มุ่งสู่ พ.ศ.2547ใช้ "นวัตกรรม" กำหนดทิศทาง สร้างความเข้มแข็ง ให้ระบบวิจัยของประเทศ

โดย ศุภชัย หล่อโลหการ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ supachai@nia.or.th มติชนรายวัน   วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 9426

นวัตกรรม (innovation) คือ การผลิต การเรียนรู้ การจัดการความรู้ และการใช้ประโยชน์จากความคิดใหม่ เพื่อให้เกิดผลดีทางเศรษฐกิจและสังคม

ดังนั้น "นวัตกรรม" ภายในองค์กรใดองค์กรหนึ่ง จึงควรมีคุณลักษณะในการเป็นผลิตภัณฑ์ กระบวนการ หรือขั้นตอน ที่ "จับต้องใช้ได้" ไม่ใช่เป็นแค่ "ความคิดใหม่" หรือ "องค์ความรู้" ที่มาจากผลงานวิจัย ซึ่งอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของนวัตกรรม แต่ไม่อาจเรียกว่าเป็นนวัตกรรมได้

ลักษณะสำคัญของ "นวัตกรรม" นั้น ต้องมาจาก "ความตั้งใจ" ที่ต้องการให้เกิดขึ้น มากกว่าจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญ และต้องมี "ความใหม่" และ "นำมาใช้ได้" ในระดับกลุ่ม ฝ่าย หรือองค์กร

ในขณะที่บางครั้งอาจจะไม่จำเป็นต้องใหม่ในระดับบุคคลที่สร้างนวัตกรรมนั้นๆ และมีเป้าหมายเพื่อสร้างผลกำไรให้แก่องค์กร หรือก่อเกิดประโยชน์ให้แก่สังคมในวงกว้าง

นวัตกรรมจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการสร้างศักยภาพความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืน

โดยนวัตกรรมจะเป็นเสมือนหนึ่ง "เข็มทิศชี้นำ" ในการสร้างความเข้มแข็งทางด้านการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีและการประยุกต์ใช้ประโยชน์ในภาคการผลิต การใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับคุณภาพสินค้า หรือการพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีเพื่อต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

การพัฒนานวัตกรรมจึงนับเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประเทศ และถือได้ว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจและสังคมโลกยุคนี้นอกเหนือจากความรู้ ซึ่งเป็นต้นทุนของสังคมที่จะนำไปสู่การเกิดทรัพย์สินทางปัญญา และเป็นพื้นฐานในการนำไปสู่การเกิดนวัตกรรม และความร่วมมือ ทั้งด้านการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์และทักษะต่างๆ ซึ่งถูกนำเข้ามาแทนที่นโยบายการมุ่งแต่จะแข่งขันซึ่งกันและกัน ดังนั้น แนวทางใหม่ในการพัฒนาธุรกิจในปัจจุบันจึงอยู่ในรูปแบบของความร่วมมือและแข่งขัน(coopetition)

"นวัตกรรม ไม่ใช่งานวิจัย" แต่ต้องอาศัยพื้นฐานที่สำคัญจากผลงานวิจัย เพื่อนำความรู้ที่เกิดขึ้นออกไปสู่ภาคการผลิต

นวัตกรรมจึงเป็นข้อต่อที่สำคัญระหว่างความรู้และผลิตภาพ(productivity) ในแผนภาพที่ 1 แสดงถึงความแตกต่างระหว่างงานด้านวิจัยและพัฒนา งานด้านสิ่งประดิษฐ์ และงานด้านนวัตกรรม ซึ่งจะเห็นได้ว่า ถึงแม้ว่าหน่วยงานวิจัยและสนับสนุนการวิจัย จะมีพันธกิจครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐานจนถึงการผลิตในเชิงพาณิชย์ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว พันธกิจหลักของหน่วยงานเหล่านี้ยังคงอยู่ที่งานวิจัยพื้นฐานและงานวิจัยประยุกต์ ซึ่งแตกต่างจากงานด้านนวัตกรรม ที่มักตั้งต้นจากภาคอุตสาหกรรม และเน้นการตลาดเป็นสำคัญ จากนั้นจึงเสาะแสวงหาผลงานวิจัยและพัฒนาที่สอดคล้องเพื่อรองรับเป็นโครงการนวัตกรรม ซึ่งปกติแล้วมักจะเป็นผลงานวิจัยที่มาจากการบูรณาการ

อาทิ ผลงานวิจัยด้านวิชาการ เทคโนโลยีและวิศวกรรม การผลิต การตลาด ธุรกิจ หรือผลงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ เช่น พฤติกรรมผู้บริโภค เป็นต้น

งานด้านนวัตกรรมนั้น อาจจะจำแนกออกเป็นสองรูปแบบคือ นวัตกรรม "แบบปิด" และ "แบบเปิด"

การพัฒนานวัตกรรมแบบปิด หมายถึงโครงการนวัตกรรมทั่วไปที่เกิดขึ้นในภาคธุรกิจ และมีความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยี ธุรกิจ การตลาด และการลงทุน ซึ่งในอดีตเคยเป็นรูปแบบที่เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง และได้ช่วยให้บริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำต่างๆ เช่น IBM, Xerox ประสบผลสำเร็จมาแล้ว

การพัฒนานวัตกรรมแบบปิดนี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่มุ่งสนใจแต่องค์กรของตนเองเท่านั้น เช่น จะต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษในอุตสาหกรรมด้านนั้นๆ มาทำงานให้ เพื่อบริษัทจะสามารถทำการวิจัยและพัฒนาด้วยตนเองได้ จะต้องทำการวิจัยและพัฒนาด้วยตนเองเท่านั้น จึงจะสามารถสร้างนวัตกรรมมาจำหน่ายในตลาดได้

และยิ่งลงทุนในการวิจัย และพัฒนามากเท่าใด ก็จะยิ่งมีโอกาสค้นพบนวัตกรรม ที่จะสามารถนำเข้าสู่ตลาดได้มากยิ่งขึ้นด้วย

และหากสามารถค้นพบความรู้หรือเทคโนโลยีใหม่ได้เป็นผลสำเร็จ จะทำให้สามารถผลิตสินค้าหรือบริการที่เป็นนวัตกรรมเพื่อเข้าสู่ตลาดได้เป็นรายแรก และจะมีโอกาสประสบผลสำเร็จได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ในเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญานั้น บริษัทจะต้องเก็บรักษาความลับสิ่งใหม่ที่ค้นพบได้เป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้คู่แข่งสามารถนำไปใช้เพื่อสร้างสินค้าหรือบริการมาแข่งขันกับตนได้

การพัฒนานวัตกรรมแบบปิดซึ่งเน้นการทำการวิจัยและพัฒนาด้วยตนเอง ได้ก่อให้เกิดข้อจำกัดในการสร้างนวัตกรรมหลายด้าน ทั้งจากปัจจัยด้านเงินทุน บุคลากร และเทคโนโลยี

เนื่องจากบริษัทต้องลงทุนทำการวิจัยและพัฒนาเองทั้งหมด โดยอาศัยเทคโนโลยีที่มีอยู่ และต้องใช้บุคลากรภายในองค์กรเท่านั้น จึงทำให้การพัฒนานวัตกรรมถูกบีบให้เกิดการพัฒนาอยู่ในวงจำกัด และไม่สามารถเกิดการสร้างสรรค์ได้เต็มที่

รวมถึงสิ่งใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงของการวิจัย แต่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเป้าหมาย ก็จะไม่ถูกนำไปพัฒนาต่อเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และอาจต้องถูกทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์

แนวคิดแบบปิดนี้ ยังทำให้การแพร่กระจายของนวัตกรรม และเทคโนโลยีเกิดขึ้นในวงจำกัด อีกทั้งทำให้หน่วยงาน ที่จะให้การสนับสนุน ซึ่งจำเป็นต้องประเมินคุณลักษณะความเป็นนวัตกรรม ทำได้ยากมาก เพราะผู้ประเมินมีประสบการณ์ที่จำกัดใน "ความใหม่" ของโครงการนั้นๆ

และอาจจะกล่าวได้ว่านวัตกรรมแบบปิดนี้ จะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต น้อยกว่าการดำเนินงานโครงการนวัตกรรม "แบบเปิด" หรือ "โครงการนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์" ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ในการดำเนินงาน ของสำนักงานสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ มาในระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา

โครงการนวัตกรรมแบบเปิดหรือเชิงยุทธศาสตร์นี้ จะมีลักษณะของการทำงานเป็นหุ้นส่วน โดยใช้นวัตกรรม มาชักนำ ให้เกิดการทำงาน ในรูปแบบ ของเครือข่ายวิสาหกิจ หรือ "คลัสเตอร์" มีการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ต่างๆ ซึ่งกันและกัน และใช้ความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่าย มาเป็นจุดเด่นในการดำเนินงานในแต่ละด้าน เช่น ด้านการผลิต ด้านเทคโนโลยี หรือการตลาด จึงทำให้เกิดการประเมินคุณลักษณะของความเป็นนวัตกรรม และความเป็นไปได้ของโครงการด้วยกันเองภายในเครือข่ายหุ้นส่วน

นอกจากนี้กลุ่มที่พัฒนาโครงการยังต้องประมวลความรู้ และผลงานวิจัยที่หลากหลาย ทั้งในและนอกบริษัท เพื่อนำมาบูรณาการให้เกิดประโยชน์ ต่อภาคธุรกิจ และที่สำคัญคือ ต้องดำเนินโครงการนำร่องที่เปิดเผย และมีเป้าหมายชัดเจนในการเป็นผู้นำในตลาดใหม่ หรือสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่

"การพัฒนานวัตกรรมแบบเปิด จึงเป็นการนำสิ่งใหม่ๆ ที่ได้รับทั้งจากการวิจัยและพัฒนา ทั้งจากภายใน และภายนอกองค์กร มาสร้างเป็นนวัตกรรมที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดกลุ่มใหม่ได้" จึงเป็นการส่งเสริมให้บริษัท หรืออุตสาหกรรมต่างๆ พยายามแสวงหาสิ่งใหม่ๆ จากภายนอกอยู่ตลอดเวลา อันจะนำไปสู่การสร้างพันธมิตรและความร่วมมือระหว่างกันในการแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ

นอกจากนี้ การพัฒนาดังกล่าวจะสามารถนำสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงของการวิจัย แต่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดเดิม หรือถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ นำมาพัฒนาให้เป็นนวัตกรรมเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดใหม่ได้อีก ดังนั้น จึงก่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีการแสวงหาตลาดใหม่อยู่ตลอดเวลา

ในอดีตที่ผ่านมา มาตรการของรัฐในการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมไม่ได้ผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากมีแนวความคิดในการพัฒนา "นวัตกรรมแบบปิด" โดยมีสมมติฐานว่า การวิจัย และพัฒนาเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรม จึงทำให้เกิดการมุ่งเน้นการลงทุนเฉพาะด้านการวิจัย และการพัฒนากันมากโดยส่วนใหญ่จะเกิดในภาครัฐมากกว่าภาคเอกชน

ประกอบกับภาครัฐมีมาตรการและแนวนโยบายในการส่งเสริมภาคเอกชนในลักษณะผูกขาด จึงทำให้ภาคเอกชนไม่เข้มแข็ง เก่งแต่การแข่งขันกันเองแต่ไม่สามารถแข่งกับคู่แข่งภายนอกประเทศได้ และทำให้ภาคเอกชนไม่จำเป็นต้องทำการวิจัยและพัฒนาเนื่องจากไม่มีความจำเป็น

นอกจากนี้ แนวความคิดแบบปิดดังกล่าวยังส่งเสริมให้ประเทศชาติต้องทำการวิจัยและพัฒนาด้วยตนเองมากกว่าการนำเข้าความรู้ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ จากภายนอกประเทศ ซึ่งแนวทางดังกล่าวไม่เพียงพอ สำหรับการที่ประเทศที่จะสามารถพัฒนานวัตกรรมให้ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็วแบบ "ก้าวกระโดด" เพื่อให้สามารถแข่งขันกับภายนอกประเทศได้

ดังนั้น แนวทางในการพัฒนาระบบวิจัยที่ตอบสนองปัญหาทั้งในภาคเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ จำเป็นต้องอาศัยนวัตกรรม เป็นต้นกำลัง เพื่อที่จะบูรณาการองค์ประกอบทุกด้านของประเทศ โดยเฉพาะกลไกการสร้างผลิตภาพ เช่น สถาบันการเงิน หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสถาบันศึกษา และฝึกอบรม หรือสถาบันชุมชน ให้สามารถเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย

และสร้างเป็น "ระบบนวัตกรรมแห่งชาติ" ที่มีพลังเพียงพอที่จะขับเคลื่อนประเทศ ให้มีศักยภาพในการแข่งขันและการพัฒนาที่ยั่งยืน

หน้า 7

 

กลับหน้าแรก