"แปลงสินทรัพย์เป็นทุน แปลงตาสีตาสาเป็นเถ้าแก่"

โดย เกษียณ เตชะพีระ  มติชนรายวัน  วันที่ 14  พฤศจิกายน พ.ศ. 2546

ไม่ว่าจะประเมินความสมเหตุสมผลทางเศรษฐศาสตร์ (economic rationality) ของนโยบาย "แปลงสินทรัพย์เป็นทุน แปลงตาสีตาสาเป็นเถ้าแก่" อันเป็นแกนหลักของแนวทางพัฒนาแบบประชานิยม เพื่อทุนนิยม (capitalist populism) ของรัฐบาลทักษิณอย่างไร ก็คงพอเห็นได้ว่าในแง่ลู่ทางเป็นไปได้ทางการเมือง (political feasibility) แล้ว นโยบายนี้ น่าจะเป็น win-win solution อย่างยิ่ง กล่าวคือ

-เกษตรกรยากจนน่าจะชอบ เพราะมันเปิดโอกาสให้พวกเขาครอบครองที่ดินทำกิน และเข้าถึงเงินทุนได้

-คนรวยและคนชั้นกลางที่เป็นเจ้าที่ดินแต่เดิม ก็ไม่น่าจะคัดค้านต่อต้าน เพราะมันไม่คุกคามความมั่นคง หรือจำกัดการขยายกรรมสิทธิ์ที่ดินเอกชนของตน

-สถาบันการเงินภาคเอกชน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ได้แสดงท่าทียอมรับในทางหลักการ เพราะจะเห็นได้ว่า มันเปิดช่องทางปล่อยสินเชื่อหารายได้ จากดอกเบี้ยเงินกู้ให้ใหม่ โดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกันพอสมควร และอาจช่วยบรรเทาปัญหากับดักสภาพคล่อง ที่เงินออมก่ายกองนอนนิ่งกินดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ทุกวันลงบ้าง แต่มาตรการความร่วมมือจะมีให้ได้เต็มที่แค่ไหนมากน้อยเพียงใด คงขึ้นอยู่กับรายละเอียดรูปธรรมของนโยบาย และการประเมินภาระความเสี่ยงทางการเงินที่ต้องแบกรับ ในการเข้าร่วมโครงการ

-สำหรับภาคธุรกิจเอกชนโดยรวม นโยบายนี้น่าจะช่วยให้เงินหมุนสะพัด เพิ่มธุรกรรมในระบบเศรษฐกิจ และยอดขายของธุรกิจใหญ่ โดยที่ดิน "ปฏิรูป" เหล่านั้นอาจหลุดจากมือเกษตรกรลูกหนี้ผู้เป็นเจ้าของ และตกเป็นสินค้าให้ผู้อื่นซื้อขายครอบครองกันในตลาดได้ในที่สุด

แต่ปัจจัยชี้ขาดทางการเมืองกรณีนี้น่าจะอยู่ที่ท่าทีของเกษตรกรยากจน ซึ่งไม่ง่ายเลย ที่จะชั่งใจถ่วงดุลน้ำหนักของผลประโยชน์เฉพาะหน้าระยะสั้น อันเป็นสิ่งที่พวกเขาขาดแคลนและพึงมีพึงได้ ด้วยความเสี่ยง และผลกระทบของนโยบายนี้ในระยะยาว อันเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน

ฉะนั้น กล่าวอย่างเลือดเย็น พลังดึงดูดใจของนโยบาย "แปลงสินทรัพย์เป็นทุน แปลงตาสีตาสาเป็นเถ้าแก่" จึงอยู่ตรงมันติดสินบนคนจน (corruption)

อันเป็นแบบวิถีการนำทางการเมืองที่ทรงประสิทธิผลแบบที่ 3 นอกเหนือจากการใช้กำลังบังคับ (coercion) และการชักจูงให้ยินยอมคล้อยตามโดยสมัครใจ ด้วยอุดมการณ์วัฒนธรรม (consent) ตามทรรศนะของอันโตนิโอ กรัมชี่ นักทฤษฎีการเมืองมาร์กซิสต์ชาวอิตาลี

