|
คุณอยู่ค่ายไหน?
ทุกอย่างสวยสด
หรือระวังฟองสบู่?
กาแฟดำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 30 ธันวาคม 2546 ก่อนวันสิ้นปีพรุ่งนี้ บอกกล่าวข่าวดีของเศรษฐกิจเอเชียบ้าง ก็คงไม่เป็นการส่งเสริม ปรัชญาฟองสบู่ มากนัก แม้ผมจะเห็นว่าปีหน้า จะเป็นการต่อสู้กันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน ระหว่างสองค่าย... นั่นคือค่ายที่ทุกอย่างต้องเป็นข่าวดี และอีกค่ายหนึ่ง ที่จะคอยดักคอ เพื่อส่งสัญญาณเตือนภัย ว่าฟองสบู่ กำลังทำท่าว่าจะโผล่มาให้เห็น สัจธรรมของ วงจรเศรษฐกิจ นั้นบอกเราว่าไม่มีอะไรที่ขึ้นแล้วไม่ลง ยิ่งขึ้นเร็วและแรงก็จะยิ่งลงเร็วและแรงเช่นกัน แต่สัจธรรมอีกด้านหนึ่งก็คือว่าโลกจะดีไม่ดีนั้น หลายสิบเปอร์เซ็นต์อยู่ที่ใจ และความมั่นใจ ถ้าเราเชื่อว่ามันจะดี มันก็จะดี แต่ถ้าเราเชื่อว่ามันจะต้องเลวร้าย จิตใจเราก็จะกำกับ ให้มันเลวร้ายอีกเหมือนกัน ความเป็นคนเท้าติดพื้นอย่างเราก็จะต้องเดินสายกลาง และไม่เชื่อว่า ค่ายไหน จะยืนยงคงทนได้ตลอดกาล ความเจริญเฟื่องฟูจะต้องมีพื้นฐานแข็งแรงจึงจะยั่งยืน และอะไรที่โตเฉพาะผิวเผิน โดยไม่มีอะไรเสริมอยู่ข้างล่าง ก็ย่อมจะอ่อนปวกเปียก ไม่ช้าไม่นาน มันก็จะพังพาบลงมา และคนที่หลงระเริง อยู่กับมันก็จะต้องรับรู้ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีใครเตือนมาก่อน กระนั้นก็เถอะ เสียงพยากรณ์ส่วนใหญ่ของนักเศรษฐศาสตร์โลกก็ชี้ไปที่ปี 2004 ว่าเป็นปีที่เอเชีย จะกลับฟื้นคืนมาเป็นพระเอกอีกครั้งหนึ่ง เอเชียจะกลายเป็นศูนย์กลาง แห่งความตื่นเต้นคึกคักของเศรษฐกิจในปีใหม่นี้ก็เพราะจีนกับอินเดีย ซึ่งมีประชากรอันดับหนึ่ง และสองของโลก กำลังทำท่าว่าจะเติบโต ทางด้านเศรษฐกิจ อย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง อีกทั้งญี่ปุ่น ซึ่งเหนื่อยล้ามาหลายปีก็ทำท่าว่าจะกระเตื้องขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่เป็นการฟื้นตัวชั่วครั้งชั่วคราวแล้วก็ดับหายไปอย่างที่เคยเห็นมาก่อน คราวนี้ ดูเหมือนว่าพี่ยุ่น จะต้องออกแรงเป็นพิเศษ เพราะมิอาจจะถูกมองว่าตามหลังจีนจนมองไม่เห็นฝุ่นอย่างที่ปรามาสกันในหลายวงการได้อีก อาเซียนนั้นเล่า ก็ดูเหมือนจะช่วยกันพยุงให้อยู่เหนือน้ำได้หลายขุมอยู่ เมืองไทยก็มีความโดดเด่นในสายตาของนักลงทุนและนักวิเคราะห์เศรษฐกิจภาพรวม ทำนองว่าเป็นประเทศ ที่มีอัตราเติบโตของ GDP เป็นอันดับสองรองจากจีนเท่านั้น ปลายๆ ปีนี้ก็เห็นอาการเคลื่อนไหวของเงินลงทุนในตลาดหุ้นเริ่มจะเทมาในเอเชีย และในปีใหม่ที่จะถึงนี้ กระแสของเงินลงทุนนี้ ก็จะยิ่งจะคล่องแคล่ว และเพิ่มพูนขึ้นอีก ดัชนีตลาดหุ้นที่ชื่อ MSCI หรือ Morgan Stanley Capital International สำหรับตลาดหุ้นในเอเชียแปซิฟิกบอกว่า ราคาหุ้นในเอเชีย ได้กระโดดขึ้นไปร้อยละร้อยละ 33 สำหรับปีนี้ และถ้าไม่นับของญี่ปุ่น ก็จะเห็นการเติบโตถึง 39เปอร์เซ็นต์ โดยตลาดหุ้นของไทยเพิ่มขึ้นเกือบจะเท่าตัวด้วยซ้ำไป ข่าวจากวงการหุ้นฮ่องกง ก็ยืนยันว่า นักลงทุนที่นั่นกำลังปรับแผนการของตัวเองเพื่อจะได้ประโยชน์สูงสุดจากการฟื้นคืนชีพของตลาดหุ้นในเอเชีย ที่คาดว่า จะคึกคักอย่างยิ่ง ในปีใหม่ที่จะมาถึง วันสองวันข้างหน้านี้ ต้นปีนี้ ตลาดหุ้นเอเชียซึมเศร้ายิ่งนัก