|
'รูบินโนมิคส์'
วิพากษ์การคลัง'บุช'หนักหน่วง
อุไรวรรณ ภู่วิจิตรสุทิน กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 นายโรเบิร์ต รูบิน อดีตรมว.คลังสหรัฐสมัยรัฐบาลอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งปัจจุบันรับจ๊อบเป็นที่ปรึกษาให้กับซิตี้กรุ๊ป กังวลว่าความกระตือรือร้นของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ให้ตัดลดภาษีตอนนี้ หมายถึงอันตรายคุกคามฐานะทางการคลังของประเทศในระยะยาว นายรูบินได้อธิบายแนวคิดของเขาว่า "ไม่มีสิ่งใดแน่นอนในชีวิต" ไว้ในหนังสือเล่มใหม่ที่เขาเขียนขึ้นมา มีชื่อเรื่องว่า?ในโลกแห่งความไม่แน่นอน? หรือ In an Uncertainty World ซึ่งมีเนื้อหาสะท้อนความคิดของเขาที่ถูกเรียกขานว่า ?Rubinomics? นั้น เขาแน่ใจว่านโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีบุชในปัจจุบันเป็นการชักนำไปผิดทาง ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ที่มีการเรียกขานแนวบริหารประเทศแบบคิดใหม่ทำใหม่ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่หันมาใช้นโยบายประชานิยมโดยเน้นการบริหารเศรษฐกิจลงสู่ระดับรากหญ้า พร้อมๆ กับการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายภายในประเทศ การวางรากฐานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น รวมทั้งเร่งกระตุ้นการส่งออก มาสร้างความแข็งแกร่งทางการเมืองของรัฐบาลว่าเป็น "ทักษิโณมิกส์" โดยนายรูบินเน้นว่า ปฏิกิริยาอย่างรุนแรงของเขาที่มีต่อข้อเสนอให้ตัดลดภาษีของรัฐบาลประธานาธิบดีบุช เป็นการดึงตัวเขาให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับร่างกฎหมายภาษี ที่มีการอภิปรายและผ่านความเห็นชอบของรัฐสภามาแล้วในช่วงครึ่งแรกของปี 2544 ในช่วงนั้นมีเสียงสนับสนุนให้ตัดลดภาษี ซึ่งมองข้ามผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมที่จะมีต่อฐานะการคลังของรัฐบาล มูลค่านโยบายการคลังที่ดี และภัยคุกคามเกิดจากการขาดดุลมหาศาลในระยะยาว บรรดาผู้มีความคิดรอบคอบ มักจะอภิปรายข้อเสนอของผู้นำสหรัฐ ด้วยข้อกังขาเกี่ยวกับการปรับลดภาษีนั้น สวนทางกับความต้องการให้ประชาชนใช้จ่ายมากขึ้น ก่อนหน้านี้ การใช้นโยบายการคลังของประธานาธิบดี ด้วยการลดภาระภาษีให้กับคนอเมริกัน ได้ถูกคัดค้านจากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำในสหรัฐ ที่ร่วมกันลงชื่อนับร้อยคน และหลายคนเป็นนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลมาแล้ว ซึ่งนำโดยนายโจเซฟ สติ๊กลิทซ์ อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก นายพอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์และคอลัมนิสต์ชื่อดัง จากมหาวิทยาลัยพรินซตัน สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ซึ่งพวกเขาลงความเห็นส่วนใหญ่ว่า มาตรการภาษีดังกล่าว จะกลายเป็นการสร้างภาระทางการคลังให้คนอเมริกันในอนาคตถึง 30 ปีข้างหน้า นายรูบินยังชี้อีกว่า หากรัฐบาลไม่นำส่วนเกินดุล (surplus) กลับไปให้ประชาชนในรูปของการลดภาษี รัฐบาลจะหาวิธีการใช้เงิน ซึ่งเป็นส่วนเกินดุลที่ถือว่าเป็นเงินของประชาชน ที่ควรนำกลับคืนไปให้พวกเขา ด้วยการกำหนดกฎเกณฑ์ที่นับเป็นความชาญฉลาดทางการเมือง