ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนไทยกลับคืนมาแล้ว

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์, PiyasvastiA@k-asset.co.th  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  30  ธันวาคม 2546 

จนถึงปลายสัปดาห์ที่แล้ว ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้เพิ่มขึ้น 106% ตั้งแต่ต้นปี โดยปิดตลาด ณ วันที่ 26 ธ.ค. 2546 ที่ 734.89 นักลงทุน ได้กำไร กันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะซื้อหุ้นอะไร ทำให้ทุกคน กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านการเล่นหุ้นไปหมด และเนื่องจากบทความฉบับนี้ เป็นบทความสุดท้าย ของปี 2546 จึงน่าจะเป็นประโยชน์ ที่จะทบทวน สิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้ และมองแนวโน้ม ไปถึงปี 2547

ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2546 มีสาเหตุสองประการ

ประการแรก คือปัจจัยพื้นฐานของทั้งเศรษฐกิจไทยโดยรวมและของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ดีขึ้นมาก อีกทั้งการลงทุนในหุ้นเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับการลงทุนในสินทรัพย์อื่น

และสำหรับนักลงทุนต่างชาติ การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยน่าสนใจมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ รวมทั้งยังมีโอกาสได้กำไรเพิ่มเติมจากค่าของเงินบาทที่แข็งขึ้น ในขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยใดๆ ที่ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยจะประสบปัญหาในช่วง 2-3 ปีนี้

ในทางตรงกันข้าม เครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจต่างๆ ล้วนชี้ไปในทางบวก และสภาพแวดล้อมก็เอื้ออำนวยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีเสถียรภาพทางด้านการเงิน การคลัง และฐานะการเงินระหว่างประเทศ

ประการที่สอง คือ มีกระแสเงินที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง หากปัจจัยพื้นฐานดีแต่ไม่มีเม็ดเงินเข้ามาลงทุน ราคาหุ้นก็เพิ่มไม่ได้มาก แต่ถ้ามีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนแต่ปัจจัยพื้นฐานไม่ดี ราคาหุ้นก็ไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง และในไม่ช้าก็จะเกิดภาวะฟองสบู่แตก

สำหรับในปัจจุบันดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลในระดับเดือนละ 25,000 ล้านบาท ความจำเป็นในการชำระหนี้ที่ลดลงมาก สภาพคล่องในระบบการเงินในระดับสูง และความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนซึ่งเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุนและการออม คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีเม็ดเงินใหม่เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

เมื่อกลางปี 2546 บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทยจำกัด ได้คาดการณ์ว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 640 ในปี 2546 และ 770 ในปี 2547 โดยการคาดการณ์นี้เป็นการคาดการณ์จากปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งพิจารณาจากสภาพตลาดโดยรวม (เช่น สัดส่วนราคาต่อกำไร ผลตอบแทนการลงทุน อัตราการขยายตัวของกำไร ของตลาดไทยโดยรวม) และพิจารณาจากราคาหุ้นและผลประกอบการของแต่ละบริษัทที่สำคัญๆ

แต่ปรากฏว่า ในขณะนี้ดัชนีก็เพิ่มเกือบถึง 770 แล้ว ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่คาดนั้น ผมคิดว่ามาจากความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงสี่เดือนหลังของปี 2546 เมื่อความเชื่อมั่นกลับมา แทนที่ผู้ลงทุนจะรอปีหน้า ผู้ลงทุนก็จะรีบซื้อหุ้นตั้งแต่ปีนี้ก่อนที่ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีก ทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสู่ระดับที่ควรจะเป็นเมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน

เมื่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยเพิ่มทะลุเกิน 400 จุด เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2546 ผมได้เขียนบทความเรื่อง "ผู้ลงทุนต่างชาติมีความมั่นใจในเศรษฐกิจไทยมากกว่าคนไทย?" ในกรุงเทพธุรกิจ ลงวันที่ 6 มิ.ย. 2546 เพราะในช่วงครึ่งแรกของปี 2546 ทั้งผู้ลงทุนไทยและนักวิเคราะห์ไทยจำนวนมากยังไม่มีความมั่นใจในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยเท่าใด แต่นักวิเคราะห์ต่างชาติโดยทั่วไปมองภาพเศรษฐกิจไทยและตลาดหลักทรัพย์ไทยในแง่ดีมาก และชักชวนผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย

ดังจะเห็นได้ว่า ในช่วงแปดเดือนแรกของปี 2546 ผู้ลงทุนต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิ 18,830 ล้านบาท ในขณะที่ผู้ลงทุนไทย ทั้งผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายย่อยเป็นผู้ขายสุทธิรวมเป็นมูลค่าทั้งหมด 2,893 ล้านบาท และ 15,936 ล้านบาทตามลำดับ โดยเฉพาะเรามักจะพบว่า ในช่วงที่ดัชนีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นักลงทุนไทยเทขายอย่างหนัก

และทุกครั้งที่ปรากฏว่าผู้ลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขาย ผู้ลงทุนไทยก็จะมีความหวั่นไหว ในช่วงนั้น ทุกครั้งที่ดัชนีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผมมักได้รับคำถามจากผู้ที่ลงทุนในกองทุนหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกสิกรไทยจำกัด ว่าควรขายหน่วยลงทุนเพื่อทำกำไรหรือยัง และในช่วงที่ดัชนีปรับตัวลงแรงๆ ก็จะได้รับคำถามว่า ควรรีบขายหรือยังก่อนที่ตลาดจะตกลงไปมากกว่านี้

