|
ยักษ์ใหญ่ไล่
(บี้) ยักษ์เล็ก
กรกนก มักการุณ สถาบันราชภัฏสวนดุสิต กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 29 ธันวาคม 2546 เมื่อเอ่ยถึงองค์กรระหว่างประเทศ ที่ชื่อว่า องค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO) หลายๆ ท่านคงรู้จัก และคนไทย ต้องรู้จักมากยิ่งขึ้น เมื่อผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก คนปัจจุบัน คือ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ (วาระตุลาคม 2002 ถึง กันยายน 2005) มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 146 ประเทศ วัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง WTO ก็เพื่อส่งเสริมการค้าเสรี และขจัดอุปสรรคที่มิใช่ภาษีศุลกากร (free trade, fair trade) ตัวอุปสรรคที่มิใช่ภาษี ก็อย่างเช่น การประเมินภาษีโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร การกำหนดมาตรฐานของสินค้า การลดขั้นตอนในการดำเนินงาน การกำหนดโควตา เป็นต้น ทั้งหลายเหล่านี้ ก็เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภคทั้งสิ้น แต่เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2003 ที่ผ่านมา องค์การอาหารและยาของสหรัฐ (The U.S. Food and Drug Administration) ประชุมและตกลงกันออกกฎหมายใหม่ที่รู้จักกันในนามว่า กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายทางชีวภาพ ที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค (Bioterrolism Act) มีผลบังคับใช้วันที่ 12 ธันวาคม 2003 ซึ่งผู้นำเข้าอาหาร ยา และเครื่องสำอาง จะต้องจำข้อควรระวัง 4 ข้อ ดังนี้ หนึ่ง ผู้นำเข้าจะต้องมีการลงทะเบียนกับ FDA (โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม) ถ้าไม่ลงทะเบียน เจ้าหน้าที่จะกักสินค้าไว้จนกว่าผู้นำเข้าจะลงทะเบียน จึงจะปล่อยสินค้าให้ สอง ผู้นำเข้าจะต้องมีใบอนุญาต ซึ่งการที่จะได้ใบนี้จะต้องได้รับการตรวจสอบอาหาร โดย FDA และ CBP ซึ่งสองหน่วยงานนี้ทำงานร่วมกัน สาม ตามกฎหมายมาตรา 304 ขององค์การอาหารและยาของสหรัฐ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการควบคุมและกักกันอาหาร ยา และเครื่องสำอาง ที่เป็นอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถ้ามีหลักฐาน หรือมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ แต่กักได้ไม่เกิน 20 วัน มากสุด 30 วัน สุดท้าย คือ ผู้นำเข้าจะต้องมีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับส่วนผสม และที่มาของอาหาร เช่น มาจากไหน และจะไปที่ไหน เป็นต้น โดยปกติในการกำหนดราคาสินค้าเพื่อส่งออก ผู้ส่งออกจะคิดราคาต้นทุนบวกค่าขนส่งและกำไรเข้าไป หรือแล้วแต่เทคนิคในกลยุทธ์การกำหนดราคาของแต่ละคน แต่เมื่อมาเจอกฎหมายของสหรัฐตัวนี้เข้า ยิ่งทำให้ต้นทุนสินค้าของผู้ที่นำเข้าอาหาร ยา และเครื่องสำอาง เข้าประเทศสหรัฐจะยิ่งสูงขึ้นไปอีก เนื่องจากการกักเก็บสินค้าไว้นั้น ยิ่งเก็บนานยิ่งเป็นต้นทุน หรือถ้าสินค้านั้นๆ เน่าเสียได้ง่าย ก็จะยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ หรือมีการให้ผู้นำเข้าต้องตรวจสอบอาหาร เพื่อให้ได้ใบอนุญาตแนบมานั้น การตรวจสอบต้องใช้คน ซึ่งต้องใช้เงิน นั่นหมายถึงต้นทุน ในเมื่อต้นทุนสินค้าสูงขึ้น ก็มีผลต่อการกำหนดราคาให้สูงขึ้นตามไปด้วย สรุปแล้วทุกอย่างที่กฎหมายของสหรัฐตัวนี้ออกมา ยิ่งทำให้ราคาสินค้าของผู้นำเข้าประเทศสหรัฐ สูงกว่าผู้ประกอบการที่ผลิตในสหรัฐ เพราะกฎหมายระบุใช้เฉพาะผู้ที่นำเข้าเท่านั้น แล้วอย่างนี้จะมีองค์กรนี้ไว้ทำไม ในเมื่อวัตถุประสงค์หลักขององค์กร คือ ส่งเสริมการค้าเสรี และขจัดอุปสรรคที่มิใช่ภาษี ไม่ใช่ส่งเสริมให้ผู้ยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจพยายามเอารัดเอาเปรียบกับประเทศเล็กๆ หรือมีอำนาจในการต่อรองมากยิ่งขึ้น เมื่อผู้ยิ่งใหญ่ของโลก ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีในการที่จะให้มีการส่งเสริมการค้าเสรีและขจัดอุปสรรคต่างๆ ให้หมดไปจากโลก ยังปฏิบัติตนขัดกับวัตถุประสงค์ของ WTO ซะเอง อย่างนี้เราสามารถพูดแบบภาษาชาวบ้านๆ แบบไทยๆ ว่า ปลาใหญ่กินปลาเล็ก หรือ ยักษ์ใหญ่ไล่ (บี้) ยักษ์เล็ก ได้หรือไม่
|
| กลับหน้าแรก |