ข้อสงสัย แก้ไข พ.ร.บ.ร่วมทุน

จับกระแส : วสุ ศรียาภัย  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 29 ธันวาคม 2546

พ.ร.บ.การเข้าร่วมการงานของภาครัฐ และเอกชน พ.ศ.2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน เป็นกฎหมายสำคัญ ที่ออกมาในช่วงรอยต่อทางการเมือง โดยรัฐบาลที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นกฎหมายที่ออกมา เพื่อเป็นการป้องกันการทุจริต คอรัปชั่น ในโครงการของรัฐ ซึ่งก่อนหน้านั้น เป็นปัญหาใหญ่ จนเป็นเหตุผลหนึ่ง ที่ถูกคณะนายทหาร ภายใต้การนำของ พล.อ.สมพงษ์ คงสุนทร และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร โดยใช้ชื่อว่า คณะรักษาความสงบ และความเรียบร้อยแห่งชาติ ทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาติ ชุณหะวัณ

หลักสำคัญของกฎหมาย ได้กำหนดให้การดำเนินโครงการของรัฐที่เปิดให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนหากมีมูลค่าโครงการตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องปฏิบัติตามแนวทางที่กฎหมายฉบับนี้กำหนดไว้ โดยจะมีคณะกรรมการพิจารณาการร่วมลงทุนเป็นผู้พิจารณาแนวทางการดำเนินการต่างๆ เพื่อไม่เปิดโอกาสให้มีการใช้ดุลยพินิจจากกระทรวงเจ้าโครงการ กับคณะรัฐมนตรี ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากพรรคการเมืองพิจารณาดำเนินการจนเกิดปัญหาทุจริตคอรัปชั่นขึ้นมาเหมือนก่อนหน้านั้น

ปัจจุบัน พ.ร.บ.ดังกล่าวแม้ไม่สามารถทำให้ข่าวการทุจริตคอรัปชั่นหายไปจากสังคมไทย แต่ขนาดและจำนวนของการคอรัปชั่นได้ลดน้อยลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนจะมี พ.ร.บ.ร่วมทุนใช้ ขณะนี้เป็นเวลาประมาณ 12 ปี (2535-2546) ที่กฎหมายบังคับใช้ จึงมีความคิดริเริ่มที่จะดำเนินการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ร่วมทุนฉบับนี้ โดยเหตุผลหลักก็คือ กฎหมายเป็นอุปสรรคต่อการลงลงทุนของรัฐ เป็นอุปสรรคต่อการเข้ามาร่วมกิจการของเอกชน ในการจะกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นอุปสรรคทำให้โครงการล่าช้าไม่เสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด

ก่อนหน้านี้ นายสมบัติ อุทัยสาง ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการดำเนิน โครงการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อ การดำเนินโครงการอีกส่วนหนึ่ง คือ พ.ร.บ.ร่วมทุน 2535 ซึ่งมี 4 โครงการที่อยู่ในความรับผิดชอบ ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.คือ โครงการคลังสินค้า, ครัวการบิน, ศูนย์ซ่อมอากาศยาน และอุปกรณ์ภาคพื้นดิน และเชื้อเพลิงอากาศยาน และโครงการก่อสร้างโรงแรมแอร์พอร์ต ซึ่งทาง ทอท.อาจลงทุนเองบางส่วน เพื่อหลีกเลี่ยงการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน จะได้เปิดให้บริการได้ทันกำหนดเปิดใช้สนามบิน

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าที่ผ่านมา รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อาศัยการใช้จ่ายจากภาครัฐโดยตรงและผ่านมือประชาชน (โครงการเอื้ออาทรทั้งหลาย) เข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ จนทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอยู่ในระดับสูงขณะนี้ และเป็นที่ชัดเจนว่าในงบประมาณประจำปี 2547 รัฐบาลได้ประกาศจัดทำงบประมาณกลางปีอีก ประมาณ 1.3 แสนล้านบาท และวางแผนการจัดทำโครงการสาธารณูปโภครวมมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 900,000 ล้านบาท