คำตอบที่ผมให้จะเหมือนกันทั้งสองกรณี คือยังไม่ควรขายหน่วยลงทุนในกองทุนหุ้น เพราะยังมีโอกาสที่ดัชนีจะเพิ่มขึ้นต่อไป การขายทำกำไรทุกระยะอาจได้กำไรน้อยกว่าการถือยาว เหราะการเลือกจังหวะการซื้อขายให้ถูกต้องเป็นเรื่องที่ยากมากในตลาดขาขึ้นเช่นในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงสี่เดือนสุดท้ายของปี 2546 ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนไทยได้กลับเข้ามาอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้ว่าในช่วง ก.ย. 2546 - 26 ธ.ค. 2546 ผู้ลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิ 36,697 ล้านบาท (หากรวมหุ้นจองด้วย ผู้ลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิประมาณ 1 หมื่นล้านบาท)

ในขณะที่ผู้ลงทุนไทย ทั้งผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายย่อยเป็นผู้ซื้อสุทธิรวมเป็นมูลค่าทั้งหมด 22,182 ล้านบาท และ 14,515 ล้านบาทตามลำดับ โดยในช่วงหลังจะพบว่า เมื่อผู้ลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขาย ผู้ลงทุนไทยก็จะไม่มีความหวั่นไหว ในช่วงที่ดัชนีปรับตัวลงแรงๆ แทนที่จะได้รับคำถามจากลูกค้ากองทุนหุ้นว่า ควรรีบขายหน่วยลงทุนหรือยังก่อนที่ตลาดจะตกลงไปมากกว่านี้ กลับได้คำถามว่า ควรลงทุนเพิ่มหรือไม่

ในการขายหน่วยลงทุนของ บลจ.กสิกรไทย นั้น ส่วนใหญ่ผู้ลงทุนจะซื้อที่สำนักงานสาขาของธ.กสิกรไทย มีบางส่วนที่ผู้ลงทุนมาซื้อที่บริษัทซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนรัชดาภิเษก ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ล็อบบี้ของบริษัทจะเงียบเหงามาก นานๆ ทีจึงจะเห็นลูกค้ามาติดต่อซื้อหน่วยลงทุน แต่ในช่วงหลัง ถ้าเดินผ่านล็อบบี้แล้วไม่มีลูกค้ากำลังซื้อหน่วยลงทุน ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกมาก และกองทุนที่ซื้อนั้นก็เป็นกองทุนหุ้น โดยปกติธุรกิจกองทุนรวมจะประกอบด้วยการลงทุนในตราสารหนี้ประมาณ 75% และหุ้นทุนประมาณ 25%

แต่ในช่วงสี่เดือนสุดท้ายของปีนี้ เงินที่ไหลเข้ามาในธุรกิจกองทุนรวมจะเป็นหุ้นทุนทั้งหมด ในขณะเดียวกันผู้ลงทุนประเภทกองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งโดยปกติมีความระมัดระวังอย่างยิ่งในการลงทุน ดังจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันกองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะลงทุนในหุ้นเพียง 15% และ 10% ตามลำดับ แต่ในช่วงหลังก็เริ่มเปลี่ยนนโยบายการลงทุน และเพิ่มสัดส่วนของหุ้นให้สูงขึ้น เช่นเป็น 20% เป็นต้น

การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของผู้ลงทุนและผู้ฝากเงินนี้ คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้นสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะมีเม็ดเงินใหม่เข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์

เราต้องไม่ลืมว่าในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารอยู่ในระดับ 1% เท่านั้นและยังไม่มีวี่แววว่าจะเพิ่มขึ้น แต่เรามีผู้ฝากเงินในบัญชีเงินฝากประจำในธนาคารพาณิชย์มากกว่าบัญชีละ 10 ล้านบาท ถึง 53,093 ราย รวมเป็นเงินทั้งหมดถึง 2 ล้านล้านบาท หรือโดยเฉลี่ยบัญชีละ 40 ล้านบาท

ถ้ามีการย้ายเงินเพียง 10% มาลงทุนในตลาดหุ้น หมายถึงเม็ดเงินใหม่ถึง 2 แสนล้านบาท ในขณะที่ถ้ากองทุนส่วนบุคคลและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเป็น 20% (ซึ่งยังน้อยเพราะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในประเทศพัฒนาแล้วอาจลงทุนในหุ้นถึง 60% ) จะมีเม็ดเงินใหม่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นอีก 5 หมื่นล้านบาท

สำหรับในปี 2547 นั้น บลจ.กสิกรไทย ได้ปรับการคาดการณ์ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 870 เมื่อพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน โดยการคาดการณ์ของบริษัทหลักทรัพย์และสถาบันต่างๆ มีหลากหลาย ตั้งแต่ 750 จนถึง 1,000 จุด ดัชนีจะเป็นเท่าใด ผมคิดว่าปัจจัยหลักคือภาวะเศรษฐกิจ และตลาดเงิน ในปี 2548 ในขณะนี้ภาพเศรษฐกิจในปี 2547 ค่อนข้างชัดเจน สิ่งที่ผู้ลงทุนสถาบันพิจารณาและจับตามองคือภาวะเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นไป

 

กลับหน้าแรก