|
กรมบังคับคดี
Happy...ลูกหนี้กำสรวล
โดย พิชัย ขำเพชร ส.ว.เพชรบุรี มติชนรายวัน วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 9421 หากสังเกตจะเห็นว่าช่วงนี้ กระทรวงยุติธรรม โดยกรมบังคับคดีกำลังทุ่มเม็ดเงินงบประมาณในการประชาสัมพันธ์อย่างเต็มที่ เป็นการประชาสัมพันธ์ว่าด้วยการกรณีการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาของศาล ที่ให้เจ้าหน้าที่สามารถยื่นคำร้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของลูกหนี้ เพื่อนำมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ ต้องบอกว่าเมื่อฟังคำโฆษณาประชาสัมพันธ์เสร็จต้องบอกว่า ชื่นใจแทนประชาชน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐ อย่างกรมบังคับคดีอุตส่าห์เอาใจใส่ และเอาใจเจ้าหน้าที่เป็นพิเศษเพื่อให้ได้รับชำระหนี้คืน แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่กรมบังคับคดีไม่ได้นำไปป่าวประกาศให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ได้รับทราบอีก การยึดทรัพย์นี้จะต้องมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นตามมา เริ่มจากค่าธรรมเนียมเบื้องต้น ที่เจ้าหนี้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตั้งเรื่องเสนอยึดทรัพย์ ของลูกหนี้ประมาณ 2,500 บาท ในขณะที่กระบวนการยึดอสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้านที่ดิน แล้วแต่กรณี เดี๋ยวนี้มีความสะดวกสบายเหลือเกิน เพราะเพียงแต่ทนายความ หรือเจ้าหนี้ไปถ่ายภาพ ทำแผนที่ตั้งอสังหาริมทรัพย์ พร้อมนำหลักฐานเอกสารสำคัญทางทะเบียน เจ้าพนักงานบังคับคดี ก็สามารถยึดทรัพย์บนโต๊ะได้ทันที หรือที่เขาเรียกว่ายึดทรัพย์ ณ ที่ทำการ หากเป็นสมัยก่อน เจ้าพนักงานบังคับคดี จะต้องออกไปทำการยึดทรัพย์ ณ สถานที่ตั้งอยู่จริงของทรัพย์สิน แต่เมื่อเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจฟองสบู่แตก มีคดีมากมายเกิดขึ้น ทำให้เจ้าพนักงานบังคับคดีที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ในการออกไปยึดทรัพย์ถึงที่ แนวคิดยึดทรัพย์บนโต๊ะจึงเกิดขึ้น แต่ก็มีเรื่องน่าคิดว่าค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการยึดทรัพย์ ที่เมื่อทำได้อย่างสะดวกสบาย โดยที่เจ้าหน้าที่ ไม่จำเป็นต้องออกไปตากแดดตากฝน เพื่อไปยึดทรัพย์ แล้วทำไมค่าใช้จ่ายยังคงเก็บเหมือนเดิม และเก็บในอัตราเดิมอีกด้วย ผู้เขียนเชื่อว่าจากการประชาสัมพันธ์ของกรมบังคับคดี ทั้งประชาชนทั่วไป ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ ไม่ทราบสาระสำคัญที่เกิดขึ้น สืบเนื่องจากการนำทรัพย์สินมาคืนเจ้าหนี้ ว่าด้วยค่าธรรมเนียมแน่นอน ตั้งแต่ 1.กรณีการขายทอดตลาด หรือจำหน่ายโดยวิธีอื่น ซึ่งทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัด กรมบังคับคดีจะหักค่าธรรมเนียมไว้ร้อยละ 5 ของจำนวนเงินที่ขายหรือจำหน่ายได้ 2.กรณีที่เจ้าหนี้นำยึดหรืออายัดเงินลูกหนี้ เมื่อจะจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ กรมบังคับคดีจะหักเงินเป็นค่าใช้จ่ายไว้ร้อยละ 3.5 ของจำนวนเงินที่ยึดหรืออายัด 3.กรณีที่ยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงิน อาจจะเป็นที่ดินบ้านหรือทรัพย์สินอย่างอื่น แล้วไม่มีการขายทอดตลาด เพราะเจ้าหนี้กับลูกหนี้สามารถตกลงกันได้ หรือเจ้าหน้าที่ใจอ่อนไม่ยอมขายทอดตลอดทรัพย์สินนั้น การที่จะให้ทรัพย์สินที่ยึดมาเป็นอิสระปลอดจากการยึดทรัพย์ การขอไถ่ถอนการยึดทรัพย์ก็ทำได้ กรมบังคับคดี เปิดช่องให้ทำได้แต่จะคิดค่าธรรมเนียมการไถ่ถอนการยึดทรัพย์ร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์ที่ยึด (ภายหลังศาลฎีกา มีคำพิพากษาให้เสียค่าธรรมเนียม ไม่เกินจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิดชอบในการบังคับคดี) 4.เมื่อยึดหรืออายัดเงิน หรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย หรือจำหน่าย กรมบังคับคดีหักค่าธรรมเนียมร้อยละ 1 ของจำนวนเงินที่ยึดหรืออายัด หรือราคาทรัพย์สินที่อายัด และ 5.การขายโดยวิธีประมูลกันเองระหว่างคู่ความ เช่น การฟ้องแบ่งมรดกของพี่น้อง เมื่อไม่สามารถตกลง แบ่งทรัพย์มรดก กันได้ ก็ให้ทายาทประมูลซื้อขายกันเอง แต่กรมบังคับคดี ขอมีเอี่ยวอีกโดยหักร้อยละ 3 ของราคาประมูลสูงสุด เพื่อเป็นค่าธรรมเนียม รวมกันแล้ว ในกระบวนการยึดทรัพย์คืนเจ้าหน้าที่ ทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่นไม่ว่าจะเป็นค่าทนาย ค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาด รวมกันแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 10-15 โดยผู้ที่รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวคือจำเลย หรือลูกหนี้ เป็นการอำนวยความยุติธรรมที่แพงเกินไปหรือเปล่า?? ผู้เขียนถึงบอกว่า การประชาสัมพันธ์ ที่ดูเหมือนเอาใจเจ้าหนี้ทั้งหลายนั้น อย่าคิดว่าเขาจะให้ฟรีๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายในส่วนค่าธรรมเนียมในการขายทอดตลาด บางคนจะนึกไม่ถึงว่ากรมบังคับคดี จะคิดค่าธรรมเนียมแพงระยับกันขนาดนี้ ทั้งๆ ที่การยึดทรัพย์เดี๋ยวนี้แสนจะสะดวกสบาย ไม่ต้องลำบากเดินทางไปถึงสถานที่ตั้งทรัพย์สิน เวลาขายทอดตลาดก็ขายกันในห้องแอร์ และยิ่งนำมาเปรียบเทียบ กับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในปัจจุบันนี้ ค่าธรรมเนียมกรมบังคับคดี ถือว่าหนักหนาสาหัสเอาการ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการยึดหรืออายัดทรัพย์ คงจะรับรู้ถึงความรู้สึกหงุดหงิดใจ กับการหารายได้เข้ารัฐให้ได้มากๆ ของกรมบังคับคดี พอได้ชื่อว่าเป็นหน่วยงานในกระทรวงยุติธรรมของชาติ ก็ไม่มีใครกล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือติติง โดยเฉพาะลูกหนี้และเจ้าหนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเหยื่อของกฎหมายนี้ เพราะมักมาทราบเรื่องทีหลังก็ไม่มีสิทธิจะอุทธรณ์กันแล้ว เพราะกฎหมายให้อำนาจบังคับเพื่อให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้คืน ในขณะที่กรมบังคับคดีก็ได้ "เงินค่าธรรมเนียม" ด้วยเหมือนกัน ก็พอจะเข้าใจได้ว่า เมื่อท่านพงศ์เทพ เทพกาญจนา เข้ารั้งตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้พยายามไถ่บาป ให้กับกระทรวงยุติธรรม ที่ได้ขูดเลือดขูดเนื้อ กับคนที่อยู่ในภาวะยากลำบากที่ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ต้องเผชิญมานาน ด้วยการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ฉบับที่) พ.ศ...ที่มีสาระสำคัญในการแก้ไขค่าธรรมเนียมการบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์แล้ว โดย (1) เมื่อมีการขายทอดตลาดทรัพย์แล้ว กรมบังคับคดีหักไว้ร้อยละ 3 (2) กรณีจ่ายเงินที่ยึดหรืออายัดแก่เจ้าหนี้เหลือร้อยละ 2 (3) กรณีที่ยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายทอดตลาดคิดร้อยละ 2 และ (4) กรณียึดหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย กรมบังคับคดีขอร้อยละ 1 และ 5. กรณีประมูลขายทอดตลาด ระหว่างคู่ความหักร้อยละ 2 ความจริงแล้วหากจะคำนึงถึงผลประโยชน์ ที่จะตกแก่ประชาชนทุกคนอยู่ที่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายนี้ เมื่อจะปลดแอกภาระรับผิดชอบ เรื่องค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น จากการอำนวยความยุติธรรมแก่ผู้ทุกข์ยากจริงๆ ควรจะยกเลิก หรือยกเว้นการคิดค่าธรรมเนียมเหล่านี้ได้หรือไม่ ให้ถือเสียว่าเป็นการอำนวยความสะดวก หรือให้บริการแก่ประชาชน ในระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายนี้ ในวาระรับหลักการของวุฒิสภา คณะกรรมาธิการการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน วุฒิสภา ได้ศึกษาสาระของร่างกฎหมาย และเสนอความเห็นผลการศึกษา ให้ที่ประชุมสภาเพื่อประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ความตอนหนึ่งที่ผมอยากจะนำมาเพื่อขายแนวคิด และหาแนวร่วมว่า หากจะเก็บค่าธรรมเนียม ก็ควรจะเก็บน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ว่า "...การอำนวยความยุติธรรมบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญโดยศาล มีหน้าที่อำนวยความยุติธรรม จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดค่าธรรมเนียมจากจำเลยมาเป็นของรัฐ เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะหนี้ มาตรา 214 เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะบังคับหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้หรือจำเลยโดยสิ้นเชิงอยู่แล้ว รัฐจึงไม่ควรเข้าไปมีส่วนหาผลประโยชน์ หรือแบ่งทรัพย์สินของจำเลย เพราะเท่ากับเป็นการซ้ำเติมลูกหนี้ หากมีทรัพย์สินของจำเลยไปชำระหนี้ได้มาก จำเลยก็จะได้ประโยชน์จากการลดยอดหนี้ และเจ้าหนี้ก็ได้รับชำระหนี้มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ หากชำระหนี้ไม่ครบถ้วน จำเลยก็อาจถูกฟ้องล้มละลายกลายเป็นบุคคลล้มละลายอีก 10 ปี..." ผู้เขียนเข้าใจดีว่าในชั้นการปฏิบัตินั้นคงยาก ในยุคที่ภาครัฐมีค่าใช้จ่ายสูง สิ่งที่ส่วนราชการต่างๆ พูดอยู่ตลอด คือการลดค่าใช้จ่ายในสำนักงาน และหากเป็นไปต้องหารายได้เข้ารัฐเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น ค่าธรรมเนียมที่กรมบังคับคดี รีดไปจากกระบวนการยึดอายัดทรัพย์สินนี้ ก็นับเป็นรายได้ก้อนโต ของกระทวงยุติธรรมเหมือนกัน ที่สำคัญคือมีการเก็บอย่างนี้มาช้านานแล้ว แต่เมื่อจะมีการเปลี่ยนแปลง และฝ่ายรัฐเองแสดงท่าทีต้องการลดการรีดเลือดกับปูอย่างนี้แล้ว ประเด็นคำถามที่ว่า หากจะยังคงให้มีการเก็บค่าธรรมเนียมต่อไปนั้น รัฐควรจะเก็บในอัตราเท่าใดจึงจะ "เป็นธรรม" กับทุกฝ่าย ล่าสุดในการถกเถียงแสดงเหตุผลกันในชั้นแปรญัตติของวุฒิสภา ที่ได้เชิญทั้งตัวแทนของกระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม เอาข้อมูลแต่ละฝ่ายมากางต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ที่มี ส.ว.เสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธานนั้น หลังจากที่ประชุมพิจารณาเรื่องนี้อย่างเคร่งเครียดนั้น สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปร่วมกันด้วยการลดค่าธรรมเนียมลงครึ่งต่อครึ่งดังนี้ คือ 1.การขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่อายัดหรือยึด ให้หักค่าธรรมเนียมเพียงร้อยละ 1 แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท 2.จ่ายเงินที่ยึดหรืออายัดแก่เจ้าหนี้ หักค่าธรรมเนียมร้อยละ 0.5 แต่ไม่เกิน 5 หมื่นบาท 3.เมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงิน แล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย หักค่าธรรมเนียมร้อยละ 1 แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท 4.เมื่อยึดหรืออายัดเงิน หรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย หักค่าธรรมเนียมร้อยละ 0.5 แต่ไม่เกิน 5 หมื่นบาท และ 5.เมื่อมีการขายทรัพย์สินโดยวิธีประมูลระหว่างคู่ความ หักค่าธรรมเนียมร้อยละ 0.5 แต่ไม่เกิน 5 หมื่นบาท การหั่นอัตราการคิดค่าธรรมเนียมการยึด หรืออายัดทรัพย์สินของจำเลย เพื่อหาทางชำระหนี้คืน ให้เจ้าหน้าที่ลดลง แบบครึ่งต่อครึ่ง ของคณะกรรมาธิการครั้งนี้ นับว่ามีความเสี่ยงอยู่มากว่า จะไม่ผ่านความเห็นชอบ จากที่ประชุมใหญ่วุฒิสภา หรือถ้าหากผ่านวุฒิสภาแล้ว สภาผู้แทนราษฎรจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง และในฐานะที่ร่วมเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ไปดำเนินการแก้ไขเรื่องนี้ ถือเป็นความรับผิดชอบ ที่ต้องเตรียมตัวชี้แจงทำความเข้าใจ ให้สมาชิกส่วนใหญ่ให้เข้าใจเจตนารมณ์ที่คณะกรรมาธิการได้ทำไป ว่าเพื่อบรรเทาภาระอันหนักอึ้งของประชาชน และสิ่งนี้น่าจะเป็นเรื่องดีที่ ส.ส. และ ส.ว.ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยทั้งหลายควรจะให้การสนับสนุนมิใช่หรือ? หน้า 7
|
| กลับหน้าแรก |