|
ตลาดหุ้นปีแพะ
กับการกลับมาของ"ฟองสบู่"
!?
เทศมองไทย มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 24 ฉบับที่ 1219 ส่งท้ายปีกันด้วยการสำรวจสภาพเศรษฐกิจในช่วงขวบปีที่ผ่านมา เพื่อหาเค้าลางบ่งบอกอนาคตกันบ้างเล็กน้อย วิลเลียม เพเส็ก จูเนียร์ คอลัมนิสต์แห่งบลูมเบิร์ก เขียนเรื่องนี้ไว้น่าสนใจเมื่อวันที่ 22 ธันวาคมที่ผ่านมา เขาบอกว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โตขึ้นเป็น 2 เท่าตัวหรือมากกว่า เมื่อคิดเป็นเม็ดเงินดอลลาร์ในปี 2546 สัดส่วนการขยายตัวของดลาดหุ้นไทยสูงกว่าตลาดอย่างสหรัฐอเมริกา 5 เท่า และสูงกว่าตลาดของญี่ปุ่นถึง 4 เท่า สภาพการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดคำถามติดตามมา คำถามสำคัญประการหนึ่งก็คือ พื้นฐานเศรษฐกิจของไทยดีขึ้นพอที่จะเกื้อหนุนให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้หรืออย่างไร ? ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในอัตรา 6 เปอร์เซ็นต์หรือกว่านั้น และไทยสามารถดิ้นหลุดรอดจาก "กับดักสินค้าออก" ได้ดีซึ่งส่งผลต่อดัชนีราคาหุ้นในตลาดแน่นอน แต่ตลาดหุ้นไทยควรค่าแก่การขยายตัวสูงมากในระดับนั้นหรือไม่ ? วิลเลียม เพเส็ก ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นเมืองไทยและหลายๆ ตลาดในเอเชียตะวันออก เติบโตเกินกว่าที่หลายคนคาดหมายนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะศักยภาพในการเติบโต ของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ, ราคาของหลักทรัพย์ที่จัดว่าอยู่ในระดับต่ำตลอดจนสภาวะทางด้านแรงงาน ทำให้ตลาดในย่านนี้ดูดีและน่าลงทุนกว่าตลาดตะวันตกหลายประเทศ กระนั้นนักลงทุนระดับโลกทั้งหลายก็ไม่ลืมเป็นอันขาดว่า เมื่อ 6 ปีที่แล้วเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย และทันทีที่ตลาดหุ้นที่นี่ขยายตัวสูงขึ้นในระดับที่ว่านี้ ย่อมเป็นธรรมชาติอยู่ดีที่จะสะกิดเตือนให้นึกถึงฟองสบู่และสิ่งที่เกิดขึ้นติดตามมาเมื่อมันแตกสลายไปต่อหน้าต่อตาก่อนหน้านี้ แม้ว่านับเนื่องมาจนถึงวันนี้ ระบบธนาคารของหลายประเทศจะได้รับการปรับปรุง หนี้ต่างประเทศถูกลดระดับลง ขีดขั้นของความโปร่งใสเพิ่มสูงขึ้น ธนาคารกลางของแต่ละประเทศมีอิสระมากกว่าที่เคยเป็น และมีการแปรรูปกิจการที่เป็นวิสาหกิจของรัฐอยู่บ้าง นอกเหนือจากการที่เสถียรภาพทางการเมืองกลับคืนมาในหลายประเทศ แต่เพเส็กบอกว่าสิ่งผิดปกติก็ยังคงอยู่ เขาบอกว่าดัชนีราคาหลักทรัพย์ควรที่จะเพิ่มขึ้นอยู่หรอก แต่มันดูไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เป็นพื้นฐานจริงๆ ของแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น สภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่อาดคาดเดาได้อย่างอินโดนีเซีย ควรหรือไม่ที่ตลาดหุ้นจะดีดตัวสูงถึง 64 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ หรืออย่างเกาหลีใต้ ประเทศที่มีปัญหาทางการเมืองเป็นกะตั้ก ตลาดหุ้นกลับสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกับที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูงสุด ตลาดหุ้นกลับสูงขึ้นถึง 35 เปอร์เซ็นต์ เพเส็กบอกว่านักลงทุนจำนวนมาก จับตามายังประเทศไทย เนื่องเพราะในสายตาของหลายคนเห็นว่า นี่เป็น "แบบอย่าง" ในการปฏิรูปหลังวิกฤตเมื่อปี 1997 ควบคู่ไปกับเกาหลีใต้ "ทักษิโณมิกส์" ที่ใช้ "เงินกู้ราคาถูก" ช่วยสร้างแรงซื้อภายในประเทศ ในขณะที่ขยายการส่งออกทำให้ไทย กลายเป็นประเทศที่สภาพเศรษฐกิจสุกใสที่สุด ประเทศหนึ่งในย่านนี้ การผลักดันเศรษฐกิจให้บูมด้วย "หนี้" ในทำนองนี้ยังคงดูดีอยู่ในสายตาของเพเส็ก แต่เขาถามต่อว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว "ความเสี่ยงนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เมื่อคำนึงถึงว่าไทยมีความคืบหน้าที่ไม่น่าประทับใจนักในการขจัดหนี้เสียในระบบธนาคาร ถึงขนาด สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ประมาณไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมนี้ว่า หนี้เสียในระบบการเงินไทยยังคงสูงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของสินทรัพย์ทั้งหมด" นอกเหนือจากนั้น เพเส็กยังชี้ให้เห็นด้วยว่า สภาพของ "เงินร้อน" เงินทุนระยะสั้นที่ผลุบเข้าผลุบออกเพื่อทำกำไรในตลาด เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ในไทยและหลายประเทศในเอเชียบูม ไม่ใช่เงินลงทุนโดยตรงระยะยาวจากต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้มาที่ไทยหรือไปที่อื่นใด แต่ไปกองรวมกันอยู่ที่ประเทศจีน นั่นยิ่งทำให้ไทยกลายเป็นเป้าจับตามองมากยิ่งขึ้นไปอีก หากไทยทำได้ การขยายตัวยืนระยะยาวนานต่อไป แต่ถ้าทุนนอกเริ่มหนีตลาดไทยเมื่อไหร่ ตลาดอื่นๆ ก็คงไม่เหลืออะไรเหมือนกัน เศรษฐกิจไทยปี 2004 น่าสนุกก็อีตอนนี้แหละครับ !!
หน้า 102
|
| กลับหน้าแรก |