โดยเฉพาะปี 2547 ได้กำหนดจะเริ่มต้นโครงการขั้นพื้นฐานระบบการจราจรมีมูลค่ารวมประมาณ 4-5 แสนล้านบาท วางระบบท่อประปาทั่วประเทศ มูลค่าโครงการประมาณ 2 แสนล้านบาท การพัฒนาศูนย์ราชการแห่งใหม่ ถนนแจ้งวัฒนะ โครงการเมืองใหม่นครนายก รวมไปถึงการวางแนวทางให้รัฐวิสาหกิจเข้าร่วมลงทุนกับต่างชาติในอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก เป็นต้น

ดังนั้น การแก้ไขอุสรรคของการดำเนินการตามนโยบายที่วางไว้ของรัฐบาลชุดนี้จึงมีความจำเป็น แก้ พ.ร.บ.ร่วมทุน แต่มีคำถามว่า พ.ร.บ.เป็นอุปสรรคในการจัดทำโครงการจริงหรือไม่ เงื่อนเวลาที่ต้องดำเนินโครงการตามระเบียบของ พ.ร.บ.ร่วมทุน เป็นอุปสรรคจริงหรือ เมื่อเทียบกับมูลค่าโครงการนับเป็นแสนๆ ล้านบาท

นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช เลขาธิการ สศช.เคยแสดงความเห็นเกี่ยวกับการพิจารณาโครงการร่วมทุนไว้ว่า การพิจารณาโครงการร่วมทุนตามหลักการ จะต้องศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ โดยตั้งคณะกรรมการมาควบคุมการบริหารโครงการ และคณะกรรมการที่พิจารณาถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งโดยทั่วไปการพิจารณา แต่ละโครงการใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง และเป็นเวลาไม่นานนัก เมื่อเทียบกับมูลค่าโครงการหลายพันล้านบาท

ปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลออกมาชี้ให้เห็นอุปสรรคของ พ.ร.บ.ร่วมทุน ก็คือ ความชัดเจนในการตีความว่าการดำเนินการในลักษณะใดจึงจะเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุน โดยอ้างกรณีของกรมธนารักษ์ ที่ทุกจัดให้การเช่าที่ราชพัสดุเพื่อพัฒนาโครงการเป็นการร่วมลงทุนตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน โดยทางการมีความเห็นในลักษณะว่าการเช่าที่ราชพัสดุไม่น่าจะเข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน

การแก้ไขร่าง พ.ร.บ.การเข้าร่วมการงานของภาครัฐและเอกชน พ.ศ.2535 ครั้งนี้จึงน่าสนใจ ว่า การดำเนินการโดยมองถึงเงื่อนไขเรื่องระยะเวลาและอุปสรรคต่างๆ ตามที่กล่าวอ้างนั้นจะมีการแก้ไขออกมาอย่างไร ปัญหาหลักในเรื่องการป้องกัน สกัดกั้น เรื่องการทุจริตคอรัปชั่น ในโครงการขนาดใหญ่จะเป็นอย่างไร

การแก้ไข พ.ร.บ.ร่วมทุน หากมองเพียงความสะดวก ความยืดหยุ่นในการให้เอกชนเข้ามาร่วมทุนกับรัฐเท่านั้น ก็น่าจับตามองว่ากลุ่มธุรกิจ กลุ่มใดที่มีกำลังในการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ได้ในปัจจุบันนี้

การพัฒนาศูนย์ราชการแห่งใหม่ ถนนแจ้งวัฒนะ ที่ ทางกรมธนารักษ์ จะจัดตั้งบริษัท ธนารักษ์พัฒนาขึ้นมาพัฒนาโครงการจะมีกำลังพอหรือไม่ในการดำเนินโครงการ การพัฒนาเมืองใหม่นครนายก ซึ่งมีมูคค่าโครงการขนาดใหญ่ จะมีกำลังพอหรือไม่

 

กลับหน้าแรก