|
"เจ้าพ่อคงกระพัน"
โดย เกษียร เตชะพีระ มติชนรายวัน วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 9422 ในบรรดาศิษย์เอกของ อาจารย์โยชิฟูมิ ทามาดะ ผู้เชี่ยวชาญการเมืองไทยแห่งมหาวิทยาลัยเกียวโตนั้น คนที่ขึ้นชื่อว่าค้นคว้าวิจัยเรื่อง เจ้าพ่อผู้มีอิทธิพล ในการเมืองไทยร่วมสมัยอย่างพิสดารลึกซึ้งที่สุดเห็นจะไม่มีใครเกิน เวียงรัฐ เนติโพธิ์ ผู้ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องนี้โดยตรงและปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่เมื่อรัฐบาลนายกฯ ทักษิณประกาศทำ "สงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะผู้มีอิทธิพล" อย่างอึกทึกครึกโครมเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา อาจารย์เวียงรัฐจะกลายเป็นแหล่งข้อมูลความเห็นระดับ authority ที่สื่อมวลชนพากันตามล่าสัมภาษณ์หรือเชิญไปเสวนาด้วยอย่างอุตลุดสุดฮิตสุดฮอต ทรรศนะที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้สรุประมวลจากบทสัมภาษณ์อาจารย์เวียงรัฐ ซึ่งลงพิมพ์ในนิตยสาร 2 ฉบับได้แก่ 1) เวียงรัฐ เนติโพธิ์ สัมภาษณ์โดย เอกชัย เอื้อธารพิสิฐ "Mafia"s Talk,"Corporate Thailand, 8:83 (กรกฎาคม พ.ศ.2546),39-42 และ 2) สิริวิชญ์, "รัฐคือผู้อุปถัมภ์รายใหม่แทนเจ้าพ่อ" : เวียงรัฐ เนติโพธิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" เนชั่นสุดสัปดาห์, 11: 572 (19 พ.ค.2546),92-93 สิ่งที่อาจารย์เวียงรัฐชี้แจงในบทสัมภาษณ์ทั้งสองชิ้นคือ เมื่อเอ่ยถึงเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพล แทนที่จะมองเห็น และเน้นกันแต่เรื่องราวสีสันฉูดฉาดในแง่ความรุนแรงเอย,ธุรกิจผิดกฎหมายเอย,หรือนักโกงเลือกตั้งซื้อสิทธิขายเสียงเอย ฯลฯ อย่างที่สื่อมวลชนมักนำเสนอ,เราควรมองทะลุถึงปมเงื่อนแห่งสถานะและบทบาทของเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลในสังคมไทย กล่าวคือ ในสังคมไทย เจ้าพ่อทำหน้าที่สำคัญในฐานะ ตัวกลาง ระหว่าง รัฐราชการและพรรคการเมือง กับฐานมวลชน ทั้งนี้ เพราะในแง่หนึ่ง ชาวบ้านโดยเฉพาะในชนบทส่วนใหญ่ยากจน-ไร้อำนาจ-ขาดอิทธิพล,เป็นพวกมือสั้น เอื้อมไม่ใคร่ถึงทรัพยากรที่รัฐควบคุมหรือมีวางขายในท้องตลาดได้อย่างโปร่งใส และเท่าเทียมกับคนชั้นกลางในเมือง ฉะนั้น พวกเขาจึงต้องพึ่งพาอาศัยมือยาวๆ มืดๆ ของเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพล ช่วยอุปถัมภ์เอื้อมให้ถึงทรัพยากรในรัฐ และตลาดดังกล่าวเพื่อเอามาจุนเจือแจกจ่ายตน ในอีกแง่รัฐราชการ และพรรคการเมืองก็อาศัยเจ้าพ่อเป็นตัวกลางเชื่อมต่อกับฐานมวลชน เพื่อดำเนินงานราชการตามนโยบายของรัฐบาล หรือระดมหาเสียงในการเลือกตั้ง ความคงกระพันชาตรี ปราบยาก ตายยากของเจ้าพ่อในเมืองไทย ชนิดที่ต่อให้ฆ่าเจ้าพ่อเก่าตาย ก็ยังมีเจ้าพ่อคนใหม่ก้าวขึ้นมาแทนที่, โดยมีมวลชนคอยภักดีสำนึกบุญคุณค้ำจุนหนุนช่วยกระทั่งยอมฆ่า และยอมตายแทนเจ้าพ่อมากมายนั้น พูดให้ถึงที่สุดแล้ว จึงเป็นเพราะ 1) ชาวบ้านยังยากจน ไร้อำนาจ ขาดอิทธิพล จึงต้องอาศัยระบบอุปถัมภ์ช่วยเหลือ 2) รัฐไม่สามารถสร้างระบบรัฐสวัสดิการ (welfare system) เข้ามาอุปถัมภ์ชาวบ้านทดแทนเจ้าพ่อได้ เพราะขาดแคลนเงินงบประมาณที่ต้องใช้จำนวนมหาศาลในการนี้ เบื้องหน้าสภาพความเป็นจริงดังกล่าว รัฐบาลไทยรักไทยของนายกฯ ทักษิณ กำลังพยายามดำเนินโครงการใหญ่ที่จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจในการเมืองไทยเสียใหม่ กล่าวคือ หนึ่ง) แปรไทยให้เป็นทุน ขยายความสัมพันธ์เชิงตลาดแบบทุนนิยมให้กว้างขวางครอบคลุม และหยั่งรากลึกยิ่งขึ้นในสังคมเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุน โครงการ "แปรงไทยให้เป็นทุน" ที่ว่าย่อมส่งผลเบียดขับพื้นที่ และฐานทรัพยากรเศรษฐกิจชุมชนพอเพียงของชาวบ้านในท้องที่ต่างๆ และก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวประท้วงต่อต้าน อย่างไรก็ตาม เพื่อความสำเร็จของโครงการนี้ รัฐบาลทักษิณพร้อมจะใช้กลไกอำนาจรัฐลุยพลังประท้วงจัดตั้งของชาวบ้านที่เป็นอุปสรรคขัดขวาง เช่น ม็อบสมัชชาคนจน ม็อบชาวบ้านจะนะต่อต้านโครงการท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย เป็นต้น สอง) แปรรัฐให้เป็นแบบซีอีโอ จัดระบบระเบียบ เสริมความเข้มแข็ง และรวมศูนย์อำนาจรัฐ/กลไกรัฐราชการยิ่งขึ้น เพื่อให้มันกลายเป็นเครื่องมือที่ว่านอนสอนง่าย และทรงประสิทธิภาพในการสนองรับใช้ปฏิบัติวิสัยทัศน์ และยุทธศาสตร์เปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นทุนของรัฐบาล สิ่งที่เป็นอุปสรรคขัดขวางโครงการ "แปรรัฐให้เป็นแบบซีอีโอ" ได้แก่พลังตกค้างแต่เดิมของระบบราชการที่อืดอาด เฉื่อยเนือย คอร์รัปชั่น คุ้นชินกับความเป็นอิสระโดยสัมพันธ์ในขอบข่ายอำนาจดุลพินิจของตนโสตหนึ่ง, และพลังนักเลือกตั้ง-เจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลที่โยงใยกับพรรคการเมืองแบบอุปถัมภ์แต่เดิมอีกโสตหนึ่ง รัฐบาลทักษิณจึงพยายามข้ามหัวตัดตอนนักเลือกตั้ง-เจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลซึ่งเป็น "คนกลางทางการเมือง" ในระบอบเลือกตั้งธิปไตย, ด้วยการใช้กลไกรัฐเอื้อมให้ถึงชาวบ้านโดยตรงมากขึ้น ผ่านนโยบายประชานิยมสวัสดิการสังคมต่างๆ อาทิ โครงการกองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค, พักหนี้เกษตรกร หวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัว บ้าน-คอมพิวเตอร์เอื้ออาทร ฯลฯ เท่าที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าในกรณีเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลระดับใหญ่บางราย รัฐบาลทักษิณจะใช้วิธีพุ่งเข้าชนจังหน้า แล้วแยกสลายให้ลดฐานะลงเป็นแค่เจ้าพ่อขนาดย่อยๆ จากนั้น ก็อาศัยอำนาจรัฐบวกอำนาจทุนตีกินตีกลืนเจ้าพ่อย่อยๆ ทั้งหลายผนวกเข้าพรรคไทยรักไทย พร้อมกันนั้นก็ผลักดันให้ ส.ส.ไทยรักไทยแสดงบทบาทเป็นผู้อุปถัมภ์รายใหม่ของคนจนชนบทโดยอาศัยโครงการ และเงินงบประมาณของรัฐที่นายกฯ คุมโดยตรง ผลของ "สงครามต่อสู้เพื่อเอาชนะผู้มีอิทธิพล" จึงไม่น่าจะทำให้ระบบอุปถัมภ์หมดไปจากสังคมไทย ระบบอุปถัมภ์ยังคงอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนกลุ่มผู้อุปถัมภ์ไป จากเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลแต่เดิม กลายเป็นรัฐและ ส.ส.หรือผู้มีอิทธิพลในสังกัดพรรคไทยรักไทยแทน ในขณะเดียวกัน ดุลอำนาจระหว่าง อำนาจรัฐ กับอิทธิพลในสังคมไทยก็น่าจะเปลี่ยนเบ้ไปทางรัฐมากขึ้น ในตอนท้าย อาจารย์เวียงรัฐได้เสนอแนะทางเลือกในการแก้ปัญหาเจ้าพ่อผู้มีอิทธิพล ที่แตกต่างไปจากของรัฐบาล ดังนี้ - ยกระดับคนชั้นล่างในสังคมไทยให้เป็นคนชั้นกลางเสีย - กระจายอำนาจปกครองตนเองให้ท้องถิ่นเต็มที - สร้างระบบรัฐสวัสดิการ เมื่อดูจากบทเรียนของสังคมอเมริกัน และญี่ปุ่น เธอเห็นว่าหากทำข้อเสนอข้างต้นได้สำเร็จ เจ้าพ่อ (ซึ่งมีลักษณะ 2 ด้าน ได้แก่ด้านเปิดเผยบนดิน เป็นที่รักใคร่นับหน้าถือตาพึ่งพิงของชาวบ้าน เล่นการเมืองในระบบกับด้านปิดลับธุรกิจเถื่อนนอกระบบ) จะหมดไปจากสังคมไทย กลายสภาพเป็น แก๊งมาเฟีย (organized crime) หรือยากูซ่า แทน ซึ่งมีแต่ด้านปิดลับใต้ดินนอกระบบอย่างเดียว หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |