|
FTA ไทย-สหรัฐทำ บ.ไปรษณีย์ป่วน
หวั่นเปิดทางเฟดเอ็กซ์รุกขนส่งพัสดุ
ประชาชาติธุรกิจ หน้า 1 วันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3530 (2730) ทีดีอาร์ไอทำนายเปิด FTA ไทย-สหรัฐ จะได้ประโยชน์ทั้งคู่ แต่ต้องระวัง 3 ประเด็นหลัก ที่สหรัฐจ้องอยู่ ทั้งการลงทุน-ทรัพย์สิน ทางปัญญา-การส่งพัสดุ หวั่นหากเปิดเสรีให้ เฟดเอ็กซ์ บริษัทไปรษณีย์ไทยเจ๊งแน่ ด้าน "อ.จักรกฤษณ์" เตือน ไทยเสียเปรียบ GMO-ผูกขาดยา แถมผลศึกษาในเม็กซิโกหลังทำ NAFTA กับสหรัฐแล้วพบว่าภาคเกษตรไม่ได้ประโยชน์ เกษตรกรกลายเป็นผู้รับจ้างผลิต สอดคล้องภาคเกษตร-ผู้บริโภคไทยหวั่น บริษัทการเกษตรขนาดใหญ่รับประโยชน์ไปเต็มๆ ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานการสัมมนาเรื่อง นโยบายการจัดตั้งเขตการค้าเสรี แนวทางการเจรจากับสหรัฐและออสเตรเลีย จัดโดยคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ในวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ว่า นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ถึงการศึกษาของผลกระทบในการเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทย-สหรัฐ ซึ่ง TDRI จะเสนอรายงานต่อรัฐบาลภายในสัปดาห์หน้าว่าแนวโน้มในการเปิดการค้าเสรีระหว่าง 2 ประเทศ จะทำให้ไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้น จากที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่สหรัฐจัดทำเขตการค้าเสรีกับเม็กซิโก ในขณะที่สถาบัน TTE ของสหรัฐก็ได้วิเคราะห์ผลกระทบในภาพรวม พบว่าหากมีการเปิดเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐ จะทำให้การส่งออกของไทยสูงขึ้น 3.42% มีมูลค่าสินค้านำเข้าเพิ่มขึ้น 4.68% และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น 0.72% ที่น่าสังเกตก็คือ แม้จะมีการลดภาษีระหว่างกันลงเหลือ 0% แต่กลับมีรายได้ในด้านศุลกากรเพิ่มขึ้น 1,531 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนการขยายตัวจะเป็นไปในระดับนี้ได้ ภาษีระหว่างกันจะต้องเป็น 0% รวมถึงการยกเลิกมาตรการที่เป็นอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีอื่นๆ ด้วย "จากการศึกษาในขั้นต้นพบว่า เป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรเสียหาย แต่ก็มีทั้งเสียประโยชน์และได้ประโยชน์ มีหลายกลุ่มที่ไทยเสียประโยชน์ค่อนข้างมาก แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ ความพยายามในการกำหนดกรอบเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปี 2547 เพราะไม่เพียงแต่กติกาที่จะเจรจาเท่านั้น การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันก็เป็นเรื่องที่ต้องออกมาตรการรองรับ เพราะถ้าเข้าตลาดได้ง่าย แต่ไม่มีความสามารถแข่งขัน ก็ไม่มีประโยชน์อะไร" นายสมเกียรติกล่าว สำหรับประเด็นที่ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคไทยเสียประโยชน์มากที่สุดและจะถูกผูกขาดโดยสหรัฐก็คือ การลงทุน, ทรัพย์สินทางปัญญา และการส่งพัสดุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นหลัง หากรัฐบาลไทยต้องยกเลิกการผูกขาดการขนส่งพัสดุในประเทศโดยบริษัทไปรษณีย์ไทย จะทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับบริษัทอย่าง FEDEX ของสหรัฐได้ และท้ายที่สุด FEDEX อาจจะผูกขาดตลาดการขนส่งพัสดุทั้งหมด ทางแก้ก็คือ ถ้าจะเปิดควรจะเปิดให้บริษัทของชาติอื่น เช่น ยุโรป เข้ามาแข่งขันด้วย ขณะที่ภาคโทรคมนาคมแบบเปิด, การจัดซื้อจัดจ้าง และถั่วเหลือง จะเป็นภาคที่สามารถแข่งขันได้ โดยที่ผู้ประกอบการไทยเสียประโยชน์ แต่ผู้บริโภคได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม หากมองในอีกด้านหนึ่ง ภาคโทรคมนาคมอาจจะสามารถแข่งขันได้ถ้าเป็นการเปิดเสรีโดยใช้ระบบปิด นั่นหมายถึงว่า บริษัทสหรัฐไม่สามารถเป็นเจ้าของได้ทั้งหมด แต่สามารถถือหุ้นได้ตามสัดส่วน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นผู้บริโภคจะเสียประโยชน์ แต่ผู้ประกอบการจะได้ประโยชน์ นอกจากนี้ มีเพียงเรื่องยานยนต์กับน้ำตาลที่การเปิดเสรีของไทย-สหรัฐจะเกื้อหนุนกันในการดำเนินธุรกิจคือ ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการได้ประโยชน์ เพราะสหรัฐมีความสามารถในการผลิตรถเก๋ง ขณะที่ไทยสามารถผลิตรถกระบะ ขณะเดียวกันบริษัทรถยนต์ในไทยจะได้ชิ้นส่วนราคาถูกและมีทางเลือกมากขึ้น ส่วนน้ำตาลหากเปิดเสรีจะได้ประโยชน์จากการลดการอุดหนุนลง ด้าน ดร.