|
นักธุรกิจจีนตามลำน้ำโขง
มองมุมใหม่ : อักษรศรี พานิชสาส์น คณะเศรษฐศาสตร์ และกรรมการโครงการจีนศึกษา มธ. กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2546 แม้ว่า ไทยกับจีน จะไม่มีพรมแดนติดต่อกันโดยตรง แต่มีลำน้ำโขง เป็นเส้นทางเชื่อม 2 ประเทศด้วยระยะทางเพียง 344 กิโลเมตร หากนับจากท่าเรือเมืองเชียงรุ่ง (จิ่งหง) ในสิบสองปันนา ของมณฑลยูนนานจีน มาถึงท่าเรือเชียงแสน จังหวัดเชียงรายของไทย ประกอบกับเมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางล่องเรือมาตามเส้นทางดังกล่าว โดยอาศัยเรือสินค้าของจีน และด้วยระยะเวลาเกือบ 2 วันเต็มบนเรือของจีน ทำให้มีโอกาสพูดคุยและสัมภาษณ์นักธุรกิจจีนและลูกเรือบางคนที่ล่องเรือมาด้วยกัน (ผ่านล่าม) จึงมีหลายประเด็นที่ควรจะต้องนำมาถ่ายทอดในบทความนี้ เจ้าของเรือสินค้าขนาด 200 ตันลำนี้ เป็นทหารเก่าอยู่ที่มณฑลเสฉวน ตอนนี้หันมาทำธุรกิจด้านการลำเลียงสินค้าตามลำน้ำโขง โดยเรือลำนี้เป็นลำที่ 2 ของนักธุรกิจรายนี้ และเพิ่งจะเริ่มใช้งานในวันที่ 1 ตุลาคม ปีนี้ซึ่งตรงกับวันที่ความตกลง FTA ผัก-ผลไม้ไทยและจีนมีผลบังคับใช้ และในการเดินทางมาพร้อมกันในรอบนี้ มีเรือจากจีนนำสินค้าพวกแอปเปิล สาลี่ กระเทียม และเม็ดทานตะวันลงมาไทยไม่ต่ำกว่า 6-7 ลำ มีนักธุรกิจจีนรายหนึ่งจากมณฑลอันฮุย เลือกที่จะเดินทางมาตามลำน้ำโขงทั้งๆ ที่ได้ขนส่งสินค้าของบริษัทเขามาทางทะเล โดยออกจากท่าเรือเซี่ยงไฮมายังกรุงเทพฯ เพราะเห็นว่า สำหรับสินค้าที่มีปริมาณมากแล้ว การขนส่งทางทะเลยังคงสะดวกกว่าการใช้แม่น้ำโขง แต่สำหรับตัวเขาเองต้องการมาขอ Visa เข้าไทยจากสถานกงสุลที่คุนหมิง ซึ่งใช้เวลาเพียง 1 วัน หากเปรียบเทียบกับการขอ Visa ที่เซี่ยงไฮ้อาจต้องรอนานถึง 5 วัน เพราะความคึกคักของความต้องการของนักธุรกิจจีนที่จะมาเมืองไทย ซึ่งในระยะหลังมานี้ เขาเองต้องเดินทางมาไทยบ่อยขึ้นมาก และมีนักธุรกิจหลายรายจากหลายมณฑล ไม่จำกัดเฉพาะจากมณฑลยูนนานได้นำสินค้าของจีนมาแสดงในงานแสดงสินค้า 4 ชาติที่จัดขึ้นที่เชียงใหม่ มีทั้งสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม แว่วมาว่า จะมาลองหาตลาดจากโอกาสที่ทางการไทยเปิดกว้างให้กับพวกเขา และที่ได้รับความสนใจมาก คือ เบียร์ "ลั่นชางเจียง" (ภาษาจีนเรียกแม่น้ำโขงว่า ลั่นชางเจียง) ได้เข้ามาทำตลาดทางภาคเหนือตอนบนของไทย โดยร่วมลงทุนกับนักธุรกิจท้องถิ่นของไทยตั้งบริษัท เบียร์ลั่นชาง (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นเพื่อนำเข้า-จำหน่ายเบียร์ดังกล่าวในไทย ด้วยทุนจดทะเบียนประมาณ 10 ล้านบาท และมีโครงการจะตั้งโรงงานผลิตที่เชียงรายด้วย ที่จริงแล้ว การลำเลียงสินค้าและคน (ทั้งที่เป็นนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว) ตามลำน้ำโขงได้มีมากขึ้น หลังจากที่มีการลงนามร่วมกันให้มีการเปิดการเดินเรือพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2544 แต่ปรากฏว่า ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากเส้นทางดังกล่าวมากที่สุด ก็หนีไม่พ้นฝ่ายจีน ซึ่งตอนนี้มีเรือขนาดใหญ่ของจีนมากถึง 80-90 ลำคอยลำเลียงสินค้าจากจีน โดยเฉพาะจากท่าเรือเชียงรุ่งลงมาท่าเรือเชียงแสนของไทย และขากลับก็นำสินค้าไทยกลับไปขายที่จีนเช่นกัน ในขณะมีเรือของไทย ลาว หรือพม่าน้อยมาก และมีขนาดเล็กกว่ามาก ผู้เขียนคงไม่จำเป็นต้องพูดถึงปริมาณการค้าชายแดนไทย-จีนที่เป็นการค้าในระบบ เพราะกระทรวงพาณิชย์คอยออกมารายงานข่าวเป็นระยะๆ อยู่แล้ว แต่ปริมาณการค้าที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะการลักลอบทำการค้านอกระบบมีปริมาณมากแค่ไหน คงไม่มีใครรู้แน่นอน เมื่อปีกลายทาง ธปท.ภาคเหนือเคยรายงานข้อมูลการสำรวจ ว่า มีมากกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าการค้าปกติที่ยังคงนิยมชำระค่าสินค้าโดยไม่ผ่านระบบธนาคาร ส่วนหนึ่งเป็นผลจากวิถีการค้าแบบดั้งเดิม คือ มีความเชื่อใจกันเป็นสำคัญ และมีการใช้บริการจากโต๊ะแลกเงิน หรือโพยก๊วน ซึ่งเปิดรับแลกเงินตราต่างประเทศทั้งสกุลดอลลาร์สหรัฐ เงินบาท และเงินหยวนของจีน เป็นต้น ส่วนเส้นทางลำเลียงของสินค้าเหล่านั้น ในช่วงก่อนที่ความตกลง FTA จะมีผล นักธุรกิจบางรายก็จะขนส่งผลไม้สดจากไทย โดยใช้เส้นทางท่าเรือเชียงแสนไปถึงสบหลวย แล้วขึ้นบกที่พม่า จากนั้นจะใช้เส้นทางถนนที่เมืองซ้อง หรือเส้นทาง 240 เพื่อนำผลไม้ไทย "ไปใส่โสร่ง" ก่อนส่งไปขายในสิบสองปันนาของจีนหรือกระจายต่อไป ซึ่งทางการจีนจะให้ประโยชน์โดยลดภาษีศุลกากรลงร้อยละ 50 ตามนโยบายพิเศษที่ใช้กับเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับจีนโดยตรง แต่หลังจากความตกลง FTA ลดภาษีไทย-จีนเหลือศูนย์ อาจจะทำให้มีการลำเลียงผลไม้สดในเส้นทางดังกล่าวน้อยลง อย่างไรก็ดี ด้วยข้อจำกัดของความตกลง FTA ที่มีผลเฉพาะผักและผลไม้สด ก็อาจจะมีการใช้เส้นทางดังกล่าวลำเลียงสินค้าประเภทอื่นๆ ต่อไป ที่จริงแล้ว ในกรณีผลไม้ไทย หากมีคำสั่งซื้อจากจีนในปริมาณมากก็ต้องส่งไปทางทะเลผ่านไปกวางตุ้ง หรือเซี่ยงไฮ้ ทางตะวันออกของจีนอยู่แล้ว เพราะสะดวกและคุ้มค่าใช้จ่ายมากกว่า ส่วนอุปสรรคที่สำคัญอีกประการของผักผลไม้ไทย คือ การใช้มาตรการกีดกันแอบแฝงอื่นๆ ของทางการจีน เช่น การเก็บภาษี VAT อีกร้อยละ 13 หรือปัญหาที่ด่านศุลกากร เป็นต้น โดยเฉพาะกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นกับลำไยของไทยในปีนี้ ทำให้ชาวไร่ ชาวสวน และนักธุรกิจไทยที่เกี่ยวข้องต่างเป็นกังวลและตระหนักถึงปัญหานี้ดีว่า ไม่ได้สวยงามอย่างเช่นภาพที่ทางการพยายามนำเสนอมากนัก สำหรับข้อน่าสังเกตประการสุดท้าย จากการที่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ของจีนหรือนักธุรกิจจีนหลายรายในระยะหลังมานี้ ต่างก็ชื่นชมนโยบายและมาตรการของรัฐบาลไทยเป็นอย่างมาก จนผู้เขียนไม่แน่ใจว่า ควรจะดีใจหรือเสียใจกันแน่ กับการที่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของไทยได้กลายเป็นขวัญใจของนักธุรกิจจีนไปเสียแล้ว
|
| กลับหน้าแรก |