|
ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มเร็วเกินไปหรือไม่
ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์, PiyasvastiA@k-asset.co.th กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นอีก 31.55 จุดมาปิดตลาด ณ วันที่ 7 พ.ย. 2546 ที่ 671.00 โดยหุ้นของบางบริษัทเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมาก รวมทั้งปริมาณการซื้อขายระยะสั้น เพิ่มขึ้นจนน่าเป็นห่วง และแสดงถึงการเก็งกำไรในระดับสูง ภาพที่ออกมาในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่สู้จะดีนักสำหรับตลาดหลักทรัพย์ไทย เพราะดูเหมือนว่า ตลาดหลักทรัพย์ไทยเต็ม ไปด้วยการเก็งกำไรเหมือนบ่อนการพนัน และเป็นสถานที่ที่ไม่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนระยะยาว ผมคิดว่าก่อนที่จะสรุปเช่นนั้น เราน่าจะถอยออกมาสักหนึ่งก้าว และมองในภาพรวมถึงปัจจัยพื้นฐานของราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ รวมทั้งลักษณะของตลาดหลักทรัพย์หรือตลาดสินค้าอื่นๆ ว่า เหตุการณ์ในปัจจุบันเป็นเหตุการณ์ที่ผิดปกติหรือไม่ ในตลาดสินค้า (Commodity Market) ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพด ทองแดง ทองคำหรือน้ำมัน หรือตลาดหลักทรัพย์ไม่ว่าในประเทศใด การเก็งกำไรเป็นเรื่องปกติและเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้มีการซื้อขายอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้อุปทานและอุปสงค์ เข้าสู่ภาวะสมดุลได้อย่างรวดเร็ว เสมือนน้ำมันหล่อลื่นในเครื่องจักรกล ตลาดที่ไม่มีการเก็งกำไร เป็นตลาดที่การซื้อขาย ทำได้ยาก จะขายหุ้นจำนวน 1 ล้านหุ้นอาจใช้เวลาหลายวัน การเก็งกำไร และการซื้อขายระยะสั้น ซื้อขายวันละหลายๆ รอบไม่ใช่สิ่งผิดปกติ และเป็นปรากฏการณ์ในตลาดทุกประเภท แต่การปั่นหุ้นโดยสร้างข่าวที่เป็นข่าวเท็จหรือให้ข้อมูลที่จงใจให้ผู้ลงทุนอื่นเข้าใจผิดเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งหน่วยราชการที่เป็นผู้รักษากติกาจำเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะนอกจากจะเป็นการเอาเปรียบผู้ลงทุนอื่นแล้วยังเป็นการทำลายตลาดในระยะยาวอีกด้วย ในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นประมาณ 80 จุดนั้น ส่วนหนึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นของบริษัทที่มีพื้นฐานดี ซึ่งถูกผู้ลงทุนลืมมาหลายเดือน และอีกส่วนเป็นผลจากหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ไม่ชัดเจน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัท ที่มีจำนวนหุ้นที่สามารถนำมาซื้อขายได้ (Free Float) ค่อนข้างต่ำ ซึ่งทำให้การปั่นราคาทำได้ง่าย สิ่งที่รัฐควรทำคือแก้ไขให้มี Free Float ในระดับที่สูงเพียงพอ และให้มีการเปิดเผยข้อมูล อย่างชัดเจนโปร่งใส และเท่าเทียมกัน ดูแลในเรื่องการใช้ข้อมูลภายใน ในการแสวงหาประโยชน์จากการซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งน่าจะทำให้การปั่นหุ้นลดลงและเพิ่มเสถียรภาพของตลาดหลักทรัพย์ อีกประเด็นที่มีการวิตกกังวลกันมากคือ ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยเพิ่มขึ้นมาเร็วเกินไปหรือไม่ ผมคิดว่าเป็นไปได้ที่ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปีนี้เป็นเพียงการปรับตัวสู่ระดับที่ควรจะเป็น และที่จริงราคาหุ้นควรจะเพิ่มขึ้นมาสู่ระดับนี้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรก คือปัจจัยพื้นฐาน ของทั้งเศรษฐกิจไทยโดยรวม และของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ส่วนใหญ่ดีขึ้นมาก อีกทั้งการลงทุนในหุ้นเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์อื่น และสำหรับนักลงทุนต่างชาติการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยน่าสนใจมาก เมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ รวมทั้งยังมีโอกาสได้กำไรเพิ่มเติมจากค่าของเงินบาทที่แข็งขึ้น ประการที่สอง คือมีกระแสเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง หากปัจจัยพื้นฐานดี แต่ไม่มีเม็ดเงินเข้ามาลงทุน ราคาหุ้นก็เพิ่มไม่ได้มาก