ทำให้อุตสาหกรรมไทยแข่งได้ในตลาดโลก

ดร.สมชาย หาญหิรัญ ผอ.กองเศรษฐกิจอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
กรุงเทพธุรกิจ  วันที่   7  พฤศจิกายน พ.ศ. 2546

ปัจจุบัน สถานการณ์เศรษฐกิจรอบด้านของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก ส่งผลให้อุตสาหกรรมของไทยสูญเสียความได้เปรียบทางการแข่งขัน เราจึงต้องสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันขึ้นมาใหม่ หรือที่เรียกว่า Reinventing Industrials Competitiveness

เมื่อมองในแง่ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมของไทยนั้น จะเห็นว่า ประเทศไทยค่อนข้างจะโชคดีที่ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ความต้องการสินค้าภาคอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลกมีค่อนข้างสูง ทำให้มีผู้สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศจำนวนมาก แต่โครงสร้างของการลงทุนในช่วงนั้นยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนายุทธศาสตร์ใหม่ๆ ทำให้ผลที่เกิดตามมาก็คือ ทุกคนลงทุนในอุตสาหกรรมคล้ายกัน มีพื้นฐานและรูปแบบที่คล้ายกัน

เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น ความต้องการในสินค้าลดลงอย่างกะทันหัน ทำให้เกิด Over Supply และ Over Capacity ส่งผลต่อการชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้การนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และการส่งออกสินค้าลดลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจล้มละลายเป็นจำนวนมาก และถูกควบกิจกรรมจากบริษัทข้ามชาติมากขึ้น

จากปัญหาต่างๆ ดังกล่าว ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมา ทำให้การนำเข้าวัตถุดิบอุตสาหกรรมลดลง เนื่องจากวัตถุดิบส่วนใหญ่สามารถผลิตได้เองในประเทศ เป็นผลให้ความได้เปรียบทางด้านต้นทุนเริ่มลดลง

อย่างไรก็ดี ในช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ ค่อนข้างมีมากกว่าการลงทุนแบบ Real Sector แต่ปัจจุบันนี้ Real Sector เริ่มกลับมาอยู่ในสัดส่วนที่สูงอีกครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในขณะนี้ แต่ก็ต้องระวัง เนื่องจากว่าแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา เราจะเห็นว่ามูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นและลดลงนั้น เป็นความสัมพันธ์เชิงผกผันกับอัตราการแลกเปลี่ยน

ซึ่งมีนัยสำคัญว่าการแข่งขันของไทย โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมยังเน้นความได้เปรียบของต้นทุนการผลิต ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่อัตราการแลกเปลี่ยนลดลง ส่งผลทำให้ Export Price ลดลง มูลค่าการส่งออกก็จะสูงขึ้น

สภาพแวดล้อมการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ของโลก สมัยหนึ่ง เราสามารถอาศัยความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำ แต่ปัจจุบันเราต้องเผชิญกับสภาพการค้าและธุรกิจสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศในรูปแบบใหม่ และมีความซับซ้อนมากขึ้น

รวมทั้งการนำเอาเรื่องของสังคม สิ่งแวดล้อม เทคนิค มาเป็นปัจจัยกีดกันทางการค้าแทนภาษีศุลกากร หรือโควตา รูปแบบทางการแข่งขันทางการตลาดที่เปลี่ยนจากการแข่งขันทางด้านราคา มาเป็นการแข่งขันด้านการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ ทำให้การค้าระหว่างประเทศของไทยในวันนี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะก้าวไปสู่การค้าเสรีมากขึ้น

ดังนั้น การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีตลาดโลก จึงต้องเปลี่ยนจากการได้เปรียบทางด้านต้นทุนการผลิต มาให้ความสำคัญกับการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า อาศัยความรวดเร็ว และความชำนาญ มากกว่าอาศัยต้นทุนด้านแรงงาน หรือวัตถุดิบด้านการผลิต

ในเรื่องนี้กระทรวงอุตสาหกรรม มองภาพอุตสาหกรรมของไทยว่า คงไม่สามารถสู้ได้ในเรื่องแนวคิดของ Mass Production แต่ได้วางแนวความคิดไว้ว่า จะทำอย่างไรให้มีความแตกต่างของตัวสินค้าอุตสาหกรรม เปลี่ยนจากเดิมที่มองว่า เราเก่งอะไร และจะผลิตอะไร มาเป็นลูกค้าต้องการอะไร เราจะผลิตสิ่งนั้นได้อย่างไร ซึ่งตัว Mass ก็ยังมีความสำคัญอยู่ โดยเฉพาะราคาต้องยุติธรรม

แนวคิดของยุทธศาสตร์นี้ก็คือ Mass Customization เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้สินค้าของเรามีความได้เปรียบน้อยลง สินค้ามีการลอกเลียนแบบได้ง่าย อำนาจการต่อรองและการหาแหล่งสินค้าทดแทนของผู้บริโภคมีมากขึ้น ดังนั้น Mass Customization จะเป็นตัวหนึ่งที่บอกได้ว่า สินค้าของเรามีความแตกต่างชัดเจนมากน้อยเพียงใด ซึ่งหากมีความแตกต่างอย่างชัดเจน ความได้เปรียบก็จะอยู่กับเราได้นาน

ในด้านการแข่งขัน เรามองเป็น 2 มิติ คือ มิติทางด้านอุปสงค์ และมิติด้านอุปทาน โดยด้านอุปสงค์เราต้องรู้ว่าสินค้าของเรามีดีอย่างไร ในความรู้สึกความต้องการของลูกค้า คุณค่า (Value) ของสินค้าเราอยู่ที่ตรงไหน ภาพลักษณ์หรือคุณภาพ หรือการมีนวัตกรรมใหม่ๆ ส่วนในด้านอุปทาน เราต้องรู้ว่า เราจะมีวิธีการอย่างไรให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ จากความเก่ง ความถนัด ที่เรามีอยู่

นอกจากนี้ การพัฒนาศักยภาพของการแข่งขันยังมีปัจจัยที่เป็นด้านมหภาค เราต้องมองในระดับนโยบายของทางภาครัฐที่จะเป็นตัวเอื้ออำนวยให้เราใช้ศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การแข่งขันที่แท้จริงกลับไม่ได้อยู่ที่ระดับมหภาค หากแต่เป็นระดับจุลภาค หรือระดับ Firm ซึ่งหมายความว่า ธุรกิจจะต้องมีผลผลิต มีการวางกลยุทธ์ การปรับปรุงศักยภาพทางการผลิต ตลอดจนการวางโครงสร้างภายในองค์กรที่มีการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนไปอย่างไร

สำหรับปัจจัยหลักที่เป็นตัวขับเคลื่อนการสร้างการแข่งขันระดับธุรกิจต้องคำนึงถึงปัจจัยหลัก 4 ประการ คือ

1.Customer Oriented การเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง 
2.Core Competency การพัฒนาความสามารถด้านที่เราชำนาญ 
3.Collaborative Network การสร้างเครือข่ายพันธมิตรในทุกมิติ 
4.Creative and Innovative การสร้างสรรค์และนวัตกรรมในผลิตภัณฑ์และธุรกิจ

ซึ่งการที่จะสร้างปัจจัยหลัก 4 ประการนี้ได้ เราต้องรู้ว่า ลูกค้าของเราคือใคร คุณค่าของสินค้าของเราอยู่ตรงไหน ความสามารถในการหาหน่วยงานอื่นที่มีความสามารถในการผลิตได้ดีกว่า มาเป็นเครือข่ายของเรา

ณ วันนี้ เราคงต้องมองย้อนกลับจากแนวคิดที่เคยใช้กันมาแต่เดิมว่า จะผลิตอะไรซึ่งเป็นเรื่องของอุปทาน มาเป็นการมองด้านอุปสงค์ว่า ลูกค้าต้องการอะไร แบบไหน อย่างไร และเราจะผลิตสิ่งนั้นได้อย่างไร เราจะหาวัตถุดิบในการผลิตสินค้าได้อย่างไร และที่สำคัญคือเราจะขายสินค้าได้อย่างไร

กลับหน้าแรก