อ้อย น้ำตาล ปัญหาที่ต้องแก้ทั้งระบบ (1)

มองมุมใหม่ : เศรษฐกร รากหญ้า  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  25  ธันวาคม   2546

อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง ของประเทศไทย เกษตรกรผลิตอ้อย ได้ปีละประมาณ 60 ล้านตัน อ้อยส่วนใหญ่ ใช้ในการผลิตน้ำตาลทราย เพื่อใช้บริโภค ภายในประเทศ และส่งออกขายในตลาดโลก

ในปี 2545 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกน้ำตาลทราย 4.02 ล้านตัน มูลค่า 29,182 ล้านบาท ใช้บริโภคภายในประเทศ 1.85 ล้านตัน นับว่าการผลิตอ้อยของเกษตรกร ได้ช่วยให้ประเทศ ได้รับรายได้ในอัตราสูง และช่วยให้คนไทยได้บริโภคน้ำตาลในราคาถูกตลอดมา

อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลาที่ผ่านมาการผลิตอ้อยและน้ำตาลของไทย มีปัญหาเกิดขึ้นหลายประการ ที่สำคัญ คือ ราคาอ้อยที่เกษตรกรขายได้ อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต

ยกตัวอย่างเช่นในปีการผลิต 2544/45 เกษตรกรขายอ้อยได้ตันละ 429 บาท ในขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงถึงตันละ 469.88 บาท และในปีการผลิต 2545/46 เกษตรกรขายอ้อยได้เพียงตันละ 380 บาท ทั้งๆ ที่ต้นทุนสูงถึงตันละ 448.63 บาท

ซึ่งผลก็คือเกษตรกรประสบการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง และรัฐบาลต้องยอมให้พ่อค้าขึ้นราคาน้ำตาลที่ขายในประเทศ เพื่อนำรายได้จากภาษีมาชดเชยการขาดทุนให้เกษตรกร เป็นผลให้ผู้บริโภคน้ำตาลในประเทศต้องแบกภาระกินน้ำตาลแพงกว่าผู้บริโภคในต่างประเทศ

พ่อค้าส่งออกน้ำตาล มักอ้างว่า การที่ราคาอ้อยของเกษตรกรตกต่ำ ก็เพราะราคาน้ำตาลในตลาดโลกตกต่ำ ทั้งๆ ที่ในปีการผลิต 2544/45 ราคาส่งออกน้ำตาลดิบสูงถึงตันละ 6,249 บาท และในปีการผลิต 2545/46 ราคาส่งออกน้ำตาลดิบสูงขึ้นเป็นตันละ 7,039 บาท และน้ำตาลทรายขาวราคาสูงขึ้นจากตันละ 8,334 บาทเป็น 8,525 บาท ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่ชาวไร่อ้อยก็ยังคงถูกกดราคาอ้อยอย่างสาหัสสากันจากตันละ 429 บาท เหลือตันละ 380 บาท ดังที่กล่าวมาแล้ว

ในปีการผลิต 2545/46 ผลผลิตอ้อยทั่วประเทศสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์ คือ ประมาณ 74 ล้านตัน ทำให้ไทยขยับขึ้นเป็นผู้ผลิตอ้อยมากที่สุดอันดับ 2 ของโลก แทนที่ออสเตรเลีย ซึ่งประสบภัยแล้งอย่างรุนแรง ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาเลย ที่ผ่านมาไทยเคยผลิตอ้อยได้มากที่สุดก็เพียงประมาณ 65 ล้านตันเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงปลายฤดูกาลที่ผ่านมามีปริมาณฝนตกอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้ผลผลิตอ้อยเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล

อย่างไรก็ตาม การที่ผลผลิตอ้อยเพิ่มมากขึ้นเช่นนี้ ได้ส่งผลให้ราคาอ้อยที่เกษตรกรขาย ณ ไร่นายิ่งตกต่ำลงไปอีก ดังได้กล่าวมาแล้วว่าในช่วงต้นฤดูการผลิต 2545/46 เกษตรกรขายอ้อยได้เพียงตันละ 380 เท่านั้น ในขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงถึงตันละ 448.63 บาท นั่นก็คือเกษตรกรต้องขาดทุนถึงตันละ 68.63 บาท

ในปีการผลิต 2546/47 ปริมาณผลผลิตอ้อยก็ยังคงสูงถึง 74.85 ล้านตัน และราคาอ้อยที่เกษตรกรขายได้ก็ยังคงต่ำมาก คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลจึงประกาศราคาอ้อยขั้นต้นไว้ที่ตันละ 440 บาท สำหรับอ้อยที่จัดสรรจำนวน 65 ล้านตัน ส่วนปริมาณอ้อยส่วนที่เกินไปจากนั้นเกษตรกรจะขายได้เพียงตันละ 330 บาทเท่านั้น

ซึ่งแสดงว่า เกษตรกรก็จะต้องประสบกับการขาดทุนอย่างหนักอีก เพราะต้นทุนการผลิตอ้อยในปีนี้สูงถึงตันละ 580 บาท เกษตรกรจึงจะต้องขาดทุนถึงตันละ 140 บาท สำหรับอ้อยในโควตาและขาดทุนตันละ 250 บาท สำหรับอ้อยนอกโควตา ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของภาครัฐจะต้องหาเงินมาชดเชยให้เกษตรกร รวมทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 9,100 ล้านบาท การหาเงินจำนวนนี้ของรัฐบาลก็คงไม่พ้นต้องยอมให้พ่อค้าขึ้นราคาขายน้ำตาลในประเทศไปอีก

นายบุญชู โรจนเสถียร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรองนายกรัฐมนตรีหลายสมัย ผู้เคยมีส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาอ้อยและน้ำตาลมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เช่น แก้ปัญหาน้ำตาลขาดแคลน เพราะพ่อค้ากักตุนเก็งกำไร ด้วยการขู่ว่าจะนำเข้าน้ำตาลราคาถูกจากต่างประเทศ จนพ่อค้าต้องรีบปล่อยน้ำตาลที่กักตุนไว้ออกมา ทำให้ปัญหาขาดแคลนน้ำตาลหมดไป

และแก้ไขปัญหาราคาอ้อยตกต่ำ ด้วยการกำหนดอัตราแบ่งปันผลกำไรระหว่างชาวไร่อ้อยกับโรงงานน้ำตาลไว้ที่ 70/30 เป็นต้น การแก้ปัญหาของนายบุญชูที่ผ่านมา เป็นผลดีต่อการผลิตและการค้าน้ำตาลมิใช่น้อย ดังนั้น รัฐบาลจึงควรพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาราคาอ้อยของเกษตรกรตกต่ำ ที่นายบุญชูได้เสนอไว้อย่างเป็นระบบ ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้

1. กำหนดเขตการปลูกอ้อยให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงผลผลิตต่อไร่ และระดับความหวานของอ้อย เนื่องจากปัจจุบันมีการปลูกอ้อยกระจายอยู่ทุกภาคของประเทศ แต่ละภาคมีผลผลิตต่อไร่และความหวานของอ้อยไม่เท่ากัน

ภาคอีสานหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีผลผลิตต่อไร่สูงกว่าภาคอื่นและใกล้เคียงกับภาคกลาง คือเฉลี่ยไร่ละ 9,200 กิโลกรัม แต่มีระดับความหวานของอ้อยสูงมาก กล่าวคืออ้อยหนึ่งตันสามารถผลิตน้ำตาลได้ถึง 110.83 กิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าภาคอื่นๆ ทั้งหมด