จักรกฤษณ์ ควรพจน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้ความเห็นว่า ประเด็นหลักที่สหรัฐใช้เป็นกรอบในการเจรจากับประเทศคู่เจรจาในการทำ FTA ก็คือ หลักเกณฑ์ด้านการลงทุน, การค้าบริการ, การจัดซื้อโดยรัฐ, โทรคมนาคม และ e-commerce, การเปิดเสรีทางการค้าสินค้าตัดแต่งทางพันธุกรรม (GMO products), มาตรฐานแรงงานและสิ่งแวดล้อม, การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาใน cyberspace และสิ่งมีชีวิต "จะเห็นได้ว่า หลายประเด็นเป็นเรื่องที่ WTO ไม่ยอมรับ เช่น ในเรื่องสินค้า GMO ที่สหภาพยุโรปต่อต้านมาก เรื่องการคุ้มครองสิทธิบัตรยา-สิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต ที่หลายประเทศรวมทั้งกลุ่มผู้บริโภคในไทยต่อต้าน นอกจากนี้ ประเด็นในทางกฎหมายที่ควรจะคำนึงถึงคือ ในความตกลงภายใต้ WTO ระบุไว้ว่า ข้อตกลงทางด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่ทำหลังวันที่ 1 มกราคม 2538 จะต้องอยู่ภายใต้หลักการปฏิบัติอย่างชาติที่ได้รับการอนุเคราะห์ (most favor nation หรือ MFN) ดังนั้น เมื่อไทยให้กับสหรัฐ ไทยก็ต้องให้กับประเทศสมาชิก WTO ทุกประเทศด้วย เท่ากับเปิดหมด" ดร.จักรกฤษณ์กล่าว ส่วนประเด็นที่คาดว่าไทยจะได้เปรียบสหรัฐก็คือ เกษตรกับสิ่งทอ แต่เมื่อดูบทเรียนของเม็กซิโกที่ทำความตกลงเปิดการค้าเสรีกับสหรัฐภายใต้เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) แล้วจะพบว่า เกษตรกรในเม็กซิโกไม่ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง และกลายเป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับบริษัทด้านเกษตรข้ามชาติ ส่วนเกษตรกรในสหรัฐไม่เสียประโยชน์ เพราะสหรัฐยังคงการอุดหนุนภายในไว้ได้ ดังนั้น หากไทยเปิดเสรีกับสหรัฐ กลุ่มที่จะได้ประโยชน์ก็คือ บริษัทการเกษตรขนาดใหญ่เท่านั้น จะเห็นได้ว่าสหรัฐพยายามนำเรื่องเกษตรและสิ่งทอมาแลกกับประโยชน์ด้านอื่นๆ ที่สหรัฐจะได้รับ และประโยชน์จาก FTA ที่ไทยจะได้ไม่ใช่ประโยชน์ในระยะยาวที่ยั่งยืนตลอดไป ด้านนายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกสมาคมส่งออกข้าวแห่งประเทศไทย กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" หลังการสัมมนาว่า หากสหรัฐไม่ยกเลิกการอุดหนุนสินค้าเกษตรภายในประเทศ ไทยจะไม่ได้ประโยชน์จากการส่งออกข้าว เนื่องจากภาษีข้าวของสหรัฐมีเพียง 1% เท่านั้น แต่หากสหรัฐยกเลิกการอุดหนุนไทยจะได้ประโยชน์ เพราะต้นทุนไทยต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม โอกาสที่สหรัฐจะยกเลิกการอุดหนุนเป็นไปได้ยาก ไทยจึงควรปรับตัว ด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตข้าวให้ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ส่วนนางสารี อ๋องสมหวัง จากสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลการทำ FTA กับประเทศต่างๆ เช่น ออสเตรเลีย, สหรัฐ เพื่อให้ทราบว่ามีใครได้ประโยชน์บ้าง และคนส่วนใหญ่ต้องเสียอะไรไป ซึ่งประชาชนมองว่าประเด็นที่น่ากังวลใจมากที่สุดคือ การเข้าถึงยาที่หากมีการบังคับสิทธิบัตรยามากขึ้น จะทำให้ยาราคาแพง เช่นเดียวกับนายวีรพล โสภา ผู้แทนกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่มองว่า การทำ FTA กับสหรัฐ เกษตรกรไทยไม่ได้ประโยชน์ใดๆ คนที่ได้ประโยชน์ที่แท้จริงคือ บริษัทการเกษตรขนาดใหญ่ทั้งของไทยและต่างชาติ ซึ่งกลายเป็นผู้กำหนดนโยบายทั้งของไทยและสหรัฐในที่สุด
|
| กลับหน้าแรก |