอแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจใหม่ ที่ให้ความสำคัญทั้งภาคเศรษฐกิจใหญ่และเศรษฐกิจระดับรากหญ้าได้ขึ้นมามีอำนาจปกครองอย่างค่อนข้างเด็ดขาด 4) นโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่ ก) ให้ความสำคัญแก่ผู้ประกอบขนาดเล็กและขนาดกลาง ข) ให้ความสำคัญต่อการผลิตลงถึงระดับตำบล ค) การทำสงครามปราบปรามยาเสพติดและขจัดผู้มีอิทธิพล ง) การปฏิรูประบบราชการ จ) การนำเศรษฐกิจนอกระบบทั้งหมด เข้ามาอยู่ในระบบ เหล่านี้ทำให้การศึกษาเกี่ยวกับเศรษฐกิจใต้ดินขยายตัวสู่มิติใหม่ นอกจากอยู่ในวงเศรษฐกิจใต้ดินที่ผิดกฎหมายแล้ว ยังขยายไปสู่ด้านที่ถูกกฎหมาย และจากการศึกษาเพื่อแสวงหานโยบายสาธารณะไปสู่การศึกษาเพื่อการปฏิบัติ และอาศัยการปฏิบัติเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อไป หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการศึกษา หน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ในการศึกษาเศรษฐกิจนอกระบบ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นงานใหม่ที่ไม่ถนัดนัก สำหรับหน่วยงานที่มีประสบการณ์อันยาวนาน ในการวางแผนภาคเศรษฐกิจ นระบบแห่งนี้ จึงดูจำต้องเริ่มต้นจากศูนย์ ตั้งแต่การนิยามความหมาย การกำหนดขอบเขตและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะต้องศึกษา การสร้างวิธีการศึกษา ทฤษฎีที่จะใช้ ปรัชญาหรือจุดยืนต่อสิ่งที่จะศึกษา ไปจนถึงการนำเสนอเพื่อให้เป็นที่ยอมรับและนำไปปฏิบัติ ดังนั้น จึงคาดได้ว่าคงประสบปัญหาและอุปสรรคไม่น้อย มีรายงานข่าวว่าเมื่อได้รับมอบหมายแล้ว สศช. ได้ส่งแบบสอบถามไปยังส่วนราชการต่างๆ 20 กระทรวง สามเดือนต่อมา สศช. ได้รับรายงานจากส่วนราชการทั้งหมด 16 กระทรวง และ 2 หน่วยงาน ว่า "ไม่มีหน่วยงานใดมีการเก็บเงินใต้โต๊ะ" ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริง (ประชาชาติธุรกิจ 4-7 ก.ย.2546) การตั้งส่วนงานหรือโครงการเฉพาะที่รวมผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ทำงานอย่างอิสระเพื่อการศึกษาเรื่องเศรษฐกิจใต้ดินน่าจะมีประสิทธิผลกว่า ทั้งในด้านความรวดเร็ว การเป็นที่ยอมรับ และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจใต้ดินไม่ได้มีมิติเฉพาะแต่ในด้านเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น หากยังมีมิติทางด้านการเมืองและวัฒนธรรมด้วย กระทั่งในบางด้านมีแนวโน้มที่ไปเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายสากล หน้า 46 เศรษฐกิจใต้ดิน : (14) การงอกงาม ใต้ร่มเงาโลกาภิวัตน์ บทความพิเศษ โครงการข่าวสารทิศทางประเทศไทย (TTMP) โดยการสนับสนุนของ สกว. มติชนสุดสัปดาห์ วันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1226 เศรษฐกิจใต้ดินในสังคมไทย นับตั้งแต่มีเศรษฐกิจในระบบที่เป็นทางการเกิดขึ้น กล่าวได้ว่าในทุกสังคมและทุกยุค ได้เกิดเศรษฐกิจนอกระบบหรือเศรษฐกิจใต้ดินขึ้น ควบคู่ไปกับการกระด้างกระเดื่อง การก่อกบฏและการลุกขึ้นสู้ สังคมไทยสมัยยุคเจ้าขุนมูลนาย เศรษฐกิจในระบบหรือที่เป็นทางการน่าจะอยู่ที่กิจกรรมใหญ่ 3 ประการ ได้แก่ 1) การเกณฑ์แรงงาน ซึ่งได้แก่ระบบไพร่ และอาจรวมถึงระบบทาสเพื่อความง่าย 2) กิจกรรมเกี่ยวกับส่วยสาอากร รวมทั้งบรรณาการจากเมืองขึ้นและประเทศราช 3) การค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเกือบทั้งหมดควบคุมโดยรัฐบาล กิจกรรมทางเศรษฐกิจในครัวเรือนและชุมชน และการหนีการเกณฑ์แรงงาน เป็นต้น อาจนับได้ว่าเป็นเศรษฐกิจใต้ดิน เมื่อมีการทำบัญชีประชาชาติตามแบบสากล กล่าวอย่างหยาบๆ ได้ว่า เศรษฐกิจใต้ดินเป็นกิจกรรมที่อยู่นอกบัญชีประชาชาติ 1. ประวัติศาสตร์ระยะใกล้ เศรษฐกิจใต้ดินของไทยมีลักษณะเฉพาะตัวบ |