เพราะสงครามอิรักและการระบาดของ SARS แต่ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ก็เกิดปรากฏการณ์ ของการอ่อนตัว ของเงินสกุลดอลลาร์ อย่างต่อเนื่อง ผู้คนก็จึงหลีกเลี่ยงตลาดหุ้นมะกัน กองทุนทั้งหลายก็จึงหันมาลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย และก็ทำกำไรกันอย่างเป็นกอบเป็นกำในช่วงไตรมาสสุดท้ายนี่แหละ กองทุนมะกันหลายแห่ง ถูกถามเรื่องแผนการลงทุนในปี 2004 ก็ได้คำตอบว่าเห็นทีจะต้องมองมาที่เอเชียมากขึ้นอีก หนังสือเรื่อง The Long Boom ที่ออกมาเมื่อสองปี ค.ศ.2000 ซึ่งเคยคาดการณ์ว่าโลกกำลังจะก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ด้วยความหวังว่า จะมีการบูมทางเศรษฐกิจ อย่างมากมาย และยาวนานนั้นถูกผมวางทิ้งไปนาน เพราะมองไม่เห็นว่ามันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะในปีนั้น โลกทั้งโลกยังอยู่ในอาการสลึมสลือและคนไข้หลายคนก็ยังอยู่ในห้องไอซียู แต่วันนี้ อารมณ์คนอยากจะได้ข่าวดีไม่เว้นแต่ละวัน ผมไปลองไปหยิบมันลงจากหิ้งหนังสือ เพื่อตรวจสอบดูว่าถ้าจะเชียร์กันให้สุดๆ เลิกระแวดระวังกันเพื่อลองตามกระแสบ้าง โลกใบนี้และบ้านเราจะเป็นอย่างไรบ้าง พรุ่งนี้จะเล่าว่า ข่าวดีๆ เพื่อให้เกิดความสุขใจ ในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นั้น มันมีอะไรบ้าง แต่อย่าหาว่าไม่เตือนกันก่อนก็แล้วกันนะครับ ปีวอกจะเอาใจ คนอยากเห็น ยุคพระศรีอาริย์ไหม? กาแฟดำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 31 ธันวาคม 2546 วันสุดท้ายของปี 2003 แล้ว รับปากกันว่า วันนี้จะเขียนเอาใจ คนที่อยากเห็นแต่ข่าวดีๆ สำหรับปีใหม่ (ใครไม่อยากได้แต่ข่าวดีบ้าง ใช่ไหม?) ผมจึงลองเสนอคำพยากรณ์ ที่เคยโด่งดังมา เมื่อปี ค.ศ.2000 ตอนที่เพิ่งจะเริ่มเข้าสู่ ศตวรรษที่ 21 ของเรานี่แหละ หนังสือชื่อ The Long Boom เขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์มะกันสามคนที่ชื่อ Peter Leyden, Peter Schwartz และ Joel Hyatt สำทับเอาไว้เลยว่านี่คือ "วิสัยทัศน์แห่งยุคความเฟื่องฟูของโลก" ซึ่งทำเอาผมตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย แต่ในช่วงนั้นเป็นจังหวะที่เศรษฐกิหลายชาติกำลังย่ำแย่ บรรยากาศในเมืองไทยก็อึมครึม มาตรการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจก็ยังเป็นลูกผีลูกคนอยู่ ผมจึงเห็นเรื่อง Long Boom เป็นความฝันกลางวันที่อ่านเพื่อความสุขของการอ่าน ไม่ได้คิดว่ามันจะเกิดขึ้นได้ คนเขียนทั้งสามคนวาดภาพสวยหรู ไม่ใช่เพราะคิดว่าเรื่อง boom อย่างเจิดจ้าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแน่นอน แต่จะต้องทำให้มันเกิด เพราะศักยภาพที่จะให้เป็นยุคสมัยแห่งความเฟื่องฟูสุดๆ นั้น คนเขียนคณะนี้อ้างว่าอยู่ในวิสัยที่จะทำได้ มาถึงปี ค.