|
เงินบาทควรลอยตัวหรือไม่?
มองมุมใหม่ : มีพาศน์ โปตระนันทน์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 24 ธันวาคม 2546 เมื่อไม่นานมานี้ มีนักเศรษฐศาสตร์ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังของประเทศ ได้ออกมาให้ความเห็นว่า ไทยเราควรกลับไปใช้ ระบบการแลกเปลี่ยนเงิน แบบตายตัว หรืออย่างน้อย ก็ใช้ระบบตะกร้าเงิน อย่างเดียวกันที่เคยใช้ก่อนวิกฤตการณ์ค่าเงินบาท เมื่อปี 2540 โดยที่ผู้เขียนเคยเสนอให้ลอยตัวค่าเงินบาท ใน นสพ.หลายฉบับในช่วงปี 2518 และได้เสนอให้ลอยตัวค่าเงินบาทอีกตั้งแต่ ก.ย.2539 ในบทความเรื่อง วิกฤติเศรษฐกิจประเทศไทยและทางแก้ จึงขอให้ความเห็นในปัญหาดังกล่าวอีกครั้ง สมัยก่อนลอยตัวค่าเงินบาทในเดือน ก.ค. 2540 ประเทศเราใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบตะกร้าเงิน โดยขณะนั้น อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์อยู่ที่ 26 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ธปท.จึงต้องรักษาอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับดังกล่าว โดยก่อนหน้าการลอยตัวไม่กี่เดือน เงินตราต่างประเทศ หรือเงินดอลลาร์ที่ไหลเข้าในประเทศไทยมีน้อยลง เมื่อเทียบกับเงินที่ไหลออกมาก ทำให้ ธปท.มีความจำเป็นต้องนำดอลลาร์ทุนสำรองของเรา ซึ่งในขณะนั้น มีประมาณ 1 ล้านล้านบาท ออกมาขายในท้องตลาด เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้น เงินดอลลาร์ในท้องตลาดจะขาดแคลน และเมื่อขาดแคลนก็จะมีราคาสูงขึ้นตามกลไกตลาด แต่เมื่อเราอยู่ในระบบตะกร้าเงิน ธปท. จึงต้องขายดอลลาร์ออกมา เพื่อให้ค่าดอลลาร์หรือค่าเงินบาท ยังคงอยู่ในระดับประมาณดังกล่าว โดย ธปท. ได้ขายดอลลาร์ออกมาทุกวันก็ว่าได้ ซึ่งส่งผลเป็นการเปิดโอกาส ให้นักเก็งกำไรค่าเงิน ซึ่งรู้ว่าต่อไปดอลลาร์จะขึ้นราคา ซื้อดอลลาร์เข้าไปเก็บไว้เป็นจำนวนมาก ทำให้ภายในช่วงเวลาไม่กี่เดือนก่อนที่จะลอยตัวค่าเงินบาท ธปท.หมดเงินทุนสำรองไปร่วม 1 ล้านล้านบาท ผลที่สุด ก็ไม่มีทุนสำรองเหลือพอที่จะเอาออกมาขาย เพื่ออุ้มค่าเงินบาท จึงจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเปลี่ยนไปใช้อัตราแลกเปลี่ยนระบบลอยตัว เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2540 ผลลัพธ์ก็คือ อัตราแลกเปลี่ยนของเงินบาทได้ดิ่งลงในระดับต่ำจนถึง 56 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงต้นปี 2541 และประเทศชาติต้องเสียทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศไทย และลุกลามกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชีย หากในปี 2539 เราได้ใช้ระบบเงินบาทลอยตัว วิกฤติเศรษฐกิจดังกล่าวก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะช่วงที่ดอลลาร์เริ่มจะมีราคาสูงเกินกว่า 26 บาทดังกล่าว ธปท.ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเข้าแทรกแซง โดยนำเงินดอลลาร์ออกมาขายในท้องตลาดแต่อย่างใด การสูญเสียทุนสำรองของเราก็จะไม่เกิดขึ้น วิกฤติเศรษฐกิจก็จะไม่มี และถ้าเราไม่ตกใจมากจนเกินไป อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอาจจะไม่ไปถึง 50 กว่าบาท แต่คงจะทรงตัวไม่เกิน 40 บาทต่อดอลลาร์ และเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สูงขึ้นไปตามกลไกตลาดดังกล่าวแล้ว สินค้าออกของเรา ก็จะมีราคาต่ำลงตามธรรมชาติโดยอัตโนมัติ ทำให้เราส่งสินค้าออกได้มากขึ้น ในขณะที่สินค้าเข้าก็จะแพงขึ้น ก็จะเป็นการแก้ไขตามธรรมชาติให้มีเงินดอลลาร์ไหลเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น และไหลออกน้อยลงจนสู่สมดุล และเศรษฐกิจก็จะปรับตัวของมันให้เจริญก้าวหน้าต่อไปได้ โดยไม่ต้องมี วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง อย่างที่ได้เกิดขึ้น ต่อมาเมื่อเราอยู่ในระบบลอยตัวแล้ว ธปท.และรัฐบาลเลิกใช้นโยบายเงินดึงดอกเบี้ยสูงเข้ามาแก้ไขวิกฤติค่าเงินบาท และได้มีการเพิ่มสภาพคล่องในระบบให้พอดี อุตสาหกรรมส่งออกและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเราก็มีสภาพดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีเงินดอลลาร์ไหลเข้าประเทศมากขึ้น ค่าดอลลาร์ก็ได้ค่อยๆ ลดลงเหลือเพียงประมาณ 36 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อ 3-4 ปีมานี้ อย่างไรก็ตาม หลังจากนักเศรษฐศาสตร์ท่านข้างต้น ซึ่งเป็นที่เชื่อถือของต่างประเทศด้วย ได้ออกมาพูดถึงเศรษฐกิจของเราในแง่ร้าย นักลงทุนต่างประเทศเกิดความวิตก เงินดอลลาร์ที่ไหลเข้าประเทศไทยก็ได้ลดน้อยลง ทำให้ดอลลาร์กลับขึ้นไปเป็นประมาณ 44-45 บาทต่อดอลลาร์ ในปี 2545 แต่เนื่องจากเราอยู่ในระบบเงินลอยตัว ธปท. จึงไม่ต้องนำเงินดอลลาร์ทุนสำรองออกมาขายในท้องตลาด เพื่ออุ้มค่าเงินบาทเหมือนอย่างสมัยปี 2540 ทุนสำรองของเราจึงยังมีมากเป็นปกติดี การที่เงินบาทมีค่าอ่อนตัวลงดังกล่าว จึงไม่ปรากฏความเสียหายอะไรจริงจัง ในขณะเดียวกัน เป็นการปรับตัวตามธรรมชาติ ทำให้สินค้าออกมีราคาถูกลง สินค้าเข้ามีราคาแพงขึ้น และต่อมาเมื่อเศรษฐกิจของเราค่อยๆ กลับดีขึ้น ก็ทำให้มีเงินดอลลาร์ไหลเข้าไทยมากขึ้น จนค่าดอลลาร์แข็งขึ้น โดยไม่เกิดความเสียหายใดๆ เงินบาทสามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับเศรษฐกิจ และการค้าขาเข้าออกของประเทศได้ดีที่สุดโดยอัตโนมัติ ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจของไทย เจริญรุ่งเรืองโตเร็วเป็นที่สองในโลกอย่างที่เป็นที่ทราบโดยทั่วกันอยู่แล้ว ผู้ที่นิยมหรือเสนอให้ไทยกลับไปใช้ระบบตะกร้าเงิน ดูเหมือนจะต้องการให้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ในอัตรา 41 หรือ 42 บาทต่อดอลลาร์ (เพื่อส่งเสริมการส่งออก) ซึ่งอาจจะมีส่วนดีอยู่บ้าง แต่ส่วนเสียมีมากกว่า