เอเชียกับวิกฤตการเงินรอบใหม่

คอลัมน์ World Wide Watch  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 29 ธันวาคม 2546  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3544 (2744)

ผลการศึกษาของ "เดมอกคลีส์" ระบบพยากรณ์แนวโน้มการเกิดวิกฤตทางการเงินของเลห์แมน บราเธอร์ส ชี้ว่า ระบบการเงินของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียขณะนี้อย่างน้อยที่สุดมีความเสี่ยงในระดับต่ำ โดยในส่วนของไทยพบว่า ได้รับการจัดอันดับที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย

เลห์แมน บราเธอร์ส บริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุนระดับโลกเปิดเผยรายงานล่าสุด เกี่ยวกับระบบพยากรณ์วิกฤตทางการเงินล่วงหน้า "เด มอกคลีส์" (Damocles) ประจำไตรมาส 4 ซึ่งเป็นระบบที่ใช้วัดและประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาที่มีแนวโน้มประสบวิกฤตทางการเงิน ประกอบด้วย อาร์เจนตินา บราซิล จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ โปแลนด์ สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ ไต้หวัน ไทย และตุรกี รวมถึงฮังการีและรัสเซีย

ทั้งนี้ ประเทศที่ระบบเดมอกคลีส์กำหนดค่าความเสี่ยงรวมกันเท่ากับหรือมากกว่า 75 คะแนน หมายถึงว่าสภาพเศรษฐกิจของประเทศนั้นมีโอกาสที่จะเกิดวิกฤต แต่หากประเทศดังกล่าวมีค่าความเสี่ยงรวมกันมากกว่า 100 คะแนน หมายความว่าวิกฤตทางเศรษฐกิจสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยในรายงานประจำเดือนกันยายน 2546 นั้น ระบบเดมอกคลีส์ระบุว่า ประเทศโปแลนด์มีค่าความเสี่ยงต่ำสุดคือเท่ากับ 0 คะแนน ขณะที่ประเทศฮังการีมีค่าความเสี่ยงสูงสุดคือ 57.9 คะแนน

นายร็อบ ซับบาราแมน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียของเลห์แมน บราเธอร์ส กล่าวว่า ระบบเดมอกคลีส์ได้บ่งชี้ว่า ภูมิภาคเอเชียมีระบบเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ทั่วโลก ทั้งนี้เพราะภูมิภาคเอเชียมีปริมาณเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่หนี้ต่างประเทศ มีแนวโน้มลดต่ำลง จึงทำให้ขณะนี้ภูมิภาคเอเชียโดยรวม มีความเสี่ยงต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ทั่วโลก

"ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกกำลังสะสมปริมาณเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศอย่างแข็งขัน โดยเอเชียมีสัดส่วนของปริมาณเงินทุนสำรอง เงินตราต่างประเทศเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 ใน 3 ของปริมาณเงินทุนสำรองที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดของประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก ซึ่งเป็นความพยายามของธนาคารกลางในการสร้างเกราะกำบังขนาดใหญ่ เพื่อป้องกันการเกิดเหตุวิกฤตที่ไม่อาจคาดการณ์ได้" นายซับบาราแมนกล่าว

อย่างไรก็ตาม รายงานของเลห์แมน บราเธอร์สได้เตือนว่า การสะสมปริมาณเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากเกินไปอาจกระทบต่อศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ เศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคเอเชีย 7 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย ไทย จีน และเกาหลีใต้ ต่างมีปริมาณเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสูงกว่า 30% ของจีดีพี

"ประเทศในภูมิภาคเอเชียหลายประเทศกำลังเร่งการเติบโตของปริมาณเงินในประเทศ ทั้งในแง่ของเงินตราและเงินหมุนเวียน ซึ่งต่อไปอาจจะกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์และสินค้า ตลอดจนปริมาณการลงทุนที่มากเกินไป ทั้งหมดนี้จะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงขึ้น นั่นคือ ผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการสะสมปริมาณเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศอาจน้อยกว่าผลเสียที่ตามมา"

นายซับบาราแมนกล่าวเสริมต่อไปว่า "กระแสเงินทุนจากต่างประเทศนับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่นำมาประกอบการวิเคราะห์ในรายงานครั้งนี้ โดยประเทศจีนเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจและดึงดูดกระแสเงินทุนต่างประเทศ ซึ่งอาจนำไปใช้ลงทุนในเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ"

โดยรายงานของเลห์แมน บราเธอร์สระบุว่า กระแสเงินทุนจากต่างประเทศในเอเชียยกเว้นจีนลดต่ำลงตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ผู้กำหนดนโยบายของประเทศจึงจำเป็นต้องใช้ความพยายามในการดึงดูดเงินทุนประเภทนี้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากกระ แสเงินทุนต่างประเทศนับเป็นแหล่งเงินทุนที่มีเสถียรภาพมากกว่าเงินลงทุนในหลักทรัพย์

สำหรับประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย โดยหลังจากที่ไทยสามารถรักษา ค่าความเสี่ยงเท่ากับ 0 เป็นระยะเวลา 10 เดือน ก็เริ่มมีค่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในเดือนกันยายน 2546 เนื่องจากการปรับตัวสูงขึ้น ของอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริง ถ่วงน้ำหนักด้วยดุลการค้า อย่างไรก็ตาม การที่ไทยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเพิ่มขึ้น มีปริมาณเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสูงเป็นประวัติการณ์ มีปริมาณหนี้ต่างประเทศลดลง และที่สำคัญนโยบายทาง การคลังโดยรวมของไทยมีผลทำให้ได้รับการจัดอันดับข้างต้น

การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยส่งผลให้จีดีพีมีอัตราเพิ่มขึ้นกว่า 6% ในปีนี้ ตลอดจนรัฐบาลได้ลงมาควบคุมการเก็งกำไร ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดทุนและตลาดอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น แม้ว่าไทยจะมีแนวโน้มที่ดี แต่ก็ยังมีปัจจัยความเสี่ยงเกี่ยวกับความยั่งยืนของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูงในอนาคต

"งบการเงินของภาคเอกชนยังคงเปราะบาง รวมทั้งหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารเอกชนยังอยู่ในระดับสูงเกินไป ทำให้สถาบันการเงินต้องระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้จะก่อให้เกิดปัญหาได้ เมื่อบริษัทเอกชนมีข้อจำกัดในการประกอบธุรกิจ และจำเป็นต้องได้รับเงินลงทุนเพิ่ม" นายซับบาราแมนกล่าวทิ้งท้าย

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 14

 

กลับหน้าแรก