เพราะจากข้อเท็จจริงคือไม่มีใครชื่นชอบสิ่งที่รัฐบาลทำ หากการกระทำนั้นอธิบายว่าเป็นการใช้จ่าย วิธีการของฝ่ายรัฐบาลเพื่อตัดลดภาษี ได้กำหนดขั้นตอนใหม่เป็นการเปิดอภิปรายด้านการคลังครั้งใหญ่ มีการปะทะคารมกันต่อเนื่อง เกี่ยวกับผลกระทบเกิดจากวินัยการคลัง และการตัดลดภาษีในภาวะเศรษฐกิจขยายตัว การตัดลดภาษีดูเหมือนจะทำให้วนเวียนอยู่กับปัญหาเรื่องการใช้จ่าย หากรายได้ของรัฐบาลถูกสกัดกั้น การใช้จ่ายไม่อาจเพิ่มได้อีกต่อไป และอาจถูกกดดันให้ใช้จ่ายน้อยลง ดังนั้นเพื่อบริหารการขาดดุล ซึ่งเป็นการขาดดุลชั่วคราวและระยะสั้น ในช่วงรอยต่อในยามเศรษฐกิจชะลอตัวและตกต่ำนั้น ไม่จำเป็นว่าเป็นเรื่องเลวร้าย และเป็นเวลาที่อาจมีการใช้เหตุและผล แต่หลังจากอดีตประธานาธิบดีคลินตัน เข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศ การอภิปรายด้านการคลังครั้งใหญ่เปลี่ยนแปลงไป ในปี 2539 มีการอภิปรายระหว่างผู้สนับสนุนแผนเศรษฐกิจของคลินตัน และฝ่ายค้าน ที่โต้แย้งว่าการเพิ่มภาษีจะเป็นภัยคุกคามเศรษฐกิจ เมื่อภาวะขาดดุลงบประมาณหมดไป และงบประมาณเกินดุลเข้ามาแทนในช่วงที่นายคลินตันได้เป็นผู้นำสหรัฐสมัยที่สอง ก็มีการเปิดอภิปรายกันอีกครั้ง โดยกลุ่มมีความคิดรอบคอบโต้แย้ง กรณีการนำภาวะเกินดุล กลับคืนไปให้ผู้เสียภาษีในรูปของการตัดลดภาษี โดยนายรูบินรู้สึกว่า วินัยทางการคลังอย่างต่อเนื่องนั้น เริ่มช่วยให้หนี้รัฐบาลกลางลดลง และจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการเติบโตได้ดีที่สุด ขณะที่ประกันสังคมและสาธารณสุข กลายเป็นปัญหาของการขาดดุลงบประมาณครั้งใหญ่ ต่อเมื่อคนรุ่นยุคเบบี้บูมเข้าสู่วัยเกษียณ ทั้งหมดล้วนเป็นการโต้แย้งต่อต้านการตัดลดภาษีครั้งใหญ่ แต่การเกินดุลงบประมาณ นำกลุ่มเดโมแครตให้ไปสู่สถานการณ์ที่สามารถใช้ชั้นเชิงลูกเล่น ในเมื่อผู้มีสิทธิออกเสียงส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจแม้แต่ความแตกต่างระหว่างการขาดดุลงบประมาณประจำปีของรัฐบาลและหนี้สะสม จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะอธิบายคำถามที่ว่า เพราะเหตุใดการขาดดุลงบประมาณ เป็นดั่งพันธะของคนในชาติ ที่ต้องประสบในทศวรรษหน้า หมายความว่ารัฐบาลที่มีการบริหารงานแบบเกินดุลงบประมาณ ควรนำเงินชำระลดหนี้ระยะยาว แทนที่จะชดใช้เงินคืนให้แก่ผู้เสียภาษี การคงไว้ซึ่งบประมาณเกินดุลเป็นการออม และใช้เงินออมนี้ชำระคืนลดหนี้ จะช่วยให้ดอกเบี้ยปรับลดลง มีการสร้างตำแหน่งงานได้มากขึ้น และทำให้มาตรฐานการดำรงชีวิตสูงขึ้น ในช่วงท้ายนายรูบินสรุปว่า อุปสรรคขัดขวางสำคัญนำไปสู่การหารือเรื่องปัญหาวังวนด้านการคลังกันอย่างจริงจัง ก่อเกิดคำถามว่า ขณะนี้สหรัฐจำเป็นต้องขึ้นภาษีเพื่อรับมือกับการขาดดุลงบประมาณหรือไม่ ซึ่งมุมมองของนายรูบินคือ ความเสื่อมถอยทางการคลัง มีสาเหตุมาจากนโยบายการคลังในปัจจุบัน ซึ่งจะเกี่ยวพันไปถึงมาตรการภาษี และการใช้จ่ายของรัฐ และไม่ว่าจะได้ทางแก้ปัญหาอย่างไรก็ตาม ประธานและบรรดาผู้นำในสภาคองเกรสของทั้ง 2 พรรคการเมือง ควรร่วมมือกันโดยเร็ว เพื่อจัดการกับสิ่งที่กลายเป็นภัยคุกคามทำลายความผาสุก และความรู้สึกปลอดภัยของพลเมืองสหรัฐในอนาคต
|
| กลับหน้าแรก |