ที่ว่าเพื่อส่งเสริมการส่งออกนั้นก็ไม่ค่อยจะมีความจริงเท่าใด จะเห็นได้จากการที่ระหว่างที่อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าโดยอยู่ที่ 45 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อประมาณปี 2545 เปรียบเทียบกับในปัจจุบัน ซึ่งเงินบาทแข็งขึ้นเป็นไม่เกิน 40 บาทต่อดอลลาร์ การส่งออกของเราก็ยังพุ่งพรวดพราดขึ้นมาตลอดเวลา ตามที่ทราบดีกันอยู่แล้ว จนทำให้เห็นได้ว่า ถ้าเราปล่อยให้เงินบาทค่อยๆ แข็งค่าขึ้นต่อไปตามกลไกตลาด การส่งออกของเราก็ยังสามารถที่จะเติบโตต่อไปได้ ยิ่งกว่านั้น จะเห็นได้ว่าประเทศที่นิยมทำให้ค่าเงินของตนเองต่ำ เพื่อส่งเสริมการส่งออกนั้น มีผลเสียต่างๆ มากมาย เช่น ญี่ปุ่น ถึงแม้จะมีสินค้าออกเพิ่มมากมาย และมีเงินตราต่างประเทศเข้าไปเก็บไว้มากที่สุดในโลก แต่ก็ไม่ส่งผลให้คนญี่ปุ่นมีความเป็นอยู่ดีขึ้นเท่าที่ควร และเมื่อประกอบกับการจำกัดการแข่งขัน ก็ทำให้คนญี่ปุ่นมีค่าครองชีพสูง สินค้าต่างประเทศที่เข้าไปขายในญี่ปุ่น ต้องขายในราคาสูงกว่าความเป็นจริง ส่วนคนอเมริกันนั้น รัฐบาลสหรัฐค่อนข้างจะใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์แบบปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด โดยมักจะไม่ได้พยายามให้เงินดอลลาร์มีอัตราต่ำ ผลที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือ สินค้าต่างชาติที่เข้าไปขายในอเมริกานั้น มีราคาต่ำมาก ทำให้ค่าครองชีพของคนอเมริกันต่ำ รายจ่ายเกี่ยวกับการครองชีพก็น้อย ซึ่งก็เป็นส่วนสำคัญอันหนึ่งที่ทำให้คนอเมริกันมีเงินเหลือไปใช้ในเรื่องปลูกบ้าน เช่าบ้าน หรือซื้อที่อยู่อาศัย การแทรกแซงกลไกตลาดในเรื่องการนำเงินต่างประเทศเข้าไทย หรือถ้ามีการใช้มาตรการ ที่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนกว่าความเป็นจริง ก็ยังมีผลเป็นการบิดเบือนกลไกเศรษฐกิจ ที่มีผลเสียอีกหลายประการ เช่น ทำให้หนี้สินของเราที่เป็นบาทไม่ค่อยจะลดน้อยลง อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงกดดันให้มีการปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการลงทุน ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ความร่ำรวยของนักลงทุน กำลังซื้อภายในประเทศ และอัตราความเจริญของเศรษฐกิจ ในกลุ่มยุโรป เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี หรือฮอลแลนด์ ซึ่งใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว และไม่ปรากฏว่าได้พยายามทำให้ค่าเงินของตัวอ่อน แต่ก็ไม่ส่งผลให้สินค้าออกของประเทศเหล่านี้ ส่งออกไปขายได้เงินเข้าประเทศน้อยแต่ประการใด แต่กลับปรากฏว่า แม้เงินของเขาจะแข็งค่า และราคาสินค้าของเขาจะแพงขึ้น (เช่น นาฬิกาสวิสก็แพงขึ้น ฯลฯ) เขาก็ยังส่งออกสินค้าไปขายได้ดีในตลาดโลก และมีเงินไหลเข้าอย่างมากมาย โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
|
| กลับหน้าแรก |