รัฐบาลแอ็กทิวิสต์ เพื่อ ประชาชน หรือ พวกพ้อง?

คอลัมน์ I tell you the truth ขอบอกคุณตามความเป็นจริง
โดย บุญลาภ ภูสุวรรณ  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6  วันที่ 25 ธันวาคม 2546  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3543 (2743)

ข่าวรายวันเกี่ยวกับมาตรการเอื้ออาทรจ่อคิวออกมาไม่ขาดสาย นึกดีใจว่าคนไทยโชคดีจริงๆ มีรัฐบาลที่เอาใจใส่สารทุกข์สุขดิบและรู้ใจประชาชนไปทุกเรื่อง

ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้น ประเทศเพื่อนบ้านก็ได้รับความเอื้ออาทรเช่นเดียวกัน รัฐบาลบอกว่าประเทศไทย "มั่งคั่ง" แล้ว ดังนั้น การที่จะมั่งคั่งท่ามกลางเพื่อนบ้านที่ยังยากจนเราจะมั่งคั่งไม่ยืนยง ฉะนั้น จะต้องทำให้เพื่อนบ้านมั่งคั่งขึ้นด้วย ประเทศไทยจึงจะมั่งคั่งยืนยาว

การวัดความมั่งคั่งของประเทศได้รับการอธิบายจากรัฐมนตรีท่านหนึ่งในรัฐบาลชุดนี้ว่า วัดจากทุน สำรองระหว่างประเทศของไทยที่มีกว่า 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อหักหนี้ต่างประเทศแล้ว ฐานะของประเทศก็มียังความแข็งแกร่ง ถ้าเราเจียดเงิน 250 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หรือประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อเป็นกองทุนช่วยเหลือเพื่อนบ้านก็น่าจะทำได้

ทั้งนี้ประเทศไทยต้องการจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับการช่วยเหลือไปเป็นผู้ให้การช่วยเหลือแทน และประเทศไทยกำลังเดินตามเส้นทางสายเก่าที่ประเทศยักษ์ใหญ่ในเอเชียอย่างญี่ปุ่นเคยทำมาแล้ว ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามกำลังรุดหน้าในแบบฉบับของเขาเอง เขาไม่ได้เอาประเทศไทยเป็นแบบอย่างในการพัฒนา ตัวอย่างล่าสุดน่าจะเป็นอุทาหรณ์สำหรับประเทศไทย โดยที่เวียตนามผงาดขึ้นมาเป็นเจ้าเหรียญทองซีเกมส์ที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศที่อวดอ้างว่าร่ำรวยกว่าและเคยเหนือกว่าเวียดนามต่างตกเป็นรองเจ้าภาพ ซึ่งเป็นการสะท้อนการพัฒนาขีดความสามารถของเขาที่ชัดเจนในอีกด้านหนึ่ง และเชื่อว่าในระยะอันใกล้นี้คงจะมีอะไรให้เซอร์ไพรส์อีกมากมาย เพราะเวียดนามกำลังเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกในปี 2548 และเวียดนามกำลังเดินเกมโรดโชว์ดูดเม็ดเงินนอกทั้งการค้า-การลงทุนอย่างขะมักเขม้นในขณะนี้

การวัดความมั่งคั่งของประเทศโดยยึดเอาทุนสำรองทางการเป็นเครื่องบ่งชี้ นับเป็นความเสี่ยง เพราะทุนสำรองฯเป็นเพียงตัวเลขทางบัญชีที่แสดงฐานะของประเทศ และตัวเลขที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลจากวิกฤตที่การนำเข้าหดตัวอย่างรุนแรง ทำให้การส่งออกสินค้าและบริการมากกว่าการนำเข้า ไทยจึงเกินดุลได้อยู่ แต่ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณบ่งชี้ว่าการนำเข้าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และอาจจะมากกว่าการส่งออกในอนาคตอันใกล้ เป็นเรื่องที่ต้องจับตาต่อไป

โดยทั่วไปการวัดความมั่งคั่งของประเทศ หรือ wealth of nation จะวัดจากความกินดีอยู่ดีของคนในประเทศ เพราะถ้าประชาชนกินดีอยู่ดีแสดงว่าประเทศมีการกระจายรายได้ที่ทั่วถึง มีศักยภาพในการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและต่อเนื่อง นั่นหมายถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของคนในประเทศที่จะนำพาความมั่งคั่งมาให้

แต่การกินดีอยู่ดีของคนไทยส่วนใหญ่ในวันนี้ หากวัดระดับแล้วยังอยู่ในขั้นปฐม เมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ไม่ได้มั่งคั่งตาม จีดีพีที่นายกรัฐมนตรีพยายามปั้นขึ้นมา เพราะคนที่มั่งคั่งเป็นกลุ่มคนแค่หยิบมือของประเทศ เป็นกลุ่มที่มีอำนาจ เป็นกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จากนโยบาย/มาตรการของรัฐบาล เป็นกลุ่มทุนที่ครอบครองประเทศไทย

ที่สำคัญกลุ่มคนเหล่านี้เสียงดังเนื่องจากกระบวนการสังคมเอื้ออาทรพวกพ้อง ที่มีจารีตปฏิบัติสืบทอดมายาวนาน เป็นพฤติกรรมที่ สรรเสริญเยินยอกันเอง กลุ่มเหล่านี้เป็นกระบอกเสียงแทนรัฐบาล แสดงบทบาทในฐานะ "ไม้ต่อ" เพราะต่างช่วยกันออกมาประโคมข่าวดีเพื่อชักจูงให้คนข้างล่างมั่นใจช่วยกันบริโภคมากขึ้น จึงทำให้ดูเหมือนว่าคนไทยส่วนใหญ่มั่งคั่งตามไปด้วย แต่ตามข้อเท็จจริงแล้วยิ่งคนบริโภคมากขึ้นเท่าไหร่ผลประโยชน์ก็ยิ่งตกเป็นของกลุ่มเสียงดังเหล่านั้นมากขึ้นเท่านั้น

การหยิบยื่นจากรัฐบาลที่ทุ่มเงินจำนวนมาก มายเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ แม้จะพยายามใช้สินทรัพย์ของประเทศ ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดก็ตาม แต่เป็นเพียงกิจกรรมหรืออีเวนต์ที่จัดขึ้นเท่านั้น ไม่ได้บ่งบอกความหมายอะไรที่ลึกซึ้งถึงการพัฒนาขีดความสามารถแต่อย่างใด

จึงเป็นที่วิตกว่าเงินจำนวนมากมายที่รัฐบาลนำมาทุ่มเพื่อพลิกฟื้นประเทศไทย จะด้วยเงินในงบประมาณหรือการใช้อรรถประโยชน์หรือพลังของสินทรัพย์หรือเครือข่ายกลไกของรัฐบาลที่มีก็ตาม นับได้ว่าเป็นการออกแรงและใช้ทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัดไปอย่างฟุ่มเฟือยกับการสร้างกิจกรรม ไปกับการสร้างพิธีกรรม เพื่อสร้างบรรยากาศ เพื่อ สร้างความรู้สึก เพื่อสร้างภาพ

ขณะที่ระบบความรู้พื้นฐาน จิตสำนึกพื้นฐาน จริยธรรมพื้นฐาน ระบบการดูแลสิ่งแวดล้อมที่ดี ระบบชลประทานที่จำเป็นสำหรับประเทศ เกษตรกรรม อย่างประเทศไทยระบบการจัดสรรทรัพยากร ระบบความมั่นคงและปลอดภัยในทรัพย์สินของสังคม ระบบการกระจายรายได้ เหล่านี้ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงอยู่ เป็นเครื่องชี้วัดมาตรฐานการดำรงชีวิตที่นำไปสู่มาตรฐานขีดความสามารถของประเทศ และนำไปสู่มาตรฐานการก้าวสู่ความมั่งคั่งของประเทศที่พึงมี

ดังนั้น การใช้เงินจำนวนมหาศาลเพื่อทำกิจกรรมมากมายไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะหมดไป เพราะกิจกรรมที่ทำในปีนั้นประชาชนก็จะได้รับในปีนั้น เมื่อรัฐบาลหมดเงินประชาชนก็หมดตัว เพราะเอาเงินในอนาคตมาใช้หมดแล้ว

"เงิน" โดยตัวมันเองไม่มีค่า แต่คนเป็นคนกำหนด "ค่า" เพราะฉะนั้น เงินจะมี "ค่า" ก็ต่อเมื่อถูกจัดสรร ให้คนนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเอง

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6

 

กลับหน้าแรก