แต่ถ้ามีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนแต่ปัจจัยพื้นฐานไม่ดี ราคาหุ้นก็ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องและในไม่ช้าก็จะเกิดภาวะฟองสบู่แตก สำหรับในปัจจุบันดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล ความจำเป็นในการชำระหนี้ที่ลดลงมาก สภาพคล่องในระบบการเงินในระดับสูง และความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนซึ่งเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุนและการออม คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีเม็ดเงินใหม่เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลในระดับ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนหมายความว่า ประเทศไทยมีทรัพย์สินสุทธิเพิ่มขึ้นเดือนละ 25,000 ล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้องหาที่ที่จะลงทุน คุณสุวิทย์ มาไพศาลสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล. เมอร์ริล ลินช์ ภัทร ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์ไทยในการบรรยายเรื่อง " ปี 2547: ปีทองของธุรกิจหลักทรัพย์?" โดยให้มุมมองที่น่าสนใจว่า โดยปรกติการพัฒนาของตลาดหลักทรัพย์กับการพัฒนาเศรษฐกิจจะไปในทิศทางเดียวกัน และโดยปกติมูลค่าตลาดของตลาดหลักทรัพย์ (Market Capitalization) กับ GDP จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน และในหลายประเทศในภูมิภาคนี้สัดส่วนดังกล่าวอยู่ในระดับสูงกว่า GDP เช่น ประเทศสิงคโปร์ 129%, มาเลเซีย 136%, ไต้หวัน 99% และฮ่องกง 320% แต่สำหรับในปี 2546 GDP น่าจะอยู่ในระดับ 5.85 ล้านล้านบาท ในขณะที่ในปัจจุบันมูลค่าตลาดของตลาดหลักทรัพย์ อยู่ในระดับ 3.88 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 66 ของ GDP เท่านั้น จึงยังมีโอกาสที่มูลค่าตลาดของตลาดหลักทรัพย์ไทยจะเติบโตอีกมาก ผมได้ลองคำนวณว่าสำหรับปี 2547 ถ้า GDP ขยายตัวร้อยละ 6.7 ในราคาคงที่ (Real Term) และราคาผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 GDP จะเพิ่มเป็น 6.36 ล้านล้านบาท นอกจากนั้นปี 2547 เป็นปีที่คาดว่าจะมีหุ้นออกใหม่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจเช่นการไฟฟ้าทั้งสามแห่ง บริษัทท่าอากาศยานไทยจำกัด บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด เป็นต้น ซึ่งเมื่อรวมกับการออกหุ้นใหม่ของเอกชนแล้ว คาดว่าจะทำให้มูลค่าทุนตามราคาตลาดของตลาดหลักทรัพย์ไทย เพิ่มขึ้นประมาณ 8 แสนล้านบาท เป็น 4.68 ล้านล้านบาท และหากดัชนีตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 900 จุด มูลค่าตลาดของตลาดหลักทรัพย์ในปี 2547 จะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับ GDP ดังนั้นหากเราวิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบ กับประเทศอื่นๆ ตามวิธีการของคุณสุวิทย์แล้ว การคาดการณ์ของ บลจ.กสิกรไทย จำกัด ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 770 ในปี 2547 อาจจะดูค่อนข้างต่ำไปด้วยซ้ำ ในช่วงต้นปี 2546 ก็มีหลายท่าน เช่น คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง ที่คาดการณ์ว่า ราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นมากในปีนี้ แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่เชื่อ และในช่วงแรกของปีราคาหุ้นก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แต่ทั้งปัจจัยพื้นฐาน และกระแสเงินพร้อมที่จะเอื้ออำนวยต่อราคาหุ้นให้เพิ่มขึ้น ดังนั้นเมื่อความเชื่อมั่นกลับคืนมา ราคาหุ้นจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ถ้าทุกคนเชื่อการคาดการณ์ของ บลจ. กสิกรไทย ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 770 ในปี 2547 ก็ไม่มีเหตุผลว่า ทำไมราคาจึงไม่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 770 ตั้งแต่ปีนี้ ที่จริงตามทฤษฎีถ้าทุกคนคิดเหมือนกัน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ควรเพิ่มเป็น 762 ตั้งแต่ปีนี้ คือ 770 หักด้วยดอกเบี้ยเงินฝากหนึ่งปี
|
| กลับหน้าแรก |