|
วุฒิภาวะกับอำนาจ
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย นวลน้อย ตรีรัตน์ มติชนรายวัน วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 26 ฉบับที่ 9420 จากกรณีคดีแท็กซี่ขับรถชนเด็กชายอายุ 9 ขวบ ขณะจูงจักรยานข้ามถนน ต่อมาเด็กชายคนดังกล่าวถูกตำรวจดำเนินคดีในข้อหาผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก และถูกส่งตัวไปควบคุมที่สถานพินิจบ้านเมตตา ซึ่งสถานพินิจต้องการให้วางเงินประกัน 3000 บาท เป็นค่าประกันตัว จึงจะกลับบ้านได้ แต่เนื่องจากแม่และครอบครัวเด็กเป็นคนจน ไม่มีเงินประกันดังกล่าว เด็กจึงต้องถูกควบคุมตัวไว้ในสถานพินิจ ทางตำรวจเปิดเผยในภายหลังว่า ข้อหาทำผิด พ.ร.บ.จราจรทางบกดังกล่าว จะถูกปรับเพียง 500 บาท แต่เนื่องจากเด็กไม่ยอมรับผิด จึงต้องถูกดำเนินคดี ตำรวจทำตามขั้นตอนแล้ว เป็นเรื่องของกฎหมาย เพราะถ้าไม่ดำเนินการจะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทั้งๆ ที่ในเวลาต่อมา จากคำให้สัมภาษณ์ของตำรวจเจ้าของคดีทางโทรทัศน์ ได้ยอมรับเองว่า ไม่มีการสอบสวน และรับฟังข้อมูลจากทั้ง 2 ฝ่าย รวมทั้งพยานอื่นๆ เพียงแต่รับฟังข้อมูลจากทางคนขับรถแท็กซี่พ่วงบริษัทประกันภัยเท่านั้น ก็มีความเชื่อว่าเด็กน่าจะผิดด้วย และเมื่อผู้ต้องหาไม่ยอมรับผิดตามที่ตำรวจตั้งข้อกล่าวหา ก็ต้องถูกดำเนินคดี ขณะที่ทางฝ่ายผู้ขับรถแท็กซี่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น ทางด้านกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนก็ชี้แจงว่า ในความเป็นจริงผู้ปกครองสามารถประกันตัวเด็กได้โดยไม่ต้องวางเงินประกันตัว เพราะเป็นคดีเล็กน้อย แต่เนื่องจากผู้ปกครองไม่มีถิ่นฐานที่แน่นอน จึงไม่สามารถให้ประกันตัวได้ อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการสถานพินิจสามารถตัดสินใจได้ แต่เนื่องจากผู้บริหารไม่อยู่ จึงไม่สามารถดำเนินการได้ สรุปง่ายๆ คือเจ้าหน้าที่ทำถูกต้องตามหลักเกณฑ์แล้ว ข่าวดังกล่าว ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้น ทำไมเด็กซึ่งมีอายุเพียง 9 ขวบ จึงถูกดำเนินการเสมือนไปก่ออาชญากรรมร้ายแรงมา เมื่อมีการตั้งคำถามว่า ทำไมดาราคนหนึ่งที่เมาแล้วขับรถชนคนตาย จึงไม่ติดคุก แต่คดีนี้ เด็กอายุ 9 ขวบ ต้องติดคุกเด็ก ก็ถูกอธิบายว่าเป็นคนละเรื่องและคนละเหตุการณ์กัน อย่าเอามาพูดให้ปนกัน ปัญหานี้จึงอาจสรุปได้ง่ายว่า ไม่มีใครผิด เป็นความซวยของเด็กชายคนดังกล่าวเอง ที่ต้องถูกรถชน เจ็บตัว แล้วยังต้องถูกนำตัวไปควบคุมไว้ในสถานพินิจอีก ถ้าจะโทษกัน คงเป็นกฎหมายหรือกฎระเบียบที่ผิด ดังนั้นจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายกันอีก อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ว่า ควรมีการแก้ไขกฎหมายการกระทำที่ไม่ต้องรับโทษจาก 7 ปี เป็น 10 ปี ซึ่งก็คงยังเป็นปัญหาคาใจอีกว่า แล้วจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับเด็กอายุ 11 หรือ 12 ปี อีกหรือ ถ้ายังคงจำได้ถึงกรณีสุภาพสตรีท่านหนึ่งถูกหลอกให้ซื้อบ้านจัดสรร ซึ่งปรากฏในเวลาต่อมาว่า ที่ดินในบริเวณบ้านดังกล่าวไม่สามารถนำไปจัดสรรหรือสร้างบ้านได้ แต่จะต้องปล่อยให้เป็นที่ว่างสำหรับกลับรถในหมู่บ้าน แต่บริษัทจัดสรรกลับนำมาสร้างบ้านขายให้ประชาชนได้โดยไม่แน่ใจว่าได้มีการขออนุญาตทางเขตหรือไม่ แต่บ้านหลังดังกล่าวมีเลขที่บ้าน เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา เจ้าหน้าที่เขตอ้างว่าจะต้องทำตามกฎหมาย โดยการทุบบ้านทิ้ง ไม่สนใจว่าผู้ซื้อบ้านหลังดังกล่าวจะเดือดร้อนอย่างไร และเป็นไปได้อย่างไรที่คนซื้อบ้านจะรู้รายละเอียด ในเมื่อบ้านหลังดังกล่าวมีเลขที่บ้านเรียบร้อย สามารถย้ายเข้าอยู่ได้ ขณะเดียวกันทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีการพูดถึงการเอาความผิดกับบริษัทจัดสรร ส่วนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้มีการสอบสวน และตัดเงินเดือน 5 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผู้ซื้อบ้านหลังดังกล่าวเดือดร้อนแสนสาหัส