|
เศษเงินมาจากเงินฝากชาวบ้าน
บทนำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 29 ธันวาคม 2546 แนวทางการจดทะเบียนคนจน ของนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้รับการตั้งคำถามมากมาย ถึงคำมั่นสัญญา ในการแก้ปัญหาคนจน ในปี 2547 ที่จะเริ่มรับ จดทะเบียนทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2547 หลังจากได้เริ่มรับจดทะเบียนใน 8 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา เพิ่งมีการเกริ่นแนวทาง ออกมา ค่อนข้างชัดเจน จากการปาฐกถาพิเศษ ของรองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในงานสัมมนา เตรียมเลือกตั้งของผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักไทย ว่าจะมีการ ปรับโครงสร้างหนี้ ของคนจน ที่มาจดทะเบียน ด้วยการโอน ให้มาอยู่ในธนาคารของรัฐ 3 แห่ง คือ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร ซึ่งจะเป็นการลดหนี้ให้ เพราะเป็นยอดเงิน ที่ไม่มาก เมื่อเทียบกับการแก้ไขปัญหา หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ของระบบธนาคารพาณิชย์ (เอ็นพีแอล) แล้วถือเป็นเพียง เศษเงิน เท่านั้น คำว่า เศษเงิน ดูเหมือนเป็นแนวทางในการทำงานของรัฐบาลชุดนี้หลายครั้ง เช่น การเร่งปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดย่อมแบบไม่เข้มงวดมากนักได้ใช้ข้ออ้างว่าแค่ เศษเงิน เมื่อเทียบกับการปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่ให้บริษัทขนาดใหญ่แล้วกิจการล้มละลาย การกู้เงินจากธนาคารออมสิน 70,000 ล้านบาท เพื่อนำมาปล่อยกู้ให้เป็นกองทุนหมู่บ้านแห่งละ 1 ล้านบาท โครงการธนาคารประชาชนที่ให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ดอกเบี้ยรายเดือนให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ฯลฯ การใช้เงินจากธนาคารรัฐในลักษณะ เศษเงิน เช่นนี้ในเกือบทุกโครงการประชานิยมของรัฐบาลชุดนี้กำลังสะสมกลายเป็นเงินกู้ก้อนใหญ่ที่อยู่นอกงบประมาณ ซึ่งยังไม่ได้มีการประเมินผลให้เห็นชัดเจนว่าได้ก่อให้เกิดประสิทธิภาพการผลิตทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น เมื่อเทียบกับยอดเงินหลายแสนล้านบาทที่รัฐบาลมองว่าเป็น เศษเงิน ของเอ็นพีแอล การจดทะเบียนคนจนในช่วงแรกเฉพาะ 8 จังหวัดนำร่องที่มีผู้มาจดทะเบียนหลายแสนคนแล้ว โดยส่วนใหญ่ระบุว่า มีปัญหาหนี้สินนอกระบบ และไร้ที่ทำกิน การแก้ปัญหาด้วยวิธีการโอนหนี้สินของคนจน เข้ามาในธนาคารของรัฐ 3 แห่ง แล้วลดหนี้ให้พร้อมกับการฝึกฝนอาชีพ อาจจะเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ได้ผลชัดเจนในระยะสั้น แต่ออกจะมักง่ายเกินไปในการนำเงินฝากของประชาชนในธนาคารของรัฐมาลดหนี้ให้กับคนจนที่มาจดทะเบียน แม้ว่าธนาคาร 3 แห่งเป็นธนาคารของรัฐ แต่ไม่ได้หมายความรัฐบาลสามารถนำเงินฝากของประชาชน มาใช้จ่ายเพื่อสร้างคะแนนนิยม ให้กับพรรคไทยรักไทย ที่เป็นพรรคการเมืองที่หวังจะได้ที่นั่ง ส.ส.เกินกว่า 400 ที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งหน้า วิธีการโอนหนี้นอกระบบของคนจน ให้มาอยู่ภายใต้ธนาคารของรัฐ 3 แห่ง ไม่น่าจะถือเป็นการแก้ปัญหา ความยากจนอย่างถาวร เพราะไม่ได้เป็นหลักประกันใดๆ ว่าคนจนที่มีหนี้นอกระบบ แล้วเข้ามาสู่ระบบ จะสามารถลืมตาอ้าปากได้ แล้วจะมีความสามารถในการชำระหนี้คืนกับธนาคารของรัฐ แต่อาจจะสร้างนิสัยที่ไม่ดีให้กับคนจนในการสร้างหนี้ใหม่ ด้วยความหวังจะไม่เกิดปัญหาเพราะรัฐบาล เอื้ออาทร จะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออีก การแก้ปัญหาความยากจนในระยะยาวจึงไม่ควรแอบอิงกับการลดหนี้แต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรจะเน้นไปยังการแก้ปัญหาอย่างรอบด้านในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไร้ที่ทำกินของคนจนที่เป็นปัญหาหลักในลำดับที่สองของคนจนที่มาจดทะเบียน เรามีความเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรจะแก้ปัญหาคนจนด้วยการสั่งให้ธนาคารรัฐเข้าไปรับภาระหนี้สินแทนคนจน เพราะธนาคารของรัฐ 3 แห่งไม่ได้มีหน้าที่หลักในการแก้ปัญหาคนจน แต่กลับมีภารกิจอื่นๆ ที่สำคัญมากกว่า เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรควรมุ่งเน้นไปยังการปล่อยสินเชื่อภาคการเกษตร ธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารพาณิชย์ที่ต้องแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ภาคเอกชน และธนาคารออมสินเป็นธนาคารเฉพาะทางที่ส่งเสริมการออมมากกว่าการสร้างหนี้สิน แนวทางการแก้ปัญหาความยากจนของคนจนจึงไม่ควรเริ่มจากการลดหนี้ แต่รัฐบาลควรจะมีความกล้าหาญในการปฏิรูปการถือครองที่ดินที่ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มนายทุนไม่กี่กลุ่ม ที่เป็นปัญหาใหญ่ของคนจนที่เป็นต้นตอของปัญหาหนี้สินท่วมตัวของคนจน
|
| กลับหน้าแรก |