|
อย่าปิดทางเลือกเข้าถึงทุน
จับกระแส : sudchai16@Hotmail.com กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 26 ธันวาคม 2546 กระทรวงการคลัง จะนำแผนแม่บท พัฒนาระบบการเงิน เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 30 ธ.ค.นี้ ซึ่งเชื่อว่าไม่มีปัญหา แผนแม่บทฉบับดังกล่าว ก็จะผ่านออกมา มีผลบังคับใช้ หลังจากที่แบงก์ชาติได้จัดทำ และส่งให้กระทรวงการคลัง พิจารณาเมื่อหลายเดือนก่อน ในเนื้อหาหลักๆ ของแผนแม่บทตามที่แบงก์ชาติเสนอ และดูเหมือนว่ากระทรวงการคลังจะเห็นด้วยนั้น มุ่งไปสู่การรวมกิจการของธนาคารพาณิชย์ในไทย เพื่อลดจำนวนธนาคารพาณิชย์ให้น้อยลง จากปัจจุบันที่มีแบงก์เอกชน แบงก์รัฐ และแบงก์ลูกครึ่ง 13 แห่ง ซึ่งยังไม่นับรวมสถาบันการเงินเฉพาะทางอีกหลายแห่งๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทางการมองว่าจำนวนแบงก์ที่มีอยู่ 13 แห่งนั้นมากเกินไป จำเป็นจะต้องนำมาควบหรือรวมกิจการ ให้เหลือไม่เกิน 3-4 แห่ง เพื่อยกฐานะของสถาบันการเงินให้แข็งแกร่ง สามารถรับมือกับการแข่งขันรุนแรงทั้งใน และต่างประเทศที่จะมีมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เหตุผลของทางการโดยเฉพาะร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้น ไม่ต้องการให้สถาบันการเงินเกิดวิกฤติอีก เพราะวิกฤติเศรษฐกิจรอบที่แล้ว รัฐบาลต้องใช้เงินภาษีของประชาชนไปโอบอุ้มสถาบันการเงินกว่า 1.4 ล้านล้านบาท สถาบันการเงินในตรรกะของทางการจึงต้องเป็นธนาคารขนาดใหญ่ มีบริการทางการเงินครบวงจร และใกล้เคียงกับการเป็นยูนิเวอร์แซล แบงกิ้ง เรียกว่า ลูกค้าเข้ามาติดต่อแบงก์นี้แล้ว จะได้บริการทางการเงินครบทุกอย่างที่อยากจะได้ ซึ่งถือว่าเป็นคอนเซ็ปท์ที่ดีไม่มีใครปฏิเสธ แต่สิ่งที่รัฐบาลหรือทางการละเลยไป คือ โอกาสแห่งการเข้าถึงแหล่งทุนของประชาชน มีความเท่าเทียมกันหรือไม่ แม้ปัจจุบันรัฐบาลมีสถาบันการเงินเฉพาะกิจไว้ตอบสนองความต้องการทุนของประชาชนไว้หลายช่องทาง แยกแยะตามคุณสมบัติ และความจำเป็นชัดเจน เช่น หากเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ก็มีธนาคารพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีแบงก์รองรับ หากเป็นเกษตรกร ก็มีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ไว้คอยรับใช้ แต่หากต้องการซื้อบ้าน ก็มีธนาคารอาคารสงเคราะห์ไว้บริการ หรือหากเป็นลูกค้าสินเชื่อโครงการ ก็มีบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรม(ไอเอฟซี) หรือหากต้องการสินเชื่อจำนวนไม่มาก ก็มีธนาคารประชาชน ที่ดำเนินการโดยธนาคารออมสิน ประเด็นความสามารถที่ไม่เท่าเทียมกันของผู้ให้บริการและผู้ขอรับบริการ จึงถูกมองข้าม เพราะต้องยอมรับความจริงว่า ผู้ที่จะมาใช้บริการการเงินนั้นมีคุณสมบัติหลากหลาย ขณะที่ผู้ให้บริการก็เช่นกัน ไม่มีเหตุผลที่เพียงพอที่จะไปมัดมือชกให้สถาบันการเงินรวมกิจการเพื่อสนองแนวทางที่รัฐบาลตีกรอบ แต่ควรเปิดทางเลือกให้แบงก์แต่ละแห่งกำหนดทางเลือกเองกันเองว่า จะวางตำแหน่งทางการตลาดของตัวเองตรงไหนมากกว่า เชื่อว่าจนถึงขณะนี้นายแบงก์ส่วนใหญ่ในขณะนี้คงไปคิดวางแผนอนาคตของตัวเองแล้ว หากพบว่าฐานะของตัวเองไม่สามารถแข่งขันในตลาดเกรดเอได้ ก็ควรจะมีทางเลือกที่จะลงไปสนองความต้องการให้กับลูกค้าในเกรดที่รองลงไป ถึงแม้ว่าต้นทุนของการขอรับบริการในตลาดระดับที่รองลงไปจะแพงกว่า แต่เชื่อว่ายังมีลูกค้าในตลาดอีกจำนวนมาก ที่เต็มใจจะจ่ายแพงกว่า เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น การดำเนินการเช่นนี้ นอกจากสนองความต้องการทางธุรกิจของผู้ให้บริการและผู้รับบริการได้อย่างทั่วถึงแล้ว ยังจะเป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้การ "ฮั้ว" ของสถาบันการเงินในการกำหนดดอกเบี้ยฝาก และกู้ลดลงไปได้อีกทางหนึ่ง การมีศูนย์ข้อมูลเครดิตกลาง จะเป็นตัวช่วยลดและควบคุมความเสี่ยงในตัวเองของสถาบันการเงินได้อยู่แล้ว ขณะที่การเกิดขึ้นของสถาบันประกันเงินฝาก ก็จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยลดภาระการอุดหนุนสถาบันการเงินของรัฐบาลได้อีกทางหนึ่ง ดังนั้นหน้าที่ของรัฐบาลที่ทำได้ก็คือ การกำกับดูแลให้สถาบันการเงินเดินตามกรอบและกติกาที่วางไว้ต่างหาก
|
| กลับหน้าแรก |