ศ.2004 ที่กำลังจะเข้ามาเยือนวันพรุ่งนี้ก็เกิดภาพที่ว่าคนกล้าฝันกำลังจะส่งเสียงดังทักทายปีใหม่นี้แล้ว ตอนที่เขียนหนังสือเล่มนี้เป็นยุคหลังสงครามเย็นและกำแพงเบอร์ลิน เพิ่งจะล่มสลายไปได้สิบปี แต่ยังไม่เกิดกรณี 11 กันยายน 2002 อีกทั้งการเผชิญหน้าระหว่าง Jihad หรือสงครามศักดิ์สิทธิ์กับ McWorld หรือ "โลกแห่งแม็คโดนัล" อันหมายถึงอำนาจครอบงำของมะกันยังไม่ดุเดือดรุนแรงอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ แต่ถึงจะมีความตึงเครียดใหม่ระหว่างกลุ่มคนที่ต่อต้านมะกันด้วยการก่อการร้ายอย่างหนักหน่วง ก็ยังมีคนไม่น้อยที่คิดว่ายุคแห่งการ boom ของเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในกรอบของความเป็นไปได้ ถ้าหากสามารถใช้หลักการสำคัญบางเรื่องให้เต็มศักยภาพนั่นคือ 1. Go Global อันหมายถึงการมองโลกเป็นหมู่บ้านเดียวกัน ทุกประเทศต้องมุ่งไปสู่การสร้างศักยภาพให้กว้างไกล ซึ่งรวมถึงการ "คิดระดับโลก, สร้างระดับท้องถิ่น" หรือ Think globally, act locally ซึ่งตอกย้ำความสำคัญของการที่จะต้องคิดให้รอบด้านแต่ไม่ลืมที่จะทำให้ศักยภาพในสังคมรอบๆ ตัวเองเกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 2. Open Up ซึ่งก็คือการ "เปิดกว้าง" เพื่อให้เกิดการถ่ายเทของสินค้า และแนวคิดอย่างครบถ้วนทุกสังคม จะต้องมุ่งสู่การเปิดประตู เพื่อรับและให้พร้อมๆ กันไป เพราะเขาเชื่อว่ากระแสโลกาภิวัตน์ยังจะมีความสำคัญ และเป็นแนวทางที่มิอาจจะหมุนกลับได้ ใครไม่สร้างศักยภาพ เพื่อสามารถแข่งขันกับโลกข้างนอกได้ ก็รังแต่จะอ่อนแอและถูกกลืนกินเท่านั้นเอง 3. Let Go ซึ่งหากแปลตรงตัวอาจจะหมายถึง "ปล่อยวาง" ซึ่งก็ไม่ได้ผิดจากความหมายนี้เท่าใดนัก ต่างกันก็ตรงที่ว่าคนเขียนหนังสือเล่มนี้บอกว่าจะต้องยอมรับว่าไม่มีสังคมไหนจะสามารถ "ควบคุม" อะไรทั้งหมดเหมือนแต่ก่อน จะต้องยอมปล่อยวาง ไม่มีองค์กรไหนหรือกลุ่มคนไหนจะสามารถควบคุมทุกอย่างได้เหมือนก่อน ไม่เพียงแต่อินเทอร์เน็ตทำให้คนที่ต้องการเป็นเผด็จการไม่สามารถทำได้เท่านั้น แต่เศรษฐกิจโลกในภาพใหม่จะทำให้ทุกคนต้องยอมรับรู้ความเป็นสากล และยอมให้คำว่า "การควบคุม" มีความหมายใหม่ที่ส่งเสริมการสร้งสรรค์มากกว่าการสั่งการของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น 4. Grow More คือการสร้างสรรค์, การขยายผลงาน และการไม่หยุดที่จะผลิตสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา 5.Always Adapt คือการจะต้องปรับตัวเองตลอดเวลาเพราะโลกเปลี่ยน, คนเปลี่ยนและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยน ไม่มีอะไรที่หยุดอยู่นิ่ง ดังนั้น การที่จะสร้างความเจริญก้าวหน้าให้สังคมก็คือ การที่จะต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับความเป็นไป ทำผิดไม่เป็นไร ทำใหม่และปรับให้เข้ากับความไม่เหมือนเดิมตลอดเวลาคือหลักการของการที่จะให้มี Long Boom หรือความรุ่งเรืองยาวนาน 6. Keep Learning คือการต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ไม่หยิ่งยะโสว่าข้ารู้หมดแล้ว ข้าทำได้ทุกอย่างแล้ว เพราะใครที่หยุดเรียนรู้ก็เริ่มต้นเป็นคนโง่ ไม่ทันต่อเหตุการณ์และไม่อาจจะทำให้ boom นั้นยั่งยืนได้เลยแม้แต่น้อย นี่คือบางประเด็นหลักของการจะทำให้เกิด "ข่าวดี" สำหรับปีใหม่ของคนที่เคยเสนอว่าโลกควรจะต้องเข้าสู่ "ยุคพระศรีอาริย์" ที่ใครต่อใครฝันใฝ่อยากได้ และถ้ามันทำให้คุณมีความสุขมากขึ้นอีกหน่อยในวันสิ้นปีอย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นของขวัญจากคอลัมน์นี้ในวันสุดท้ายของปี 2003 และสำหรับเตรียมเข้าสู่ปีใหม่ในวันพรุ่งนี้ ไม่เสียหายที่จะฝัน ถ้ารู้ว่าจะต้องตื่นเมื่อถึงเวลา สวัสดีปีใหม่ครับ
|
| กลับหน้าแรก |