สำหรับตาสีตาสายากไร้แต่ฉลาดๆ น้อยรายที่กล้าเสี่ยงแปลงสินทรัพย์เป็นทุน และเผอิญเก่งบวกเฮงจน "สู้แล้วรวย" นั้น ความสำเร็จของพวกเขาถือเป็นเป้าสำคัญของนโยบายนี้ด้วย

ดังที่ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ที่ปรึกษารัฐบาลทักษิณ ชี้แจงแง่มุม "การลงทุนในทุนมนุษย์" หรือ human capital investment ของนโยบายนี้ว่า เพื่อเปิดโอกาส และเงินทุนให้เกิดการสร้าง "เถ้าแก่" หรือผู้ประกอบการรายย่อยรุ่นใหม่ (the creation of a new generation of small entrepreneurs) มาทดแทน "เถ้าแก่" รุ่นเก่าที่เจ๊งรวมหมู่ไปเป็นแถบๆ เพราะวิกฤตเศรษฐกิจ พ.ศ.2540 จนเกิด ปัญหาขาดแคลนผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ขึ้นในเศรษฐกิจทุนนิยมไทย

อันเป็นปัญหาใหญ่ที่ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ บ่งชี้ไว้ด้วยความห่วงใยในวงสัมมนาวิกฤตเศรษฐกิจไทย และเอเชียตะวันออก ที่ Center for Southeast Asian Studies มหาวิทยาลัยเกียวโต ตั้งแต่มีนาคม พ.ศ.2544 หลังรัฐบาลทักษิณเพิ่งรับตำแหน่ง

ขณะที่อัมมาร สยามวาลา ผู้พบเห็นงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเอสเอ็มอี หรือธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลางทุกๆ รอบ 5 ปีมานมนานแล้ว "หลายปึ๊ง" "กองจากนี่ (ชี้ไปที่พื้น) ไปถึงเพดานได้" จนเจนตา (คำสัมภาษณ์ใน ฐานเศรษฐกิจ, 22: 1730 (12-14 ก.ย. 2545), 16 และ ประชาชาติธุรกิจ, 21: 895 (20-23 ม.ค. 2546), 11) ได้ประเมินความเสี่ยงของธุรกิจเอสเอ็มอีที่ถือกำเนิด และหล่อเลี้ยงด้วยสินเชื่อจากนโยบาย "แปลงสินทรัพย์เป็นทุน แปลงตาสีตาสาเป็นเถ้าแก่" ไว้สูง แต่ประเมินโอกาสสำเร็จของมันไว้ต่ำแค่ 20% ว่า

"เอสเอ็มอี 100 รายจะประสบความสำเร็จเพียง 20 ราย และเอสเอ็มอีที่จะโตได้จะต้องมีทุนเรือนหุ้นด้วย ไม่ใช่จะพึ่งเพียงเงินกู้อย่างเดียว" ("อัมมารวิพากษ์ทุนนิยมระบบใหม่ จับตา Dual Track สไตล์แม้ว, "มติชนรายวัน, 29 ก.ย. 2546, น.2)

ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ กลับเล็งผลสำเร็จด้านนี้ของนโยบายไว้ต่ำแค่ 10% ก็ถือว่าคุ้มแล้ว เขากล่าวว่า

"ต้องเริ่มจากคนที่ไม่เป็นทุน ให้เกิดขึ้นมาเป็นทุน ถ้าคุณตั้งเป้าว่าผมอยากได้ทุนน้อย ก็ต้องมีคอสต์ (cost-ผู้เขียน) สิครับ อยากได้อย่างหนึ่งแต่ไม่ลงทุนไม่ได้หรอก สมมุติลงทุนไปใน 100 คน ได้ทุนน้อยมา 10 คน ถามว่าคุ้มไหม ตอบไม่ได้ แต่ทักษิณอาจจะคุ้มก็ได้ เพราะในลักษณะทุนนิยม อองเตอเปอเนอร์(entrepreneurs-ผู้เขียน) มีความสำคัญมาก

"สมมุติคุณใช้เงินไป 1 ล้าน สำหรับ 100 คน เปรียบเทียบกับกองทุนหมู่บ้านแล้วกัน หมู่บ้านนี้มี 100 คน ปรากฏว่าล้มหายตายจากไป 90 คน เหลือ 10 คนโตขึ้นมาเป็นร้านค้าเล็กๆ น้อยๆ ถ้าพูดตามภาษานักปฏิวัติสมัยก่อน ต้องบอกว่า ถ้าคุณทำให้ดอกไม้ 100 ดอกบานขึ้นมา แล้วเลือกดอกที่สวยที่สุด ก็ไม่ต่างกัน มันคุ้มแล้ว ให้เหี่ยวไป 99 ดอก แต่ผมได้ดอกสวยที่สุด 1 ดอก ผมพร้อมจะลงทุน

"ถ้าคน 10 คนเป็นผู้ประกอบการได้ อีกสิบปีต่อมาเขาเกิดเป็นบริษัท สามารถจ้างคนงาน 1 บริษัท จ้าง 100 คน 10 บริษัทก็พันคน ถือว่าคุ้มนะ แต่จะเกิดหรือเปล่าเราไม่รู้ แต่นักลงทุนต้องคิดแบบนี้"

(อ้างใน สินีพร มฤคพิทักษ์, "คุณทักษิณเป็นนายทุนเต็มตัว ต้องการปฏิรูปทุนน้อย แต่เขาไม่ใช่นักสังคมนิยม" ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ," เนชั่นสุดสัปดาห์, 12 : 585 (18-24 ส.ค. 2546)

นั่นหมายความว่าสำหรับตาสีตาสา 90% ที่ไม่ฉลาด, ไม่เก่ง หรือไม่เฮงพอจะสามารถแปลงเป็น "เถ้าแก่" ได้ ชะตากรรมของพวกเขาตามนโยบายนี้ก็คือจะถูกแปลงให้เป็น "คนงาน" - อันเป็นผลลัพธ์บั้นปลาย ของกระบวนการแตกตัวทางชนชั้น (class differentiation) ที่ทุนนิยมทำให้ชุมชนชาวบ้านชนบท แบ่งแยกออกเป็นชนชั้นนายทุนผู้ประกอบการ(capitalists) กับชนชั้นไร้สมบัติผู้ขายแรงงาน(proletariat)

ภายในกรอบใหญ่ภาพรวมของนโยบายเคนเชียนแบบรากหญ้า(grassroots Keynesianism) และแนวทางพัฒนาแบบประชานิยมเพื่อทุนนิยม (capitalist populism) ดังกล่าวมา องค์ประกอบส่วนอื่นๆ ของนโยบายเศรษฐกิจการเมืองของรัฐบาลทักษิณก็ดูพอจะเข้ารูปเข้ารอยลงร่องลงตัว ได้แก่

-การดึงเศรษฐกิจใต้ดิน หรือ informal economy ไม่ว่าจะเป็นหวยเถื่อน, ส่วยเสื้อวินมอเตอร์ไซค์, ส่วยอาบอบนวด, ฮั้วประมูลสัมปทานก่อสร้าง, รวมทั้งซ่องโสเภณี ฯลฯ จากการครอบงำกำกับของเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลใต้ดินให้ขึ้นมาบนดิน ก็เพื่อรัฐจะได้กำกับควบคุม และเก็บภาษีรายได้อย่างเปิดเผยโดยตรง แล้วเอาเงินรายได้นั้น มาโปะลดการขาดดุลงบประมาณ ที่เกิดจากค่าใช้จ่ายมหาศาล ในโครงการสวัสดิการ-ประชานิยมต่างๆ การที่รัฐบาลและพรรคไทยรักไทย ผลักดันให้ทะลวงด่านอิทธิพล และศีลธรรมที่เกี่ยวข้องก็เพื่อปูทางสู่การเปิดตลาดกว้างขึ้นในธุรกิจเหล่านี้

-การตั้งกองทุนวายุภักษ์ของรัฐ ป่าวร้องเชิญชวนสังคม (แมลงเม่าคนชั้นกลาง) มาลงทุนร่วมกับกระทรวงการคลัง ก็เพื่อแทรกแซงตลาดหุ้น ด้วยข้ออ้างเชิงชาตินิยมว่าจะช่วยถ่วงดุลการปั่นตลาดหุ้นไทย ของกองทุนต่างชาติ, เสริมเสถียรภาพให้ตลาดหุ้นไทย, ลดความเสี่ยงให้แมลงเม่าในระดับที่พอจะรวยได้แบบ "พอเพียง" ในทำนองเดียวกัน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นของเอกชนโดยเอาเข้าตลาดหุ้น ก็เพื่อทำให้ตลาดหุ้นมีเสถียรภาพเหมือนกัน โดยถ่วงด้วยหลักทรัพย์วอลุ่มมหาศาล ของรัฐวิสาหกิจ ทำให้ปั่นหุ้นยากขึ้น ทั้งสองประการนี้ต่างก็เป็นกลไก เพื่อช่วยลดการขาดดุลงบประมาณ (คำอธิยายของ ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ใน สินีพร, "คุณทักษิณเป็นนายทุนเต็มตัวฯ")

-การดำเนินมาตรการเผชิญหน้าอย่างแข็งกร้าวเด็ดขาดรุนแรง ต่อ "ม็อบ" ชาวบ้านพื้นที่ต่างๆ ที่คัดค้านโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐ ก็เพราะมองว่าพลังการเมืองภาคประชาชนท้องถิ่น เป็นตัวทัดทานขัดขวาง การกวาดเอาทรัพยากร จากเศรษฐกิจชุมชน มาพัฒนาเศรษฐกิจการค้าแบบทุนนิยมให้แผ่กว้างออกไป

(ทรรศนะของผาสุก พงษ์ไพจิตร กับคริส เบเคอร์)

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกมาตรการทุกนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณ จะอธิบายได้ด้วยกรอบใหญ่ภาพรวมข้างต้น อาทิ

-การออกพระราชกำหนดแปลงสัญญาสัมปทานโทรคมนาคม ยุติการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ของบริษัท AIS (ซึ่งทายาทของผู้นำรัฐบาล ถือหุ้นมูลค่ามหาศาลอยู่) และบริษัท TACC แก่องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย แล้วเก็บภาษีสรรพสามิตแทน ก็ตาม

-การที่กระทรวงการคลัง นำหุ้นของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และการบินไทยไปวางค้ำเป็นหลักประกัน เพื่อกู้เงินธนาคารออมสินหมื่นล้านบาท มาอุ้มซื้อหุ้นเพิ่มทุนธนาคารทหารไทยของเอกชน (ซึ่งทายาทของผู้นำรัฐบาลถือหุ้นอยู่ 150 ล้านหุ้น) โดยกระทรวงการคลังต้องเสียดอกเบี้ย 2.91% ต่อปี นาน 3 ปี และจ่ายค่าบริหารจัดการอีกพันล้านบาทก็ตาม เป็นต้น

หากจะบอกว่ากรณีต่างๆ ทำนองนี้เป็นไปตามหลักบริหารจัดการเศรษฐกิจ แบบซีอีโอโลกาภิวัตน์ ก็คงต้องเติม adjective ว่าเป็น โลภาภิวัตน์แบบเอื้ออาทรกลุ่มทุนพวกพ้องเส้นสาย (crony capitalist-oriented globalization) บนฐานผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใหญ่ไทยด้วย

ส่วนมันจะสอดคล้อง หรือขัดกับนโยบายเคนเชียน และแนวทางประชานิยมหรือไม่?

มันจะมีส่วนช่วยแปลงตาสีตาสาให้กลายเป็นเถ้าแก่รายย่อยหรือคนงานรับจ้างตรงไหนอย่างไร?

ก็เป็นปริศนาของระบอบทักษิณที่ต้องวิเคราะห์วิจารณ์กันต่อไป

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก