|
การค้าเสรีแบบทวิภาคี :
ไทย-อเมริกา
วีรพล โสภา ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 การค้าเสรีที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นเพียงเงื่อนไขที่ส่งเสริมทุนใหญ่ ให้เติบโตและเข้มแข็งยิ่งขึ้น แบบไร้ขีดจำกัด เพื่อครอบงำและผูกขาดอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม FTA เป็นระบบผู้มีอำนาจมากกว่า จะต่อรองเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด มาดูคู่เจรจา ไทย-อเมริกา แล้วทำให้นึกถึงความสัมพันธ์ของหุ้นส่วนในชนบทไทย คือระหว่าง ธ.ก.ส. กับเกษตรกรรายย่อย ที่เป็นลูกหนี้ ซึ่ง ธ.ก.ส. สามารถทำให้เกษตรกรเหล่านั้นชำระหนี้ได้ แม้จะขายผลผลิตขาดทุนเพราะเกษตรกรรายย่อยต้องรักษาเครดิตกับ ธ.ก.ส.ไว้ จึงต้องไปหาเงินจากแหล่งอื่นมาจ่ายให้ครบ สุดท้ายยิ่งนานวันชาวนามีหนี้ท่วมหัว ส่วน ธ.ก.ส.มีโบนัสแบ่งกันได้ทุกปีๆ ละนับพันล้านบาท ในที่นี้ ไทย ก็คือชาวนา หรือเกษตรกรรายย่อย อเมริกา คือ ธ.ก.ส. ยิ่งมาดูกรอบการเจรจา อเมริกา-สิงคโปร์ ยิ่งเห็นชัดว่า เป็นการเจรจาที่ไม่ยุติธรรม ในเรื่องการค้าสินค้าทั่วไป สิงคโปร์ต้องลดภาษีให้เหลือ 0% ทันทีที่ข้อตกลงมีผลบังคับใช้ ส่วนอเมริกานั้นจะลดภาษีให้กับสินค้าสิงคโปร์ในเวลา 3-10 ปี แล้ว FTA ไทย-อเมริกา จะไปต่อรองอย่างไรที่จะไม่ให้เป็นเหมือนสิงคโปร์ "อะไรคืออำนาจต่อรองตัวนั้นของไทย" หรือต้องรอ 3-10 ปี ค่อยมีตลาดเสรีแก่สินค้าไทยในอเมริกา เมื่ออดีตท่านผู้นำไทยก็เคยพลาดมาแล้วกับการเจรจาลักษณะนี้ ในเรื่อง มันสำปะหลัง ซึ่งคู่เจรจาตอนนั้นคือ EU สหภาพยุโรปเมื่อครั้งยังเป็น EEC ที่ไทยต้องอาสาลดปริมาณนำเข้ามันสำปะหลังเอง เพื่อแลกกับบางอย่าง หรือกับอเมริกามีอะไรจะแลก ความหวังลมๆ แล้งๆ เรื่องการค้าเสรี เพราะการอุดหนุนการเกษตรในกลุ่มประเทศ OECD โดยเฉพาะอเมริกากับสหภาพยุโรปนั้นเลิกไม่ได้ เพราะเงินอุดหนุน 80% ตกเป็นของกลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลต่อพรรคการเมือง หรือรัฐบาล ซึ่งมีอยู่เพียง 5% เท่านั้นที่ได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ยอมให้ลดการอุดหนุน อีกประเด็นคือ หากลดการอุดหนุนการเกษตรไป มันจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกของเขาลดลง ปัจจุบันทั้งอเมริการและยุโรป ต่างก็หันมาจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรงกับเกษตรกรผู้ผลิต ซึ่งประเทศไทยคงจ่ายไม่ได้แน่นอน ไทยจะมีมาตรการอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องภาษีมาอ้างเหตุกีดกันทางการค้าอีกมากมาย อย่าหวังเลยว่าจะมีการค้าเสรีอย่างจริงๆ ดังนั้นการค้าเสรีที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นเพียงเงื่อนไขที่ส่งเสริมทุนใหญ่ให้เติบโตและเข้มแข็งยิ่งขึ้น แบบไร้ขีดจำกัด เพื่อครอบงำและผูกขาดอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ซึ่งเป็นเครื่องมือของลัทธิเสรีนิยมใหม่ ที่มุ่งกำไรเป็นสารณะ การขัดขวางการทำกำไรถือเป็นอุปสรรคที่ต้องกำจัดออกไป สำหรับเกษตรกรรายย่อยที่เฝ้าติดตามการทำกำไรในสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง คงยอมไม่ได้ที่จะให้ลัทธินี้ครอบงำในรูปของบรรษัทข้ามชาติต่างๆ ที่พวกเรากำลังติดตามขณะนี้ก็คือ ทรัพยากรน้ำ กับพันธุกรรมพืชต่างๆ ก็อยู่ในเป้าหมายที่จะทำการค้าด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ข้าวหอมมะลิ " ยังเป็นที่หมายปองของอเมริกาอยู่ และอเมริกาคงไม่วางมือง่าย ๆ แน่ เพราะมูลค่าทางการตลาดที่สูง อเมริกาจึงเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ๆ มาเรื่อย FTA ไทย-อเมริกาปีหน้า ( 2547 ) อย่าลืมว่า การเจรจาสินค้าเกษตรจะเป็นที่จับตามอง และเฝ้าระวังเป็นอย่างดีของคนไทย แต่อเมริกาจะไปเอาข้าว "หอมมะลิ" ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะประเด็นการจดสิทธิบัตรในสิ่งมีชีวิต ซึ่งมันมีแรงขับภายใน ด้วยเป้าประสงค์เดียวกันของบรรษัทข้ามชาติไทย-อเมริกา ที่ได้ลงนามเป็น " หุ้นส่วน " กันแล้ว ทำไม? นายกไทย จึงมี CP เป็นที่ปรึกษาทางนโยบายเกษตร ทำไม? รัฐบาลอเมริกา มี MONZANTO อยู่เคียงข้าง ฝากถามถึงกระทรวงพาณิชย์ เรื่องนี้ชาวนาไทยไม่ได้อะไร แต่ก็อย่าให้เสียโดยเด็ดขาด การค้าเสรี รัฐบาล-กระทรวงพาณิชย์เห็นเป็นด้านแสงสว่างและสร้างความหวังให้เกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาในเรื่องปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้น จากข้อมูลของสภาพัฒน์ ชี้ว่า ปี 2537-2543 มีครอบครัวเป็นหนี้ 9,051,573 ครัวเรือน 1.1 ล้านครอบครัว รวมเป็น 10,189,798 ครอบครัว ตรงกับของ NGO ที่ทำไว้หลังเปิดเสรีสินค้าเกษตร 23 รายการ ตามข้อตกลง WTO 8 ปี ข้อมูลชี้ว่า เกษตรกรเป็นหนี้เพิ่มขึ้นทั้งต่อครัวเรือนและมีครัวเรือนเป็นหนี้เพิ่มขึ้น หากชาวนาขายข้าวได้เงินคงไม่เป็นหนี้แน่นอน แล้วเงินจำนวนที่ว่าไปอยู่ที่ใคร? ส่วนสินค้าเกษตรอีก 22 รายการ ที่เปิดพร้อมข้าวไม่ค่อยได้ยินข่าวมากหนัก ไม่รู้ว่าอยู่ในสถานการณ์เช่นไร มีรัฐมนตรีบางท่านออกมาพูดถึงเรื่องพืชบางตัวในจำนวนนี้คือ ถั่วเหลือง ทั้งที่เป็นกากถั่วและเมล็ดถั่ว รวมทั้งหอมหัวใหญ่ กระเทียม สรุปได้ว่า เป็นพืชที่ไม่มีความสามารถในการแข่งขัน ถูกหอม-กระเทียม จากจีนตีตลาด ถูกถั่วเหลืองจากอเมริกาตีตลาด กรณีข้าวที่ได้เปรียบในปัจจุบัน จะอยู่ในฐานะนี้อีกกี่ปี เพราะข้าวของเวียดนาม มีสถิติการส่งออกที่ก้าวกระโดดมาก จาก 2.8 ล้านตันในปี 2544 เป็น 3.25 ล้านตันในปี 2545 ในขณะที่ข้าวของไทยเท่าเดิมคือ 7.5 ล้านตัน ข้าวจากประเทศเขมร ที่ไม่ใช่ของคนเขมรก็จ่อคอหอยอยู่ ไหนจะจากจีนอีก ยิ่งข้าวจากอเมริกา ซึ่งผลิตได้เท่าไรก็ส่งออกเกือบหมด โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีชีวภาพ (GMO) ยิ่งจะทำให้สถานการณ์ของประเทศไทย ยิ่งแย่เร็วยิ่งขึ้นหากเปิดเสรีในสินค้าเกษตร บทเรียนการเปิดเสรี ต่างแดนก็มีให้เห็นชัดเจน ใกล้บ้านเราก็มีที่เกาหลีใต้ หลังทำ FTA กับหลายประเทศโดยเฉพาะอเมริกาเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรรายย่อย ก่อนหน้านี้ทำการผลิตพอเลี้ยงตัวเองได้ แต่หลังจากมี FTA ชาวนาเป็นหนี้ที่ไม่สามารถปลดเปลื้องได้ จำนวนหนี้ต่อครอบครัวอยู่ที่ 3.5 ล้านบาท ในขณะที่มีรายได้ 1 ล้านบาท / ปี ในอดีตเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยของไทยเอง ก็พบสัจธรรมของการแข่งขันในตลาดของระบบการค้าเสรีมาแล้ว จนปัจจุบันการเลี้ยงหมู-ค้าหมู ต้องอยู่ในการควบคุมของ CP โดยเบ็ดเสร็จแล้ว แม้แต่กุ้ง, ปลา, ไก่เนื้อ, ไก่ไข่ เอง ก็จะอยู่ในสภาพเดียวกันในอนาคตอันใกล้นี้ ดังนั้นการค้าเสรีการเกษตร จึงไม่เป็นผลดีต่อเกษตรกรรายย่อย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้วหรือกำลังพัฒนาจะพบกับสภาพหนี้สินและล้มละลายทางการผลิต ผู้บริโภคเองในระยะแรกๆ จะได้บริโภคอาหารในราคาที่ถูกแต่จะดีหรือปลอดภัยหรือไม่ ไม่รับรอง แต่ในระยะยาวหลังจากผู้ผลิตรายย่อยล้มหมดแล้ว ก็จะเกิดการผูกขาดในระบบอาหารขึ้นโดยบรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ ซึ่งจะงัดกลยุทธ์ ชิงความได้เปรียบทางการตลาดกัน แล้วเมื่อนั้นเทคโนโลยีชีวภาพ และอาหาร GMO จะครองตลาด ปลอดภัยหรือไม่ ไม่ใช่ธุระของบรรษัทเหล่านี้ นอกเสียจากการทำกำไรอย่างเดียว
|
| กลับหน้าแรก |