นอกจากนั้นภาคอีสานยังมีพื้นที่ปลูกอ้อยมากที่สุดถึง 2,312,001 ไร่ และสามารถขยายพื้นที่ออกไปได้อีกมาก เพราะมีที่ราบกว้างใหญ่ มีแรงงานเหลือเฟือ ในขณะที่ภาคอื่นๆ มีความเหมาะสมในการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นมากกว่า เมื่อพิจารณาจากข้อมูลเหล่านี้ จึงเห็นได้ว่า ภาคที่รัฐควรกำหนดเป็นเขตส่งเสริมการปลูกอ้อยเพื่อผลิตน้ำตาลทรายก็คือภาคอีสานนั่นเอง

2. จัดระบบและปรับปรุงประสิทธิภาพโรงงานน้ำตาลให้ดีขึ้น ปัจจุบันโรงงานน้ำตาล ขนาดต่างๆ รวมทั้งสิ้น 46 โรง กระจายอยู่ในแต่ละภาคคือ ภาคกลาง 18 โรง กำลังการผลิต วันละ 232,435 ตัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13 โรง กำลังการผลิตวันละ 212,045 ตัน ภาคเหนือ 10 โรง กำลังการผลิต วันละ 141,004 ตัน ภาคตะวันออก 5 โรง กำลังการผลิต วันละ 37,906 ตัน

จะเห็นได้ว่า โรงงานน้ำตาลส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคกลาง ทั้งๆ ที่ภาคกลางผลิตอ้อยได้น้อยกว่าและอ้อยมีความหวานต่ำกว่าภาคอีสานมาก ภาคอีสานจึงขาดแคลนโรงงานน้ำตาล และโรงงานน้ำตาลในภาคกลางบางแห่งต้องไปรับซื้ออ้อยจากภาคอีสานมาผลิตน้ำตาล ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูง


อ้อย น้ำตาล ปัญหาที่ต้องแก้ทั้งระบบ (จบ)

มองมุมใหม่ : เศรษฐกร รากหญ้า  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  26  ธันวาคม   2546

นอกจากนั้น กำลังการผลิต ของโรงงานน้ำตาลทั้งระบบ ยังมีมากเกินความจำเป็น กล่าวคือ มีถึงวันละ 623,390 ตัน ในขณะที่ทำการผลิตจริง เพียงวันละ 3 ถึง 4 แสนตันเท่านั้น กำลังผลิตที่ล้นเกินเกือบหนึ่งเท่าตัวนี้หมายถึง จำนวนโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้ตั้งขึ้นมีมากเกินไป (กล่าวกันว่า มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะ ในการขออนุญาต ตั้งและขยายโรงงาน) การใช้เครื่องจักร ที่มีกำลังม้ามาก จำนวนคนงานล้นงาน อุปกรณ์และยานพาหนะ มากเกินจำเป็น ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ หมายถึงค่าใช้จ่าย ที่ต้องนำไปเฉลี่ย เป็นต้นทุนการผลิตน้ำตาล ที่สูงเกินความเป็นจริงด้วย

แนวทางที่รัฐพึงปฏิบัติ

1. รัฐควรวางแผนการผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายใหม่ โดยกำหนดพื้นที่ปลูกอ้อยและตั้งโรงงานน้ำตาลให้เหมาะสม เน้นส่งเสริมเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสามารถผลิตอ้อยได้มาก และอ้อยมีน้ำตาลสูงที่สุดในประเทศ ให้ขยายการปลูกอ้อยเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมเกษตรกรไร่อ้อยในภาคกลางให้เปลี่ยนแปลงไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ แทนอ้อย

2. สนับสนุนให้ย้ายโรงงานน้ำตาลจากภาคกลางและภาคตะวันออก ไปตั้งในภาคอีสานมากขึ้น เพื่อรองรับผลผลิตอ้อยที่จะเพิ่มขึ้น การวางแผนเช่นนี้จะช่วยให้เกษตรกรในภาคอีสานที่มีฐานะยากจนกลับมีฐานะดีขึ้น

ขณะเดียวกันก็จะได้ประโยชน์จากแรงงานราคาถูกที่มีอยู่มากในภาคอีสาน ช่วยให้ต้นทุนการผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายลดต่ำลง สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตในประเทศอื่นๆ ได้ดีขึ้น ตลอดจนช่วยยับยั้งการย้ายถิ่นและละทิ้งที่ดินไร่นาไปหากินต่างประเทศของเกษตรกรในภาคนี้ลง

และเมื่อมีการปลูกอ้อยเพิ่มมากขึ้นในเขตที่อ้อยมีความหวานสูง ต้นทุนในการผลิตน้ำตาลก็จะลดลง สามารถเพิ่มการผลิตและส่งออกน้ำตาลได้มากขึ้น โรงงานน้ำตาลจะได้ทำการผลิตเต็มอัตรากำลังมากขึ้น นอกจากนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมควรพิจารณายกเลิกใบอนุญาตโรงงานที่มีสภาพเก่าแก่ชำรุดทรุดโทรม และมีต้นทุนการผลิตสูงเสียบ้าง เพื่อให้เหลือโรงงานจำนวนน้อยลง และมีกำลังการผลิตน้ำตาลเท่าที่จำเป็น

3. รัฐต้องกำจัดอิทธิพลของโรงงานน้ำตาลที่มีอยู่เหนือเกษตรกรชาวไร่อ้อย เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาการผลิตอ้อยเพื่อป้อนโรงงานน้ำตาลของชาวไร่อ้อยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของโรงงานน้ำตาล โดยเจ้าหน้าที่ของโรงงานที่เรียกว่า หยง เป็นผู้จ่ายเงิน เกี๊ยว อ้อยให้แก่ชาวไร่ โดยคิดค่าธรรมเนียมนายหน้าในอัตราสูง และชาวไร่ที่ได้รับเช็คเกี๊ยวอ้อยล่วงหน้าต้องนำเช็คนั้นไปขายให้แก่ธนาคาร โดยยอมเสียค่าส่วนลดตามอัตราของธนาคาร เพราะชาวไร่ต้องการใช้เงินสดในการลงทุนทำไร่อ้อย

ซึ่งหากเปรียบเทียบค่านายหน้าหยง และค่าส่วนลดธนาคารกับอัตราดอกเบี้ยแล้ว เท่ากับชาวไร่ต้องเสีย ค่าดอกเบี้ยในอัตราสูงมาก

ชาวไร่ที่ได้รับเงินเกี๊ยวอ้อยจากโรงงานใด ก็จะต้องมีพันธกรณีในการผลิตอ้อยป้อนโรงงานที่ตนรับเงินมา ซึ่งหากการปลูกอ้อยได้รับความเสียหายหรืออ้อยมีราคาตกต่ำ ชาวไร่ก็จะเป็นหนี้สินโรงงานและตกเป็นเบี้ยล่างมากขึ้นทุกที

นอกจากนั้นในการตัดอ้อยและขนอ้อยเข้าโรงงาน ชาวไร่อ้อยก็ต้องเสียค่านายหน้าและเบี้ยบ้ายรายทาง เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดคิวและรักษากำหนดเวลา มิฉะนั้นอาจถูกถ่วงเวลาให้ล่าช้าจนได้รับความเสียหาย เช่น ความหวานของอ้อยลดลง หรือน้ำหนักอ้อยลดลงในระหว่างการรอคอย เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้หยงจึงเป็นผู้มีอิทธิพลและอำนาจสามารถสั่งการให้ชาวไร่กระทำการต่างๆ รวมทั้งให้มาเดินขบวนเรียกร้องรัฐบาล ให้จ่ายเงินชดเชยราคาอ้อยที่ตกต่ำ แทนที่โรงงานจะยอมลดผลกำไรจากการขายน้ำตาลลง และเพิ่มค่าอ้อยของชาวไร่ให้สูงขึ้น ทำให้ธุรกิจโรงงานน้ำตาล กลายเป็นธุรกิจที่ไม่มีโอกาสขาดทุน โดยชาวไร่ต้องแบกภาระการขาดทุนเอาไว้ และเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ ซึ่งในที่สุดผู้บริโภค ก็จะต้องยอมจ่ายเงินซื้อน้ำตาลมาบริโภคในราคาที่แพงขึ้นเรื่อยๆ

รัฐจึงควรกำหนดให้โรงงานน้ำตาลจ่ายเงินเกี๊ยวอ้อย ให้เกษตกรผ่านทางสมาคมชาวไร่อ้อยหรือสหกรณ์การเกษตร แทนที่จะให้ชาวไร่อ้อย ต้องไปรับเงินเกี๊ยวอ้อยจากเจ้าหน้าที่ของโรงงานเช่นที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อลดอิทธิพลของโรงงานน้ำตาล ที่มีเหนือชาวไร่อ้อยลง และให้คณะกรรมการอ้อย และน้ำตาลกระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินการควบคุมดูแลการรับซื้ออ้อยของโรงงานน้ำตาล ให้เกิดความเป็นธรรมแก่ชาวไร่มากขึ้น ขจัดการเอารัดเอาเปรียบต่างๆ ให้หมดสิ้นไป

4. รัฐควรพิจารณาทบทวนความเหมาะสม ของการกำหนดราคาอ้อย ซึ่งคำนวณจากส่วนแบ่งรายได้จากการขายน้ำตาล ระหว่างชาวไร่อ้อยกับโรงงานน้ำตาลในอัตรา 70/30 เสียใหม่ เนื่องจากอัตราส่วนแบ่งนี้ได้กำหนดขึ้น ตามพระราชบัญญัติอ้อย และน้ำตาล ซึ่งออกเมื่อปี 2527 เป็นเวลาเกือบยี่สิบปีมาแล้ว ปัจจุบันสถานการณ์อ้อย และน้ำตาลเปลี่ยนไปมาก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประกอบกับผลกระทบ จากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่ชาวไร่ต้องเผชิญ อัตราส่วนดังกล่าวจึงไม่เหมาะสมอีกต่อไป

อัตราส่วนที่น่าจะเหมาะสมกว่าคือ 80/20 ยกตัวอย่างการผลิตอ้อยในปี 41/42 ชาวไร่สามารถผลิตอ้อยได้รวม 50,059,030.63 ตัน อ้อยจำนวนนี้โรงงานน้ำตาล นำไปผลิตเป็นน้ำตาลทรายชนิดต่างๆ ได้รวม 5,192,339 ตัน นำออกขายในประเทศ และต่างประเทศได้รายได้รวม 39,603 ล้านบาท เมื่อใช้อัตราส่วนแบ่งรายได้ ระหว่างชาวไร่กับโรงงานน้ำตาล 70/30 แบบเดิม ชาวไร่จะได้ราคาอ้อยตันละ554.44 บาท ซึ่งต่ำกว่าต้นทุนการผลิตอ้อยของชาวไร่อ้อยสูงถึง 630.68 บาท

แต่หากใช้อัตราส่วนแบ่งรายได้ 80/20 ชาวไร่อ้อยจะได้รับราคาอ้อยเพิ่มเป็นตันละ 633.64 บาท คือได้กำไรตันละ 3 บาทเศษ ซึ่งเป็นอัตราที่ชาวไร่พออยู่ได้โดยไม่ต้องขาดทุนถึงตันละ76.24บาท และโรงงานน้ำตาลก็ยังมีรายได้รวม 7,920.6 ล้านบาท ซึ่งหากเฉลี่ยให้โรงงาน 46 แห่ง เท่าๆ กันจะได้รับโรงงานละ 172.1 ล้านบาท เป็นส่วนแบ่งที่น่าพอใจในสถานการณ์เช่นนี้

 

กลับหน้าแรก