และเมื่อร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ ก็ไม่ได้รับความสนใจที่มากเพียงพอในการเข้ามาแก้ปัญหาเป็นเวลาหลายปี ในขณะที่รัฐบาลกำลังมุ่งหน้าบริหารประเทศแบบ CEO มีการเสนอนโยบายทูต CEO หรือผู้ว่า CEO ทั้งนี้หัวใจของการบริหารแบบ CEO คือให้มีความรับผิดชอบ และ การตัดสินใจอย่างเบ็ดเสร็จ ในเวลาใกล้ๆ กัน เราจะเห็นข่าวการดำเนินคดีผู้บริหารสถาบันการเงินหลังจากเรื่องผ่านไป 5 ปีแล้ว และยังมีคดีอีกจำนวนมากที่ไม่มีความคืบหน้า รวมทั้งกรณีคลองด่าน ที่หลายข้อหาอาจจะหมดอายุความไปแล้ว คงเป็นคำถามในใจหลายๆ คนว่า เรามีกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรมกับคนกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าเขาจะเป็นคนรวยหรือคนจน ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้มีการศึกษาสูงหรือน้อย และไม่ว่าเขาจะเป็นผู้มีอำนาจหรือประชาชนธรรมดาหรือไม่ ผู้เขียนไม่ใช่นักกฎหมาย แต่มีความเข้าใจว่า กฎหมายต่างๆ ที่ออกมาล้วนมีเจตนารมณ์ที่จะทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและต้องการสร้างความเป็นธรรม แต่การบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าวจะต้องพึ่งพิง ผู้บังคับใช้กฎหมายเป็นอย่างมาก จึงไม่ใช่สิ่งซึ่งบางคนพยายามที่จะอธิบายว่า เป็นเรื่องกฎหมาย จึงอาจจะต้องละเลยเรื่องมนุษยธรรม การอธิบายดังกล่าวก็คล้ายๆ กับที่พวกนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนพยายามที่จะอธิบายว่าประสิทธิภาพ และความเป็นธรรม ไม่สามารถไปด้วยกันได้ ถ้าต้องการเน้นการแข่งขัน เพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบกิจกรรมทางธุรกิจ ก็ต้องสูญเสียเรื่องความเป็นธรรม เพราะต้องกดค่าแรงให้ต่ำ เพื่อให้สามารถผลิตสินค้าที่มีต้นทุนต่ำไปขายแข่งกับคนอื่นได้ อย่างไรก็ตาม ก็ได้มีการพิสูจน์ออกมาเช่นกันว่า ประสิทธิภาพกับความเป็นธรรมไม่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนกันเสมอไป เราสามารถสร้างประสิทธิภาพกับความเป็นธรรมไปพร้อมกันได้ เพราะปรากฏว่าบริษัทชั้นนำจำนวนมากซึ่งมีศักยภาพในการแข่งขันสูงและสามารถที่จะยืนอยู่ในเวทีการแข่งขันได้ มีการจ่ายค่าจ้างแรงงานที่สูงกว่าบริษัทอื่นๆ ได้ ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เรื่องค่าจ้างและตลาดแรงงานบางทฤษฎียังเสนอว่า ถ้าต้องรักษาคนงานที่มีฝีมือสูง ควรจะต้องจ่ายค่าจ้างแรงงานให้สูงกว่าระบบตลาด หรือในกรณีโครงการของรัฐบาลเอง การลงทุนในการศึกษาหรือสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนจน ไม่ใช่เพียงเป็นโครงการเพื่อเป็นสวัสดิการสำหรับคนจน หรือเพื่อเป็นการเพิ่มความเป็นธรรมเท่านั้น โครงการดังกล่าวยังสามารถที่จะก่อให้เกิดการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศด้วย เพราะถ้าคนจนมีโอกาสทางการศึกษาเพิ่มขึ้น มีสุขภาพที่แข็งแรง ย่อมสามารถพัฒนาตัวเองและเป็นกำลังที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของประเทศได้ ในทำนองเดียวกัน การสร้างความเป็นธรรมให้กับคนทุกกลุ่มนั้น คงไม่ได้เกิดจากตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ในอนาคตเราคงไม่ต้องการผู้รักษากฎหมายมาพิจารณาเรื่องใดอีก เราเพียงแต่ใส่ข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ และให้คอมพิวเตอร์ตัดสิน ก็คงเป็นอันใช้ได้ แต่เนื่องจากสภาพข้อเท็จจริงหลายๆ อย่าง มีความละเอียดอ่อน มีความซับซ้อน ดังนั้นเราจึงต้องการผู้บังคับใช้กฎหมายมาเพื่อพิจารณาข้อมูลเหล่านั้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และมีหลายขั้นตอน มีการตรวจสอบ และการคานอำนาจซึ่งกันและกัน อำนาจที่มอบให้ผู้บังคับใช้กฎหมายทั้งหลายจึงเป็นอำนาจเพื่อทำให้บรรลุถึงซึ่งเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อความเป็นธรรมของคนกลุ่มต่างๆ และความสงบสุขของสังคม มิได้เป็นอำนาจซึ่งผู้บังคับใช้กฎหมายจะใช้อย่างไรก็ได้ ผู้บังคับใช้กฎหมายจึงต้องเป็น ผู้มีวิจารณญาณสูง มีวุฒิภาวะ และต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |